วิชัย ล้าสุทธิ หารือเรื่องนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการเวนคืนที่ดินของนายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล ซึ่งไม่ได้รับค่าเวนคืนที่ดิน และปัจจุบันเจ้าของที่ดินกำลังเสนอขายที่ดินในราคา 4,000,000 บาทต่อไร่
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิชัย ล้าสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็น ส.ส. ในพื้นที่ จริง ๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่นานมาแล้วในการเจรจาซื้อก็หลายหน เพราะว่าตอนนั้นมาบตาพุด เป็นเมืองที่อยู่ชายทะเล แล้วก็สภาพพื้นที่จริง ๆ แล้วเป็นทะเลทราย ก็จึงท้าเรื่องว่า จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศไทยขอตั้งที่มาบตาพุดได้ไหม เพราะว่าตอนนั้น ก๊าซธรรมชาติก้าลังจะขึ้นที่อ่าวไทย ประเทศไทยก้าลังเป็นประเทศที่โชติช่วงชัชวาล ถ้าท่านประธานจ้าได้เมื่อปี ๒๕๒๗ รัฐบาลก็เลยเอาพื้นที่ต้าบลห้วยโป่ง ต้าบมาบตาพุดไปท้า นิคมอุตสาหกรรม วิธีการท้านิคมอุตสาหกรรมตอนนั้นก็คือเราท้าร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืน ในท้องที่ต้าบลมาบตาพุด และท้องที่ต้าบลห้วยโป่ง โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ไปท้า ๒ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือไปหาพื้นที่ไปหาที่ดิน จ้านวน ๔๐๐ กว่าไร่มาท้าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แล้วก็พื้นที่ทั้งหมดในที่นั้นต้องมีเจ้าของที่ดิน พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีโฉนดกับเจ้าของที่ดินเป็นส่วนประกอบ ซึ่งตอนนั้น กนอ. ก็ไปรวบรวมมาทั้งหมด และเจ้าของที่ดินก็ครบครับ ตอนนั้นที่ดินแปลงนี้ชื่อนายค้านึง มาเมือง ระหว่างนั้นนายค้านึง มาเมือง ก็เป็นผู้ที่มีชื่อในพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินในอสังหาริมทรัพย์ชุดนี้ที่เราจะตั้ง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ปรากฏว่าระหว่างการท้าเรื่องพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ขณะนั้นนายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล นี่ครับ ตอนนั้นเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครระยอง นายค้านึง มาเมือง ก็มาขายให้เพราะว่าพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินยังไม่ได้สตางค์เสียที ช้า เพราะฉะนั้นชื่อนายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล จึงไม่มีชื่อในการเวนคืนพระราชกฤษฎีกานี้ เพราะฉะนั้นตอนเขาเวนคืนที่ดิน ชื่อนายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล มันก็เลยไม่ได้รับสตางค์อย่างไรครับ ไม่ได้เงินค่าเวนคืนที่ดิน ชื่อนี้ โฉนดแปลงนี้ ๑๒ ไร่แปลงนี้มันจึงตกหล่น เพราะว่ามีการเปลี่ยนมือ ระหว่างท้าพระราชกฤษฎีกา พอตกหล่นไปแล้วก็ปรากฏว่าแปลงอื่นเขาเวนคืนที่ดินหมดครับ แต่วิธีการท้านิคมอุตสาหกรรมมันต้องวางแปลน วางผังถึงจะท้านิคมอุตสาหกรรมได้ มันจึงมี การตัดถนนครับ ที่ถนนส่วนหนึ่งในเสี้ยวหนึ่งไปถูกที่แปลงนี้ครับ ไปถูกเนื้อที่ น.ส. ๓ ก เลขที่ ๑๔๒ จ้านวนเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๗๒ ตารางวาของนายสุรพงษ์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงในระหว่าง มีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน เสร็จแล้วก็เจรจากันตอนนั้นที่เขาซื้อ ปี ๒๕๒๗ ในการเวนคืนที่ดิน สมัย ปี ๒๕๒๗ ซื้อตามราคาประเมิน คือประเมินตั้งแต่ ๓๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ คือไม่มีว่าที่ไร่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท สมัยก่อนมาบตาพุด คงไม่มีครับ เพราะว่า ๓๐,๐๐๐ บาท ก็แพงแล้วถ้าอยู่ในนี้ แล้วก็ผมเข้าใจว่า ที่แปลงนี้ไม่ได้ติดทะเล