พลต.วิเชียร หารือสภาที่ปรึกษาฯ ยึดมั่นสันติวิธี ขจัดเงื่อนไขความไม่ยุติธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕

พลตำรวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี หารือเรื่องการรับฟังความคิดเห็นจากสภาที่ปรึกษาการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นกรอบนโยบายการเมืองนำการทหารตามแผนปี 2555-2557 ที่กำหนดให้ยึดมั่นแนวทางสันติวิธี ปรับเปลี่ยนกลุ่มผู้เห็นต่างจากการใช้ความรุนแรง และสร้างความโปร่งใสยุติธรรมเพื่อขจัดเงื่อนไขความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ

พลตํารวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม พลตํารวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้ชี้แจงครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ในความคิดเห็น ข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกต กราบเรียนว่าในฐานะที่เป็นผู้จัดทํานโยบาย ในส่วนของนโยบายก็จะรับไปดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องนะครับ อันที่เป็นส่วนในระดับ ยุทธศาสตร์ ซึ่งโดยปกติยุทธศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของ ศอ.บต. กับ กอ.รมน. ที่จะไปดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคง ยุทธศาสตร์การพัฒนา ภายใต้เรื่องนโยบายของสภาความมั่นคง แห่งชาตินะครับ ผมขออนุญาตตอบคําถามและชี้แจงบางประเด็นประมาณ ๔ เรื่องนะครับ

เรื่องแรก ความสอดคล้องของนโยบายมีคําถามจากท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ได้ถามตั้งแต่ต้นว่านโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้นั้น สอดคล้องกับนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่ กราบเรียนอย่างเรื่องนี้ครับว่า ในการจัดทํานโยบายปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นดําเนินไปภายใต้กรอบนโยบายที่สําคัญ ๒ ฉบับครับ ฉบับแรกคือนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาซึ่งเป็นกรอบการทํางาน ผ่านแผนบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับที่ ๒ คือนโยบายความมั่นคงแห่งชาติภายใต้การดําเนินการ และภายใต้การเสนอแนะของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นนโยบายระดับชาติ ซึ่งมีความต่อเนื่องไม่สิ้นสุดไปตามสมัยของรัฐบาล แล้วก็ต้องกราบเรียนว่านโยบาย ความมั่นคงแห่งชาตินั้นได้ดําเนินการมาควบคู่ไปกับนโยบายการบริหารและการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ ในชั้นนี้ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ก็ได้มีการผ่านความเห็นชอบ ของคณะกรรมการนโยบายความมั่นคงแห่งชาติไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่า ก็จะสอดคล้องกันมาโดยตลอดนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนย้ําอีกส่วนหนึ่งก็คือการมีส่วนร่วมของ การจัดทํานโยบายนะครับ เผอิญว่าสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะผู้รับผิดชอบ ตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ใช้เวลาในการจัดทํามากว่า ๑ ปีครึ่ง ในการดําเนินกระบวนการรับฟังข้อมูลความเห็น ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนพื้นที่ตลอดจนสภาที่ปรึกษาการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ กระบวนการจัดทําดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางที่กําหนดไว้ในมาตรา ๔ ดังที่เรียนแล้วนะครับ กําหนดให้ทางสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช. เสนอต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อขอให้ได้รับความเห็นชอบก่อนนะครับ แล้วจึงขอเสนอให้รับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีและท้ายที่สุดจึงเข้ามานําเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้นะครับ

อีกประการหนึ่ง ก็คือกําหนดให้การจัดทํานโยบายนั้นก็ต้องมีเนื้อหา ครอบคลุมอย่างน้อยในด้านความมั่นคงในการพัฒนานะครับ อันนี้เป็นข้อกฎหมายในมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวครับ นอกจากนี้ก็ยังมีการให้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมโดยนําความคิด ของประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งสภาที่ปรึกษาการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ ศอ.บต. ไปใช้ในการจัดทํานโยบาย ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมรายละเอียดนิดหนึ่งครับ เพราะว่ามีท่านสมาชิกท่านข้องใจหลายท่านว่าการจัดทํานโยบายนั้นที่จริงแล้วมีภาคส่วน ทุกคนในพื้นที่หรือว่ามีการดําเนินการที่เป็นไปตามกฎหมายแค่ไหนเพียงไรนะครับ กราบเรียนว่าทาง สมช. ให้ความสําคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางนะครับ ครอบคลุมหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกพื้นที่ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้โดยประมวลข้อมูล ผ่านการรับฟังข้อมูลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสถานการณ์ ปัญหาและแนวทางแก้ไขจากการประสานงานติดตามผลการดําเนินการของหน่วยงานของรัฐ ทั้งมีในส่วนการลงพื้นที่เป็นประการแรกครับ

ประการที่ ๒ รวบรวมข้อเท็จจริงข้อมูลเชิงลึกและข้อคิดเห็นจากการจัด ประชุมเฉพาะกลุ่มกับหน่วยภาครัฐและภาควิชาการในเรื่องของความรู้ มีผลงาน และติดตาม สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องทั้งส่วนกลางภายในพื้นที่ รวมทั้งรับข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามเร่งรัด ประเมินผลการแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ของวุฒิสภาอีกด้วยนะครับ

