อลงกรณ์ พลบุตร ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังชี้ว่าประเทศไทยมีกลไกในการดำเนินการอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญและดำเนินการตามลำดับ เพื่อเปิดกว้างและโปร่งใสให้กับภาคเอกชนและต่างประเทศ
คงเกินกว่านั้นครับท่านประธาน ท่านประธานครับ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมใช้สิทธิเพราะว่ากฎหมายฉบับนี้หลายคนอภิปรายสนับสนุน ค่อนข้างมาก ผมจะให้อีกมุมมองหนึ่ง การเสนอกฎหมายหรือการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ด้วยกลไกทางกฎหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .... ที่เสนอมานี้ ความจริงก็ถือได้ว่าเป็นความพยายาม ก็ต้องให้เครดิต คุณกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเป็นอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ริเริ่มแล้วก็จนกระทั่งมาสานต่อโดยรัฐบาลปัจจุบัน มุมมองผมอาจจะแตกต่างไปจากหลายท่าน เพราะว่ามีข้อสังเกตที่อยากฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ โดยเฉพาะกฎหมายดังกล่าวนั้นความจริงเราใช้มา ๒๐ ปีแล้ว ผมเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรกเมื่อปี ๒๕๓๕ ตอนนั้นต่อเนื่องสมัยรัฐบาล ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากภาคเอกชน จึงได้มีการออกกฎหมายในเรื่องของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ หลังจากนั้นเราก็มีการดำเนินการในเรื่องของการร่วมทุนในหลายโครงการ ผมอยากเรียน ท่านประธานว่าความจริงมันไม่จำเป็นจะต้องมีกฎหมายแบบนี้ครับ ความจริงกฎหมาย อย่างนี้ควรยกเลิกไปได้แล้วครับ ผมฝากข้อคิดตรงนี้เพราะว่าเรามักจะเป็นประเทศที่คิดว่า กำลังจะพัฒนาแล้วใครเขาทำอะไรต้องทำตาม รูปแบบการบริหารในเรื่องการร่วมทุนของรัฐ และเอกชน ที่เรียกว่า พีพีพี หรือว่าพับลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ ความจริงเรามีกลไก ดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ยังดำเนินการไม่ดีพอเท่านั้น ไปปรับปรุงแล้วก็ขับเคลื่อน เชื่อไหมท่านประธานที่ผมต้องใช้สิทธิ เพราะว่าผมฟังการอภิปรายเห็นด้วยกันหมดไม่มีข้อติติง เพียงแต่มีข้อสังเกต แต่ผมก็เรียนกับท่านประธานว่าคำอภิปรายของผมจากนี้ไปจะเป็นการให้ มุมมองต่อสภาแห่งนี้และต่อรัฐบาล เพื่ออย่างน้อยจะได้ยั้งคิดสักนิดหนึ่งว่าสิ่งที่กระผม ได้อภิปรายนั้นมีเหตุ มีผลเพียงใด
ประการแรก ก็คือว่าในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายนั้นทุนมีน้อยครับ ระบบพีพีพี เขาเรียกว่า ลงทุนก่อนผ่อนทีหลัง คือภาครัฐมีข้อจำกัด แล้วไม่ใช่เพียงแค่หลักการ เหตุผลที่รัฐบาลเสนอมาเพียงแค่ ๒ เหตุผลเท่านั้น ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานหรือว่า บริการภาครัฐ แต่มันมีโครงการพิเศษจำเป็นเร่งด่วนที่เป็นข้อที่ ๓ แต่รัฐบาลไม่ใส่ไว้ กฎหมายพีพีพีนั้นต้องเรียนว่าเมื่อตอนที่ผมได้ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจไปประชุม อาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) ครั้งหลังสุด เมื่อปี ๒๕๕๔ ที่จาการ์ตา ในการประชุมทวิภาคี ท่านประธานาธิบดีอาควิโน ของประเทศฟิลิปปินส์ได้ส่งหนังสือ ๑ เล่มให้กับ ท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้น เป็นหนังสือที่เขียนหน้าปกว่า โครงการพีพีพีของประเทศฟิลิปปินส์ หมดครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องของถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน โรงไฟฟ้า แม้แต่เสาไฟฟ้าวางสายพาดเสา รวมไปถึงแม้แต่โรงพยาบาลของรัฐ โรงเรียนของรัฐ นี่คือกิจการของรัฐ ซึ่งประเทศนั้น ๆ ไม่มีงบหรือเพดานหนี้เกินกว่าที่จะสามารถลงทุน ด้วยตัวเองได้ เพราะฉะนั้นก็เปิดโอกาสให้เอกชนลงทุน ไม่ใช่เฉพาะกิจการในประเทศ แต่กิจการต่างประเทศด้วย และไม่ใช่กิจการในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เท่านั้น แต่รวมไปถึงในเรื่องของบริการสาธารณะภาครัฐ และรวมถึงโครงการพิเศษเร่งด่วน ตรงนี้เองละครับ ที่ผมเรียนท่านประธานว่าทำไมภายใต้กระบวนการ ๒๐ ปีที่เรามีประสบการณ์ตรงนี้ ทำไมจะต้องมีกฎหมายเช่นนี้อีกครับ ผมกังวลมาก เพราะว่าปัจจุบันขีดความสามารถ ในการแข่งขันเราลดลงครับ หรือว่าความรวดเร็วคล่องแคล่วที่เราเรียกว่ากัฟเวิร์นเมนท์ เอฟฟิเชียนซี (Government efficiency) หรือประสิทธิภาพของภาครัฐของเราไม่ดีขึ้นครับ เพราะเราออกกฎระเบียบ ออกกฎหมายมากเกินไปหรือเปล่า ปัจจุบันท่านประธานคงทราบ หรือท่านรองนายกรัฐมนตรีคงทราบว่า เรามีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินี่ดูกรอบใหญ่ ความจริงแล้วถ้าเราให้กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ บริษัทของรัฐ รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น ได้เสนอโครงการของรัฐซึ่งเกินกว่ากำลังงบประมาณอย่างน้อยในช่วง ๓ ปี แล้วก็เอามาพิจารณา และเราก็มีคนที่ดูในส่วนของกรอบวินัยการเงิน การคลัง เช่น กระทรวงการคลัง สำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจก็ดี หรือว่าสำนักบริหารหนี้สาธารณะก็ดี แล้วก็นำเสนอ ครม. จัดทำเป็นเล่ม แบบเดียวกับที่ฟิลิปปินส์เขาทำ ไม่เห็นความจำเป็นว่าเราจะต้องไปสร้างคอขวด อะไรเพิ่มขึ้นเลยครับ ผมฝากข้อกังวลไว้ ๕ ประการครับ ข้อกังวล ๕ ประการ
ประการที่ ๑ ก็คือว่าหวังว่าเราจะไม่สร้างคอขวดเพิ่มขึ้นครับ วันนี้เขามีแต่ ดีเรกูเลต (Deregulate) วันนี้เรากลับเรกูเลต (Regulate) เพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ ๆ ขึ้นมา ทั้งที่ถามบอกว่าอำนาจหน้าที่เดิมนั้นพอเพียงไหม พอครับ คณะรัฐมนตรีจะต้อง ให้ความเห็นชอบอยู่แล้ว สภาพัฒน์หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย และต้นสังกัด ต้องทำงานในส่วนนี้ให้เสร็จสิ้นอยู่แล้ว แล้วก็มารวมกัน มาดูกรอบ และกระทรวงการคลัง ก็มาดูในเรื่องของการจัดหนี้สาธารณะ แล้วก็จัดสิ่งที่เราเรียกว่าการจัดลำดับความสำคัญ ก่อน-หลัง ท่านประธานครับ เราไม่ควรที่จะสร้างคอขวดครับ ถ้าคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่มีอยู่มันคู่ขนานกับรัฐบาล คู่ขนานกับโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว ผมถามบอกเรากำลังสร้าง ขั้นตอนที่มันมากขึ้น แทนที่จะเร็วกลับช้า นี่ประการที่ ๑ ที่ฝากไว้
