สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ และเสนอแนวทางแก้ไขโดยการผสมผสานความคิดเห็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อสร้างความหวังและโรดแมปในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องยุทธศาสตร์ลิมอ ดาซาร์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การสร้างระเบียงเศรษฐกิจใหม่ระหว่างเอ็นเซอร์ อีเซอร์ และภาคใต้ของประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นจนกระทั่งมาร่วมมือกัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ใคร่ขอแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ฉบับแรก ความเห็นที่กระผมจะนำเสนอนั้นเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต่อคณะรัฐมนตรีและทุกภาคส่วนในการที่จะแก้ไขปัญหา ชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่คงไม่ซ้ำกับการอภิปรายที่ผ่านมา ๒ วัน เพราะว่าประเด็นที่ผม จะนำเสนอนั้นเป็นประเด็นที่แตกต่างโดยเฉพาะมิติที่ถือได้ว่าในแนวนโยบายการบริหาร และการพัฒนาที่นำเสนอมารวมถึงวิสัยทัศน์นั้นจะมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องก็คือมิติทางด้าน ของเศรษฐกิจและการพัฒนา ท่านประธานคงทราบว่าปัญหาชายแดนภาคใต้ซึ่งในรายงาน ระบุว่าเริ่มรุนแรงมากตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ความจริงก็ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาเรื้อรัง และเป็นปัญหาเหมือนผงเข้าตาที่เรายังไม่สามารถที่จะคลี่คลายได้โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือน ที่ผ่านมา ตัวเลขความรุนแรงได้เพิ่มขึ้นทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้สร้างผลกระทบ ต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่น แต่ที่สำคัญคือความสงบและความสุขที่คนไทยปรารถนานั้น ยังมองไม่เห็น ยังมืดมนอนทการ นโยบายการบริหารและการพัฒนาจึงเป็นส่วนหนึ่ง ของความหวังอีกครั้งหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นโรดแมป (Road map) แต่โรดแมปดังกล่าวนั้น ถ้าหากว่าได้ผสมผสานระหว่างความคิดเห็นทั้งในส่วนสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่อยู่ ณ ที่นี้ เป็นตัวแทนรัฐบาลจะได้นำไปเป็นประโยชน์ต่อการที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ความจริง ถ้าผมจะยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ว่าในอีก ๒ ปี ๑๐ เดือนข้างหน้า ๑๐ ประเทศอาเซียน จะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ๔๕ ปีเต็มของการที่อาเซียนเกิดขึ้น และอีก ๒ ปี ๑๐ เดือน เมื่อครบปีที่ ๔๘ เราจะเป็นประชาคมเดียวกัน ความแตกต่างของ ๑๐ ประเทศนี้ มีหลากหลายมากมาย ในหลายยุคหลายสมัยครั้งหนึ่ง ๓ ประเทศในอินโดจีนปกครองด้วย ระบอบคอมมิวนิสต์ แต่แน่นอนที่สุดว่าด้วยความมุ่งมั่นและการตั้งเป้าหมายร่วมกันว่า วันหนึ่งภูมิภาคนี้ ๑๐ ประเทศนี้จะรวมตัวเป็นหนึ่ง จะมี ๑ วิสัยทัศน์ ๑ ประชาคม ความหมายของผมก็คือว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความเจ็บปวด รอยแผลของอดีตในประวัติศาสตร์ในพื้นที่ ชายแดนภาคใต้ของเรานั้นไม่ได้ต่างกันหรอกครับ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าน้อยกว่ารอยแผล และความแตกต่างใน ๑๐ ประเทศอาเซียน ประชากรเพียงไม่กี่ล้านคนในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อเทียบกับ ๕๘๐ ล้านคนของ ๑๐ ประเทศอาเซียน ท่านจะเห็นถึงปริมาณที่แตกต่าง