ประการที่ ๓ รวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นจากประชาชนทั้งชาวไทยมุสลิม ชาวไทยพุทธ ผู้นําศาสนา ผู้นําชุมชน ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน ภาคสตรี เยาวชน รวมทั้งกลุ่มเป้าหมาย ผลกระทบโดยผ่านกระบวนการวิจัย จัดการประชุมสัมมนาและพูดคุย เฉพาะกลุ่ม รับฟังความคิดเห็นจากไทยมุสลิมในต่างประเทศนะครับ ไม่น้อยกว่า ๓ ประเทศ อย่างเช่น ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามว่ามีการได้ไปสรุปความคิดเห็นประเทศไหน อย่างไรนะครับ อย่างน้อย ๓ ประเทศนี้ครับ เท่าที่ผมจําได้นะครับ

ประการที่ ๕ การรับฟังความคิดเห็นจากสภาที่ปรึกษาการบริหารพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้คือการมีส่วนร่วมทางการจัดทํากระบวนการจัดทํานโยบาย ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญในการที่จะนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ มีข้อกรอบนโยบายที่สําคัญ ผมอยากจะกราบเรียนมีท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้กล่าวถึงหลายท่าน คือกรอบนโยบาย การเมืองนําการทหาร มีแนวการดําเนินการอย่างไรนะครับ แนวคิดเรื่องการเมืองนําการทหาร ได้ถูกกําหนดไว้อย่างชัดเจนในนโยบายการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ นี้ โดยมีความเห็นว่าการเมืองคือการจัดสรรผลประโยชน์ อํานาจ หรือจัดสรรอํานาจอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ การอํานวยความยุติธรรม ความเข้าใจ ในวิถีชีวิต อัตลักษณ์ของพื้นที่และการให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อย่างแท้จริงในการเข้ามา ร่วมทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาการพัฒนาพื้นที่นะครับ ในนโยบาย ฉบับนี้ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้ดําเนินนโยบายการเมืองนําการทหาร และการใช้พลัง ทางสังคมในการมุ่งปรับเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิดของทุกฝ่ายจากการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหามาสู่การยึดมั่นแนวทางสันติวิธี โดยไม่ได้มองกลุ่มผู้เห็นต่างเป็นศัตรูหมดนะครับ มุ่งปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ของกลุ่ม ที่เลือกใช้ความรุนแรงหรือเลือกใช้การต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธี แทนที่จะไม่มุ่งปรับความคิด ความเชื่อ หรือใช้อุดมการณ์เพียงอย่างเดียวครับ ดังนั้นนโยบายทางการเมือง นโยบาย การเมืองนําการทหารจึงให้ความสําคัญกับเรื่องดังต่อไปนี้ครับ

๑. ยึดมั่นแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา โดยไม่ใช้แนวทางการใช้ ความรุนแรง

๒. ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มที่เลือกใช้ความรุนแรง มาเลือกใช้การต่อสู้ด้วยให้แนวทางสันติวิธีครับ

๓. สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในการดําเนินการในกระบวนการ ยุติธรรมตามหลักยุติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนให้เป็นที่พึ่งของประชาชนและขจัดเงื่อนไข ความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ

๔. เสริมสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในการดูแลและปกป้องทุกวิถีชีวิต และทุกศาสนา วัฒนธรรม ด้วยการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนบนพื้นฐาน ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อนํามาเป็นพลังสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา และพัฒนา พื้นที่อย่างแท้จริง