ประการที่ ๒ ก็คือว่าอย่าให้มีเบี้ยบ้ายรายทางเพิ่มขึ้นครับ ต้องยอมรับว่า โครงการขนาดใหญ่ของบ้านเรานี่ต้องจ่ายครับ จะจ่ายมาก จ่ายน้อย อย่าให้เป็นว่ามันมีโต๊ะเพิ่มขึ้น และนี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจกี่ครั้ง ๆ สิ่งที่ประชาชนห่วงใย และภาคเอกชนเขาวิตกกันมาก รวมทั้งหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านคงทราบดี เขากังวลมากคือเรื่องคอร์รัปชัน ยิ่งมีโต๊ะมาก มีด่านมากขึ้น จ่ายมากขึ้นครับ และท้ายที่สุดนี่คือบริการภาครัฐ กิจการของรัฐ ไม่ว่าเอกชนร่วมลงทุนแบบพีพีพีหรือไม่ อย่างไร เขาจะบวกต้นทุนเหล่านั้นไปสู่ค่าบริการของประชาชน
ประการที่ ๓ ก็คือการจัดลำดับความสำคัญ ตรงนี้สำคัญครับท่านประธาน การจัดลำดับความสำคัญไม่ว่าในกฎหมายฉบับนี้ที่มีคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะจัดลำดับด้วยหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง ผมเรียนท่านประธานว่าถ้าวันนี้เราต้องการจะก้าวสู่ การเป็นผู้นำของอาเซียนเราบอกว่าเราต้องการเป็นฮับ (Hub) ทางด้านโลจิสติกส์ ถามบอกว่า ลำดับความสำคัญจะอยู่ที่ไหน จะอยู่ที่ท่าเรือ ท่าเรือน้ำลึก ทั้งซีพอร์ต (Sea port) ทั้งริเวอร์พอร์ต (River port) หรือว่าเราจะมีในส่วนของเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือว่าเราจะมีไอซีดี (ICD) อย่างที่เรามีเพียงแค่ลาดกระบังแล้วเราก็ยังไม่สามารถลงทุนเปิดการลงทุนตรงนี้ได้อีก หรือการที่เราต้องการจะมีรถไฟ ๔ รางทางคู่ไปทั่วทั้งประเทศ หรือการที่เราต้องการ จะมีไฮสปีดเทรน (High-speed train) แม้แต่ระบบขนส่งมวลชนภายในเพื่อให้การค้าการขาย ให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของการค้าการขายและการท่องเที่ยว การจราจรของเรายังติดขัด มากมายเหลือเกิน ในขณะที่เราทำรถไฟฟ้าแต่ละสายช้าเหลือเกินกว่าจะได้ รถไฟใต้ดิน มีสายเดียวอยู่แค่นั้นเอง เรายังต้องการระบบไลท์เรล (Light rail) ระบบโมโนเรล (Monorail) ระบบฟีดเดอร์ (Feeder) ที่จะทำเกิดลูพ (Loop) ของการขนส่งมวลชน เพื่อให้เกิดความเป็นเมืองศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและการค้าขายและการขนส่ง หรือว่าเราจะต้องสร้างโรงพยาบาลเพื่อตอบสนองต่อยุคของสังคมผู้สูงอายุและตอบสนอง ต่อโภชนาการของเราที่ยังต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้เกิดผู้ป่วยจำนวนมาก รัฐลงทุนไม่พอ เอกชนเข้ามาเป็นพีพีพีในด้านของสาธารณสุข อย่างนี้เป็นต้น
