สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมาตรา 13 ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาติ และขอให้ลดหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติให้แคบลงเพียงการรวบรวมเอกสารสําคัญของชาติเท่านั้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสนับสนุนหอจดหมายเหตุแห่งชาติในภูมิภาค โดยขอให้ใส่เงื่อนไขในการสนับสนุนในกรอบงบประมาณ และขอความกรุณาตัดเงื่อนไขอื่นออก

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา ๑๓ ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ผมได้เสนอคําแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญให้พิจารณาใน ๒ ประเด็น ก็คือเรื่องใน (๑) คือเรื่องของการเก็บรักษาและอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งได้เพิ่มคําว่า เก็บรักษา อนุรักษ์และเผยแพร่เอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งเมื่อได้ฟังคําชี้แจง ของคณะกรรมาธิการในระหว่างการประชุมแล้วก็เห็นด้วยไม่ได้ติดใจนะครับ แล้วก็มาใน (๖) ผมได้เสนอคําแปรญัตติเหมือนกับที่คณะกรรมาธิการได้แปรญัตติ เหตุผลเป็นอย่างนี้นะครับ เป็นเหตุผลที่อาจจะไม่ตรงกับที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้หยิบยกขึ้นมาอภิปราย แต่ก็สอดคล้อง กับที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งที่เพิ่งอภิปรายจบลงไป คือท่านไพจิต ศรีวรขาน ขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่าน ความกังวลของผมถ้าเกิดตามร่างเดิมก็คือว่าให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีหน้าที่ในการจดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาตินั้น ผมคิดว่าหน้าที่ของกรมศิลปากร หรือเจ้าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติไม่ได้มีหน้าที่ในการบันทึกประวัติศาสตร์ การจดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาติ นั่นคือการบันทึกประวัติศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพครับ หอจดหมายเหตุแห่งชาติปัจจุบันนี้มีฐานะเล็กกว่ากรมด้วยซ้ํา และมีกําลังเจ้าหน้าที่เพียง ๔๐-๕๐ คน และเฉพาะเจ้าหน้าที่แผนกจดบันทึกมีอยู่ ๕-๖ คนเท่านั้นเอง ถามว่า การจดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาตินั้นจําเป็นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ๑. กําลังคน ต้องมากเพียงพอ แต่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่าจะต้องมีองค์ประกอบด้านอื่น ความรู้เกี่ยวกับ เรื่องนั้น ๆ ที่จะจดบันทึกเพื่อให้เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ผมกังวลใจกับเรื่องนี้แล้วก็ต่อสู้เรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการก็ได้มีการอภิปรายถกเถียง แล้วก็ยอมรับในเหตุผลว่าเจ้าหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติหรือหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไม่มีหน้าที่ในการเขียนประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สําคัญของชาติมีหลายเรื่องหลายราว ที่มีความขัดแย้ง มีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งในการอภิปรายในวาระที่หนึ่งของสภาแห่งนี้ ก็วิตกกังวลกับเรื่องนี้ล่ะครับว่าใครล่ะจะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ ใครล่ะจะเขียนข้อเท็จจริง ทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คนได้รับรู้แล้วก็เป็นกลาง เป็นธรรมมากที่สุด เป็นที่ถูกใจ ของคนทุกฝ่ายมากที่สุด มันไม่มีหรอก ผมจึงเห็นว่าบทบาทหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพียงแต่รวบรวมเอกสารสําคัญของชาติ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ถามว่าเอกสารสําคัญของชาติ มันมีอะไรบ้างครับ ก็อย่างที่เรียนว่าในมาตรา ๓ ที่เราให้คํานิยามไว้มันเกี่ยวข้องหลายเรื่อง ทั้งเป็นเอกสาร ทั้งเป็นภาพ เป็นบันทึก