๕. สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการพูดคุยในการแสวงหา ทางออกจากความขัดแย้งและการให้หลักประกันในการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการสันติภาพนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งผมขออนุญาตท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องการพูดคุย สันติภาพตามกรอบนโยบาย กราบเรียนว่านโยบายฉบับนี้กําหนดแนวทางดําเนินการ เรื่องการพูดคุยสันติภาพไว้บนพื้นฐานของความคิดเรื่องสันติวิธีและเป้าหมายของการใช้สันติวิธี ต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการแสวงหาหนทางลดความรุนแรงยุติการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน ดังนั้นแนวทางการดําเนินการจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ละเลยที่จะต้องเป็นเรื่องของ การพยายามปรับเปลี่ยนทัศนวิธี วิธีคิดของทุกฝ่ายไม่ให้มองกลุ่มผู้เห็นต่างเป็นศัตรู มุ่งปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มที่เลือกใช้ความรุนแรงมาให้ใช้การต่อสู้ด้วยแนวทาง สันติ แทนที่จะมุ่งปรับเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่ออย่างที่กราบเรียนไปแล้วนะครับ สิ่งที่ต้องทําความเข้าใจกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในที่นี้ก็คือ การพูดคุยเพื่อสันติภาพ ภาษาอังกฤษขออนุญาตใช้คําว่า พีซ ไดอะล็อก (Peace dialog) ซึ่งเป็นคนละความหมาย กับคําว่า การเจรจาต่อรอง หรือนีโกชิเอชั่น (Negotiation) ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่นโยบายกําหนดไว้ นีโกชิเอชั่นนโยบายไม่ได้กําหนดไว้ แต่การพูดคุยตามนโยบายนี้หมายถึงมุ่งไปที่การประสาน เสวนาระหว่างผู้มีส่วนได้เสียกับปัญหาทุก ๆ ฝ่าย เพื่อทําความเข้าใจและร่วมแก้ปัญหา ของกันและกัน ตลอดจนร่วมกันมองอนาคตของพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่แต่ละฝ่ายต้องการ ซึ่งจําเป็นต้องมีการเปิดพื้นที่ให้มาพูดคุย ให้ถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย ในการเปิดพื้นที่ ดังกล่าวนี้ วิธีการก็คือเปลี่ยนจากใช้วิธีความรุนแรงมาสู่วิธีการพูดคุยเป็นแนวทางที่จะ กําหนดไว้ชัดเจนในวัตถุประสงค์นโยบายข้อ ๘ เรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และเอื้อต่อการพูดคุยในการแสวงหาทางออกและความขัดแย้งและการให้หลักประกัน ในการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพ ส่งเสริมการพูดคุยระหว่างกลุ่มคนที่มีส่วนได้เสีย ในเรื่องหลักการ เป้าหมาย รูปแบบของ การกระจายอํานาจที่เหมาะสมบนพื้นฐานของสังคมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ภายใต้ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ มิใช่เป็นเงื่อนไขไปสู่การแบ่งแยกดินแดน เราส่งเสริมต่อเนื่องกับกระบวนการพูดคุย เพื่อสันติภาพ กลุ่มบุคคลที่เห็นถึงความแตกต่างจากรัฐที่เลือกใช้ความรุนแรงต่อสู้กับรัฐ อย่างไรก็ตามกระบวนการเรื่องพูดคุยสันติภาพนี้ทําโดยลําพังไม่ได้ ต้องดําเนินการอื่นควบคู่ ไปด้วย เพื่อส่งเสริมเกื้อกูลบรรยากาศของการใช้แนวทางสันติปลดเงื่อนไขของปัญหา และการใช้อาวุธ ลดความหวาดระแวง ผมกราบเรียนว่า การพูดคุยสันติภาพ จริง ๆ เราทํา กันมา ๕-๖ ปีแล้วครับ แต่ว่าในคราวนี้เป็นนโยบายที่เขียนไว้ชัดเจนครับ

ประการสุดท้าย ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อสร้างความมั่นใจว่า สมช. หรือว่า ทีมงานใน สมช. ไม่ใช่ว่าทํานโยบายแล้วจะปล่อยทิ้ง เป็นหน้าที่ของ สมช. ที่จะไปขับเคลื่อนนะครับ ไปชี้แจงทําความเข้าใจในฐานะที่กฎหมายให้อํานาจในการที่ทํานโยบายและทางส่วนของ ศอ.บต. ไปทํายุทธศาสตร์และการพัฒนา ส่วนของ กอ.รมน. ไปดูยุทธศาสตร์เรื่องความมั่นคง. สมช. มีหน้าที่ไปประสาน ทําให้การขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์เป็นไปตามนโยบายที่ได้รับ ความเห็นชอบจากทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทาง ครม. และหลังจากการได้รับทราบจาก รัฐสภา จากสภาผู้แทนราษฎรก็คงไปที่วุฒิสภาอีกครั้งหนึ่งนะครับ กราบเรียนว่า การบริหารงานปัจจุบันที่สภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทั้งนี้เป็นการใช้นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับนี้ยึดโยงเป็นการ ทํางานทั้งด้านการพัฒนาและด้านความมั่นคงให้เป็นไปตามกรอบและทิศทางเดียวกันนะครับ ส่วนการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัตินั้น ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้อํานวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร ก็ใช้บทบาทของ กอ.รมน. หรือกองอํานวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักรเป็นการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงโดยมียุทธศาสตร์ความมั่นคงรองรับ เป็นยุทธศาสตร์ที่ดําเนินการไปภายใต้นโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉบับนี้ครับ ตามที่ผมกราบเรียน ส่วนด้านการพัฒนาซึ่งครอบคลุมหลายมิตินั้นก็ตามที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้คําแนะนําไปถึงยุทธศาสตร์ ไปถึงโครงการ ไปถึงมาตรการ เป็นส่วนที่อยู่ในส่วนของยุทธศาสตร์การพัฒนานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นประธาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กพต. โดยมี ศอ.บต. เป็นหน่วยงานประสานงานในพื้นที่ มียุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นเครื่องมือ นํานโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดําเนินการในพื้นที่ร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องนะครับ อันนี้ก็กราบเรียนว่าจะไปสู่ความสําเร็จได้นะครับ นอกจากความมุ่งมั่น จากกําลังใจที่ได้รับ ก็คงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนนะครับ แม้แต่ท่านสมาชิกแห่งสภานี้นะครับ ขอกราบเรียนในประเด็นเบื้องต้นเท่านี้ก่อนครับ