แต่ผมอยากให้ความหวังว่าประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นด้วย ๓ เสาครับ เสาของ ประชาคมการเมืองและความมั่นคง เสาของสังคมและวัฒนธรรม และเสาของเศรษฐกิจ ผมยกตัวอย่างตรงนี้เพื่อให้เห็นว่าในการที่จะกำหนดวิสัยทัศน์และแนวนโยบายการบริหาร ชายแดนภาคใต้นั้นขอให้ตระหนักว่ามันไม่ใช่มีเรื่องการเมืองและความมั่นคง และไม่ใช่ มีเพียงด้านสังคมและวัฒนธรรม และไม่ใช่มีเพียงด้านเศรษฐกิจ เท่าที่ติดตามมาตลอด เราจะเน้นไปในเรื่องของความมั่นคง เราให้ตัวยานี้มานานจนกระทั่งดื้อยา วันนี้เมื่อเรา คิดปรุงสูตรใหม่ขึ้นมาก็อยากที่จะนำส่วนผสมเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อให้การบูรณาการ ของวิสัยทัศน์นำไปสู่แผนปฏิบัติการที่ให้น้ำหนักความสมดุลต่อเรื่องความมั่นคง เรื่องของสังคม วัฒนธรรม และเรื่องของเศรษฐกิจ

ท่านประธานครับ เมื่อต้นปี ๒๕๕๓ ผมได้เดินทางไป ๕ รัฐภาคเหนือ ของประเทศมาเลเซีย ไปที่ยะโฮร์บาห์รู เมืองหลวงของรัฐกลันตัน ไปที่อลอร์สตาร์ เมืองหลวงของรัฐเคดะห์ ไปที่อิโปห์ เมืองหลวงของรัฐเปรัค ไปปะลิสและปีนัง เดินทางไป ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรครับ ไปพบมุขมนตรี ไปพบหอการค้า ซึ่งเขามี ๓ หอนะครับ เขามี ๓ ชนชาติ หอการค้ามาเลเซีย หอการค้าอินเดีย หอการค้าจีน แล้วก็กลับมาประชุม ที่บ้านเรานี่ครับ ๕ จังหวัดภาคใต้ของเรา จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล เพื่อที่จะสร้างเครื่องมือใหม่ทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ลิมอ ดาซาร์ (Lima Dasar) ผมได้อ่านข่าวเมื่อก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วันนะครับ ประธานหอการค้า จังหวัดนราธิวาสเรียกร้องเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๔ เรียกร้องให้ใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้ง ได้สานต่อยุทธศาสตร์ลิมอ ดาซาร์ มันคืออะไร ลิมอ ดาซาร์ คือยุทธศาสตร์การสร้าง ระเบียงเศรษฐกิจใหม่ ที่เรียกว่า นิว อิคอนอมิก คอร์ริดอร์ (New Economic Corridor) ร่วมกันระหว่างเอ็นเซอร์ (Encer) อีเซอร์ (Ecer) และภาคใต้ของเรา มาเลเซียนั้นมีความฝันที่จะเห็นพื้นที่พัฒนา พิเศษตะวันออกและพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคเหนือ ขณะที่เราเองนั้นเคยมีกรอบความร่วมมือ และวันนี้ก็ยังมีกรอบนั้นอยู่ คือกรอบไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) โดยหวังว่าสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ตรงนี้ระหว่างประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซียนั้นจะสามารถสร้าง ความมั่นคงให้เกิดขึ้นในสามเหลี่ยมเศรษฐกิจดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันเราก็ตั้งความหวังว่า จะขยายกรอบนั้นให้มีผลมาถึงภาคใต้ทั้งภาค ก็เลยกลายเป็นว่ายาวมาถึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ติดชายแดนจังหวัดเพชรบุรี แต่สำหรับเรื่องของยุทธศาสตร์ลิมอ ดาซาร์ นั้นก็คือการที่นำ ๕ รัฐภาคเหนือประเทศมาเลเซีย กับ ๕ จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยนั้น มาร่วมมือใน ๕ สาขาครับ ก็คือเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมฮาลาล หลังจากที่ ๕ รัฐภาคเหนือประเทศมาเลเซียซึ่งส่วนใหญ่ต้องยอมรับนะครับ ว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ครองอำนาจอยู่ในภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ในฐานะที่ประเทศมาเลเซียนั้นเป็นหนึ่งและประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกของอาเซียน เรามีเจตจำนงร่วมกันที่ต้องการที่จะคลี่คลายปัญหาและไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความรุนแรง ไม่ว่าในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียนั้นเป็นคู่ค้าอันดับ ๑ ของไทย ในอาเซียนครับ มูลค่าการค้า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เป็นมูลค่าการค้าชายแดนที่เรา เรียกว่ามีเหตุการณ์ความรุนแรงนั่นละครับ ๖๕-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าทั้งหมด เป็นการค้าชายแดนที่ผ่านชายแดน ๗-๘ ด่านระหว่างไทย-มาเลเซีย ไม่มีใครประสงค์ที่จะ เห็นสงคราม ไม่มีใครประสงค์ได้เห็นเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นเพราะมันไม่ได้กระทบ ต่อประเทศไทยอย่างเดียว มันกระทบประเทศมาเลเซียด้วย แต่แน่นอนเงื่อนไขการเมือง แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องสร้างและผมถือว่าน่าจะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง ที่ผนวกไว้ในวิสัยทัศน์นโยบาย ๓ ปีนี้ ก็คือคำว่า หลักผลประโยชน์ร่วมกัน หลักผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐ แต่รวมไปถึงภาคธุรกิจและรวมไปถึงภาคประชาชน ผมเดินทาง ๒ รอบครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่นี่ได้ตระหนักว่าการลงแรงในการที่จะสร้าง ความเชื่อมั่นจนกระทั่งมาร่วมมือกันนั้นมันไม่ได้อยู่แค่ขอบชายแดนของเรา หรือบนโต๊ะ ในเมืองหลวงของกันและกันที่กรุงเทพฯ หรือกัวลาลัมเปอร์ แต่เราสามารถที่จะก้าวข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลท้องถิ่นของฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่เรามีหน้าที่ที่จะต้องยื่นมือไป และขณะเดียวกันจะต้องไม่ใช่เป็นเพียงมิติในเรื่องความร่วมมือที่จำกัดเขตเท่านั้น แต่รวมไปถึง ในปริมณฑลของผลประโยชน์ร่วมกัน ในเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมฮาลาล และในเรื่องของโลจิสติกส์ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าตอนที่ผมจัดการประชุมครั้งแรก ที่เรียกว่า ลิมอ ดาซาร์ ซัมมิท (Lima Dasar Summit) ลิมอ ดาซาร์ แปลว่า ยุทธศาสตร์ ๕ ครับ ๕ จังหวัด ๕ รัฐภาคเหนือ ๕ สาขาความร่วมมือ เพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่ได้มีการจัด ในปี ๒๕๕๓ ปรากฏว่าได้มีรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ท่านมุคริซ มหาเธร์ ซึ่งเป็นลูกชาย ของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ครับ ก็มาร่วมในตัวแทนของรัฐบาลของมาเลเซีย ท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรณคีรี ก็ไปเป็นประธานเปิดในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แล้วก็ได้เชิญรัฐมนตรีมุสลิมของประเทศกัมพูชา ท่านฮัสซันของประเทศกัมพูชามาร่วมด้วย ท่านสนใจมาก ภาคเอกชนมาร่วมกันครับ มีหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมท่องเที่ยว ของ ๕ รัฐ ๕ จังหวัดมาจัดประชุมเรียกว่า ลิมอ ดาร์ซาร์ ซัมมิท มีการจัดการแสดงสินค้า ของ ๕ รัฐ ๕ จังหวัดเรียกว่า เทรดโชว์ (Trade show) ระหว่างกัน เรียกว่า ลิมอ ดาซาร์ เอ็กซ์โป (Lima Dasar Expo) ได้มีการจับคู่ธุรกิจเรียกว่า บิสซิเนส แมทชิ่ง (Business Matching) นึกไหมครับว่าชายแดนของเรานี่ซึ่งหวาดระแวง แล้วก็วิตกถึงรั้วบ้านด้านหลังของเรา จะมีบิสซิเนส แมทชิ่งครั้งแรกเกือบ ๑๐๐ คู่ ระหว่าง ๕ รัฐของประเทศมาเลเซีย กับ ๕ จังหวัดของเรา ภายในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน นักธุรกิจจากกลันตัน นักธุรกิจจากเคดะห์ นักธุรกิจจากเปรัค นักธุรกิจจากปะลิส นักธุรกิจ จากปีนัง จับคู่ธุรกิจกันทางด้านของการท่องเที่ยว ทางด้านของการค้านำเข้าส่งออก ทางด้าน ของอุตสาหกรรมฮาลาล ทางด้านของธุรกิจคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ และรวมไปถึงในเรื่องของ ด้านการลงทุน เราพูดถึงการลงทุนของนิคมอุตสาหกรรมในเคดะห์ เราพูดถึงการลงทุน ในนิคมของจังหวัดปัตตานี เราพูดถึงการขยายการค้าชายแดนระหว่างจังหวัดนราธิวาส เราพูดถึงไอซีดี (ICD) ที่บูกิตตากับบูกิตบุหงา เหมือนอย่างที่เรามีไอซีดีหรือสถานีขนส่งสินค้า ขนถ่ายสินค้าที่ลาดกระบัง เราพูดถึงการร่วมลงทุนของโลจิสติกส์ ฮับ (Hub) ที่ปาดังเบซาร์ กับปะลิส เราพูดถึงการร่วมลงทุนที่ศูนย์ขนถ่ายโลจิสติกส์ที่อิโปห์ เครื่องบินไปลงต่อด้วยรถไฟ หรือต่อด้วยรถไฟแล้วไปเครื่องบินข้ามไปถึงเมดานของอินโดนีเซีย มีการเสนอว่าควรจะต้องมี โรงพยาบาลอิสลาม ควรที่จะมีสถานธนานุบาลอิสลามที่ไม่คิดดอกเบี้ยภายใต้กฎหมาย ของอิสลาม ข้อเสนอเหล่านี้เป็นเรื่องที่ ศอ.บต. โดยท่านผู้อำนวยการคนที่แล้วยอมรับกับผมว่า ท่านรัฐมนตรีครับ ผมอยากเห็น ศอ.บต. มีภาพลักษณ์ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงอย่างเดียว อยากมีภาพลักษณ์ของเรื่องของเศรษฐกิจและการพัฒนาเพื่อสร้างมิติใหม่ เพราะอะไร เพราะว่าพื้นฐานความยากจนนั้นถ้าหากว่าสามารถยกระดับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็จะสามารถ แก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งได้ ขณะเดียวกันการที่เรามาสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน สร้างอนาคต ร่วมกันมันหยิกเล็บเจ็บเนื้อครับ ระเบิดลงที่นี่ที่โน่นก็เจ็บครับ ระเบิดลงที่โน่นที่นี่ก็เจ็บครับ เรากำลังจะเปลี่ยนจากซีเคียวริตี้ โซน (Security zone) เป็นอิคอนอมิก โซน (Economic zone) เราจะเปลี่ยนจากโซนความมั่นคงมาสู่โซนทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ไม่มีอะไร ดีที่สุดเท่ากับการที่คนใน ๒ ประเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจ ของ ๒ ประเทศ ๕ รัฐภาคเหนือประเทศมาเลเซียกับ ๕ จังหวัดภาคใต้ของเราเข้าด้วยกัน เป็นผืนเดียวกัน เป็นแผ่นดินของอนาคตที่มีความสดใสของอนาคตของชั่วลูกชั่วหลานของคน ๒ ประเทศ ซึ่งโดยแท้ที่จริงก็แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยในแง่ของความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติ ศาสนา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพื้นฐานที่ดีดังกล่าวนั้นกลับไม่ได้สร้างพืชพันธุ์ ที่เจริญงอกงามเป็นประโยชน์ แต่กลับกลายเป็นความขัดแย้ง กลายเป็นความเสียหาย กลายเป็นความสูญเสีย ท่านประธานครับ ผมเคยบอกว่าเราต้องเปลี่ยนบังเกอร์ (Bunker) ให้เป็นเคาน์เตอร์เศรษฐกิจ ถ้ามิติของความคิดเรายังใช้ยาขนานเดิม เราจะสูญเสียอีกเท่าไรครับ ไม่ว่ารัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้า หรือต่อ ๆ ไป ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขปัญหาในจังหวัด ชายแดนภาคใต้จะมีวันที่เราเห็นความหวังที่ปลายอุโมงค์ เราได้เห็นอาเจะห์สู้รบกันมานานครับ ในที่สุดยุติลง อาเจะห์เคยเป็นปัญหาหนึ่งของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจที่เราเรียกว่า ไอเอ็มที-จีที เป็นปัญหาภายในของอินโดนีเซีย