เป็นเสียง เป็นหนังสือ เป็นวีดิทัศน์ เป็นภาพยนตร์ ต่าง ๆ เหล่านี้ เพียงแต่หอจดหมายเหตุแห่งชาติรวบรวมสิ่งเหล่านี้ให้ครบถ้วนไว้เท่านั้น ก็เพียงพอ ไม่จําเป็นต้องมาวิเคราะห์ ไม่จําเป็นต้องมากลั่นกรองจนตกผลึกแล้วก็เขียนเป็นบันทึก เพราะนั่นเป็นกระบวนการทางวิชาการที่จะต้องใช้บุคคลอื่นที่มีความรู้ มีความสามารถ มีความเกี่ยวข้องแล้วก็ชํานาญเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะ ถามว่าเจ้าหน้าที่ ๔-๕ คน ๖ คน ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่มีหน้าที่นี้ที่ถูกกําหนดหน้าที่ว่าให้ต้องบันทึกเหตุการณ์สําคัญ ของชาติไว้ เขาจะรอบรู้ทุกเรื่องในทุกมิติได้อย่างไร นี่เป็นความกังวลของผม แล้วก็ต้องขอบคุณ คณะกรรมาธิการที่เปลี่ยนแปลงถ้อยคํานี้นะครับ แต่ว่าเมื่อคณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลง ถ้อยคําจากจดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาติมาเป็นรวบรวมเอกสารเหตุการณ์สําคัญของชาติ ผมก็นึกว่าจะมีเท่านี้ ผมก็ไม่ติดใจ แต่เมื่อผมออกมาจากห้องประชุมแล้วก็ปรากฏว่า ท่านคณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมใน (๖/๑) เข้ามาอีกว่าให้จัดทําบันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่า เข้ามาอีก นั่นก็เหมือนกับการย้อนกลับไปว่าให้เจ้าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทําหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์อีกทีหนึ่ง ก็คือการจัดทําบันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่า ซึ่งมันไม่จําเป็นครับ ถ้าหากว่าท่านได้ดูใน (๖) ก็คือรวบรวมเอกสารเหตุการณ์สําคัญของชาติ บันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่าก็รวมอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ประวัติศาสตร์บอกเล่าก็คือคําพูดนี่ละ ท่านจะบันทึกด้วยรูปแบบไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่มันก็อยู่ในเรื่องของการรวบรวมเอกสารสําคัญ ของชาติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่จําเป็นที่จะต้องเพิ่ม (๖/๑) เข้ามานะครับ

ประเด็นต่อมานะครับ ที่จะต้องสนับสนุนก็คือ ใน (๘) ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้มีมติได้เพิ่มเติมเรื่องสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้าไปก็ทําให้กว้างขวางขึ้น และเพิ่มเติม (๘/๑) เข้าไป อันนี้มีความจําเป็นและมีความสําคัญมาก ก็คือการสนับสนุนด้านวิชาการแก่หอจดหมายเหตุ ของหน่วยงานของรัฐ หอจดหมายเหตุท้องถิ่น และหอจดหมายเหตุเอกชน เป็นเรื่องที่จําเป็น และสําคัญ เวลานี้หอสมุดที่อยู่ในส่วนภูมิภาคซึ่งก็จะมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนงาน ของหอจดหมายเหตุของหน่วยงานของรัฐ อยู่ในสภาพที่โดดเดี่ยวมาก ขาดทั้งงบประมาณ ขาดทั้งกําลังเจ้าหน้าที่ แล้วก็ขาดทั้งกําลังทางด้านวิชาการที่จะไปสนับสนุนทําให้หอจดหมายเหตุ ในภูมิภาค รวมทั้งหอสมุดแห่งชาติในภูมิภาคอยู่ในภาวะที่เหมือนกับเป็นหอสมุดที่ตายแล้ว ไม่ได้รับการดูแล แล้วก็ไม่มีอนาคต ไม่มีแผนงานที่จะไปสนับสนุนตรงนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เราได้ใส่ใน (๘/๑) ตามที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเข้าไปให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีหน้าที่ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าในอนาคตงบประมาณที่จะผ่านจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไปสู่หน่วยงานเหล่านี้ในภูมิภาคก็จะเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นนะครับ การสนับสนุนงาน ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติในต่างจังหวัดก็จะได้รับการดูแลมากขึ้น ก็ขอสนับสนุน เฉพาะในส่วนนี้นะครับ แต่ว่าใน (๖/๑) ก็ขอความกรุณาถ้าตัดออกได้ก็จะเป็นประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