ที่ดินที่จะแพงก็คือที่ดินที่ติดทะเล ที่ดินที่ติดถนนใหญ่ ถนนสายหมายเลข ๓ นี้ครับก็ราคาอาจจะแสนบาท ส่วนที่ดินที่แปลงนี้น่าจะประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทอยู่ข้างใน ตอนนั้น กนอ. ก็เจรจาต่อรองว่านายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล ร้องมาว่า ที่ดินของเขาท้าไมถึงไม่จ่ายค่าเวนคืนที่ดิน ก็ร้องมาให้ที่ กนอ. กนอ. ก็ไปเจรจาต่อรอง ปรากฏว่าตอนนั้นเขาตกลงเสนอราคาไร่ละ ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท กนอ. ก็ไม่รู้จะท้าอย่างไรก็ต้องเอาไปเข้าบอร์ด (Board) บอร์ดก็บอกว่าโอ้โหมันแพงมาก แล้วก็มาเจรจาต่อรองกันหลายรอบนะครับ ทาง กนอ.ให้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง ครั้งหลังก็มาให้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ให้มา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วเขาก็ยันอย่างเดียวว่า ตอนหลังราคาอยู่ที่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ มันก็เลยตกลงกันไม่ได้ว่าตกลงจะต้องท้าอย่างไร เพราะฉะนั้นที่ดินนี้ไม่ใช่ไม่มีการเจรจา เจรจามาหลายครั้ง แต่ว่าไม่มีผลส้าเร็จ เพราะว่าเจ้าของที่ดินไม่ยอมขายให้ กนอ. ตามราคาที่บอร์ด กนอ. เสนอ แล้วข้อที่ส้าคัญที่สุด ที่ดินแปลงนี้ทาง กนอ. ก็ไม่ได้ไปใช้ประโยชน์เพราะว่าที่ดินแปลงนี้จริง ๆ แล้วมันตรงกับผัง ของ กนอ. เขาก็คือท้าถนน พูดง่าย ๆ ที่ดินแปลงนี้จริง ๆ ต้องถูกถนนเวนคืนในผังของ กนอ. แล้วก็ กนอ. ไปท้าถนนครับ แต่ว่าไปถึงที่แปลงนี้ขยับให้หลบหน่อย วิธีการท้าถนนต้องให้ ที่ดินข้างเคียงเซ็น ปรากฏว่านายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล ไม่เซ็นก็เลยมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น นี่คือประวัติความเป็นมา แล้วก็ปัจจุบันนี้ที่ดินแปลงนี้ราคาประเมิน ณ ปัจจุบันนี้ ราคาประเมินไร่ละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ก็คือ ๑,๐๐๐ บาทต่อตารางวา เพราะว่ามันอยู่ตรงกลาง แต่ว่าเจ้าของที่ดินก็เสนอขายราคาไร่ละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไข่แดงอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยท้าส่วนมากเวนคืน ถ้าเป็นเจ้าของเดิมมันก็จบไปแล้ว นายค้านึง มาเมือง เจ้าของเดิมก็ได้ราคาประเมินอะไรก็จบไปแล้ว แต่เจ้าของที่ดินแปลงปัจจุบันก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่นั่นด้วยก็รู้ข้อมูล เพราะฉะนั้น ความคิดผมเองผมก็ไม่อยากให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมาเป็นตัวขัดขวางในการท้างาน เพราะท่านประธานทราบไหมครับ ๕๐๐ กว่าไร่เดี๋ยวนี้เป็น ๑,๐๐๐ กว่าไร่แล้ว ก็ไม่มีใครเป็นคนที่ไม่ถูกเวนคืน ก็เจรจาต่อรองได้หมด เหลือแปลงนี้แปลงเดียวครับ ทั้งหมด ในการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นแปลงนี้แปลงเดียวผมเคยคุย กับทางผู้ว่าการ กนอ. หลายครั้งนะครับว่าถ้าแปลงนี้แปลงเดียวถ้าไม่มีปัญหาก็ปล่อย ให้เขาเป็นพื้นที่สีเขียวไปได้เลย เพราะตรงนั้นก็เป็นบัฟเฟอร์ โซน (Buffer zone) อยู่แล้ว ในการท้านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก็ไม่มีอะไร แต่ตอนหลังเขาก็มาฟ้องร้องกันแพ้กันบ้าง ชนะกันบ้าง นี่คือเรื่องที่ส้าคัญ แล้วก็ส้าคัญที่สุดเราต้องเอาเรื่องนี้เข้าสู่สภา เพราะว่าถ้าตกลงกันไม่ได้ เจรจากันไม่ได้ ท้าอะไรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องพึ่งพวกเรานะครับ ผมก็อยากให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านไปด้วยดี เพื่อจะได้ออกกฎหมายว่าคุณจะจ่ายเท่าไร บังคับกันอย่างไร อะไรก็ว่ากันไป นี่คือสิ่งที่ผมต้องการนะครับ ก็ขอกราบขอบคุณท่านประธานไว้ ณ ที่นี้ว่า จะได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ขอบมากคุณครับ