แต่ปัญหาอาเจะห์ยุติลง ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่ยุติ ผมมีความเชื่อมั่นว่าแนวทางของลิมอ ดาซาร์ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ประตูใต้นะครับ ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ๓ วงแหวน ๕ ประตูนั้น ถ้าหากว่าได้มีการสานต่ออย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาภายใต้แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานมา ก็จะสามารถที่จะสร้างความหวังที่ปลายอุโมงค์ ความสูญเสียดังกล่าวนั้นก็จะลดน้อย และหมดสิ้นไป ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าถ้าเราสามารถที่จะใช้ตัวยาใหม่ ๆ เข้าไปทดสอบ ต่ออาการไข้เดิม มันมีโอกาสครับ แล้วมันได้พิสูจน์แล้ว ดังนั้นเมื่อปีที่แล้วประเทศมาเลเซียจึงได้จัดลิมอ ดาซาร์ ซัมมิท ครั้งที่ ๒ ตามความตกลงว่า เราจะจัดทุกปี ภาษาจีนก็บอกว่า เทียวไล้เทียวขื่อ ไป ๆ มา ๆ ก็จะเป็นกากี่นั้งกัน ก็จะเป็น เสมือนญาติกัน แล้วพอมีปัญหาก็บ่อเซียงกัง ก็คือว่าไม่เป็นอะไร เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่า การแก้ไขปัญหาตามนโยบายดังกล่าวจะต้องไม่จำกัดอยู่ที่พรมแดนของเรา แล้วเมื่อ ข้ามพรมแดนไปแล้วก็ไม่ใช่เฉพาะที่เมืองหลวงซึ่งเป็นโต๊ะเจรจาเป็นทางการกับรัฐบาลกลางเท่านั้น ท่านมุสตาฟา โมฮัมหมัด ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ ของประเทศมาเลเซียภายใต้รัฐบาลปัจจุบันของประเทศมาเลเซียนั้นก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ครับ ตรงนี้เองคือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อว่าเมื่อเรานำเสนอนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรและจากนี้ไป จะต้องนำไปปฏิบัติ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวเป็นเดิมพันของประเทศนี้ ไม่ใช่รัฐบาลนี้ เท่านั้น ผมหวังว่าข้อเสนอแนวคิดในเรื่องลิมอ ดาซาร์ ซัมมิท นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ท่านนำไป สานต่อ ปีนี้เป็นปีที่ ๓ ที่เราจะต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดลิมอ ดาซาร์ ซัมมิท ศอ.บต. ควรจะมีสำนักงานเฉพาะลิมอ ดาซาร์ ขึ้นมาเพราะว่ามันไปไกลมากแล้วครับ ๕ รัฐ ๕ จังหวัดนี้ได้จับคู่ใน ๕ กลุ่มสาขาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม มีการประชุมอย่างต่อเนื่อง และขณะเดียวกันก็ได้มีโครงการที่ฝากไว้ให้รัฐบาลเดินต่อ เช่น ลิมอ ดาซาร์ ซัมมิท บิสซิเนท คาร์ด (Business Card) อย่างที่เรามีเอเปก คาร์ด (APEC Card) นั้นนะครับ เพื่อให้ ๕ รัฐ ๕ จังหวัดนั้นสามารถไปมาหาสู่กันในส่วนของพวกที่เป็นกลุ่มธุรกิจการค้า การลงทุน ตรงนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มันเป็นส่วนหนึ่งของความคืบหน้าหรือการท่องเที่ยว ที่ต้องการป้าย ๒ ภาษา เพื่อส่งเสริมการไปมาหาสู่การท่องเที่ยว การได้สัมผัสถึงวัฒนธรรม ซึ่งแทนจะเป็นความแตกต่าง แต่กลายเป็นการนำวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างนั้น มาเป็นผลประโยชน์ร่วมในการจัดการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการของ ๒ ประเทศ ดังนั้น การสร้างระเบียงเศรษฐกิจใหม่ดังกล่าวนั้นผมคิดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์และแนวทาง ที่ท่านจะได้นำไปใช้ในทางปฏิบัติและเกิดผลเป็นจริงเพื่อโอกาสของการยุติปัญหาความไม่สงบ ในภาคใต้อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