ท่านประธานครับ ตัวอย่างสุดท้ายที่ยกกับท่านก็คือประเทศลาวนี่ครับ ปี ๒๕๕๒ ไปเยือนประเทศลาว มองไปฝั่งโน้นบอกเราจะยกฐานะด่านชั่วคราวผ่อนปรน ให้เป็นด่านถาวร ประเทศไทยพอมีเงินงบประมาณ ประเทศลาวท่านบอกว่า ท่านมีงบประมาณน้อย เพราะฉะนั้นก็ยังเปิดไม่ได้ เราพร้อม เขาไม่พร้อม ยกฐานะเป็นด่านถาวรพร้อมกันไม่ได้ แต่เชื่อไหมครับหลังจากนั้นอีก ๑ ปี เขาใช้พีพีพีครับ เขาให้เอกชนสร้างด่านเลย แล้วรัฐได้อะไร ได้ใช้สำนักงานฟรี และแบ่งค่าเหยียบแผ่นดินกัน แบ่งค่าธรรมเนียมกัน วันนี้ท่านไม่ต้องห่วงเลยครับ ของเรากลับช้ากว่าเขา บอกว่าประเทศไทยจะเปิดด่านยกฐานะด่านสากลได้ที่ไหนบ้างเขาพร้อม แต่เราพร้อมหรือเปล่า ถามว่าตรงนี้ติดขัดเพราะกฎหมายหรือ ไม่ใช่ ไม่ใช่ติดขัด เพราะกฎหมาย แม้แต่กฎหมายเดิมก็ดำเนินการได้ ผมฝากท่านไปนะครับว่าประสิทธิภาพ ของภาครัฐเราระวังในเรื่องของการจัดลำดับว่า ถ้าเราสามารถวางลำดับได้นะครับว่าจะมีไพรออริตี้ (Priority) ในการจัดแล้วเป็นเล่ม เป็นแพคเกจ (Package) เลย ทำเป็นเล่มขึ้นมาเลย แล้วก็เปิดกว้าง โปร่งใส ของประเทศไทย ของต่างประเทศ ไซส์ (Size) กลาง ไซส์ใหญ่ อยากจะเข้ามาที่จะร่วมลงทุนกับภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างจังหวัดเชียงรายอยากจะทำด่าน อยากจะทำไอซีดี อยากจะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ เปิดไปเลยให้ อบจ. หรือว่าเทศบาลซึ่งอยู่ติดเขตนั้นเขาสามารถไปร่วมทุนในลักษณะอย่างนี้ได้ แต่ว่ารัฐบาลทำกรอบแล้วจัดเป็นเล่มใหญ่ สุดท้ายคือกรอบเวลา กรอบเวลาเป็นตัวกำหนดครับว่า เมื่อเราเลือกกิจการแล้วกรอบเวลามันจะต้องมี แล้วจะต้องดูฐานะของภาครัฐในเรื่องของ หนี้สาธารณะที่มีต่อจีดีพีก็ดี ที่มีต่องบประมาณก็ดี
ผมใช้เวลาตรงนี้เพียงแต่แสดงความห่วงใยเป็นข้อสังเกต เพราะว่าได้ฟัง การอภิปรายแต่ละท่าน แต่ละคนก็เห็นด้วยแล้วก็มองในทางเดียวกันหมด ผมติติง ความจริง ผมชอบนะครับการปรับปรุงกฎหมายใหม่ ๆ แต่บางครั้งการปรับปรุงกฎหมายใหม่ ๆ มันกลับกลายเป็นห่วงมารัดคอเรา เป็นส่วนที่มาเพิ่มภาระในกระบวนการราชการ มาเพิ่มต้นทุนของโครงการต่าง ๆ ทั้งที่โดยแท้ที่จริงแล้วถ้าเราไปปฏิรูปขั้นตอนกระบวนการ ที่มีอยู่แล้ว ไปปฏิรูปกระบวนการอนุมัติให้ความเห็นชอบ ไปปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจน ไปปรับปรุงนิยามต่าง ๆ เพียงแค่คณะรัฐมนตรีก็สามารถที่จะเป็นองค์กรที่จะให้ ความเห็นชอบในขั้นสุดท้าย แล้วก็องค์กรชั้นต้นหน่วยงานเขาก็คุ้นเคยมาแล้ว ๒๐ ปีนะครับ ผมก็เรียนกับทางรัฐบาลว่าเอาละไหน ๆ เมื่อได้สานงานต่อแล้วก็มาเสนอร่างกฎหมายอย่างนี้ ก็ขอให้ชั้นคณะกรรมาธิการไปดูแลกฎหมายฉบับนี้ในรายมาตรา อะไรที่มันรุงรัง อะไรที่มัน เพิ่มขั้นตอน อะไรที่มันไม่ควรต้องให้อำนาจเพราะมีอยู่แล้วเราก็อย่าไปนั่นเลยครับ ขอให้มันเป็นร่างกฎหมายที่มาเพิ่มความคล่องตัว เพิ่มความรวดเร็ว แล้วก็เกิดความรอบคอบ ในการวางแผนยุทธศาสตร์โครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและกิจการบริการของรัฐ หรือโครงการพิเศษ อันนี้ก็จะทำให้ข้อสังเกตที่ผมได้นำเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ทางรัฐบาลนั้นก็จะเกิดประโยชน์ต่อความเห็น ดังนั้นก็ถือโอกาสนี้ฝากประเด็นและสาระ ดังกล่าวไปยังรัฐบาลโดยผ่านท่านประธาน ขอบคุณที่กรุณาให้เวลาผมได้อภิปรายครับ