สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕

ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการ การเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและ กรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการขึ้นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ถึงปัจจุบัน และเพื่อให้สิทธิของประธานและกรรมการองค์กรอิสระในการขึ้นเงินเดือน

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ตามที่ ท่านประธานได้อนุญาตให้ผู้แทนของคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีชัชชาติได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการ การเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและ กรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและประธานกรรมการและกรรมการตรวจ เงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพ กระผมเห็นชอบเห็นด้วยกับการรับหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างยิ่งนะครับ ในเบื้องต้นซึ่งผมจะกราบเรียนเหตุผลให้ ท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้เพื่อได้พิจารณาให้การรับหลักการในโอกาสต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเดิม ก็คือกฎหมายเงินเดือน เงินประจำ ตำแหน่งขององค์กรอิสระที่ออกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า องค์กรอิสระที่ออกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ก็เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็มีกฎหมายเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เฉพาะขององค์กรอิสระ เหล่านั้นคือ ๔ องค์กร ในเฉพาะของตัวประธาน ตัวกรรมการ ก็มีเงินเดือนเป็นเฉพาะ มีกฎหมายเฉพาะขึ้นมา แต่มีตำแหน่งหนึ่ง ท่านประธานครับที่ไม่มีตำแหน่งประธานคือ ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา รัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ องค์กรอิสระ ๑ องค์กร มีผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ ๓ ท่านเป็นผู้ดำเนินการ เขาเรียกผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนั้นเป็นกฎหมายเดิม กฎหมายฉบับนี้ต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าเป็นกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ ๑ ใน ๒๔ ฉบับที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบให้มีการพิจารณาต่อไปได้จากสมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ ๒๓ ที่ผ่านมา จากรัฐบาลชุดที่ผ่านมามีการเสนอผ่านสภาเข้ามา นั่นหมายความว่ารัฐบาลชุดนี้ ซึ่งนำโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เห็น ความสำคัญกับการที่จะนำกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาต่อเนื่อง ถ้าปล่อยให้ไม่มีการยืนยัน จากคณะรัฐมนตรี ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา กฎหมายฉบับนี้ก็มีอันตกไป ถ้าจะมี การนำเสนอก็ต้องเสนอเข้ามาใหม่ตามวิธีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติซึ่งจะใช้เวลา พอสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการของกฎหมายฉบับนี้ในข้อเท็จจริงมีอยู่หลัก ๆ คือ ๓ หลักการใหญ่ เขียนเป็น ๕ หลักการย่อย ๓ หลักการใหญ่ที่มีมูลเหตุจำเป็นต้องแก้ กฎหมายฉบับนี้

หลักการอันที่ ๑ ซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๔/๑ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๔/๑ นั่นคือมีการเปลี่ยนแปลงการขึ้นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกหน่วยงาน ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๗ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันรวม ๓ ครั้งครับท่านประธาน ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๗ ขึ้นอัตราร้อยละ ๓ องค์กรภาครัฐทุกส่วนขึ้นร้อยละ ๓ อีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ มีการขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็นร้อยละ ๕ นั่นหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ นั่นคือขึ้นร้อยละ ๓ ของทุกภาคส่วนนะครับ ถามว่าท่านประธานองค์กรอิสระ ตัวกรรมการ ท่านกรรมการองค์กรอิสระ หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการนี่แล้วแต่จะเรียกชื่อนะครับท่านประธาน ผมใช้ว่า กรรมการ ถ้าเป็นกรรมการของศาลรัฐธรรมนูญเขาเรียกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ที่เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินก็เรียกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน สมัยนั้นเขาเรียกผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐสภา ก่อนวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เรียกผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา การขึ้นเงินเดือน ของภาครัฐ ถามว่ามีผลต่อการขึ้นเงินเดือนของท่านประธานและท่านกรรมการขององค์กร อิสระเหล่านี้หรือไม่ ต้องตอบว่าไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนครับท่านประธาน มีการขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๔๘ เป็นร้อยละ ๕ ขึ้นร้อยละ ๕ มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐ ขึ้นร้อยละ ๕ ท่านประธานองค์กรอิสระ หรือท่านกรรมการ องค์กรอิสระแล้วแต่จะเรียกชื่อก็ไม่ได้รับอานิสงส์จากส่วนนี้ มีการขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ร้อยละ ๔ ท่านประธานองค์กรอิสระ ตัวคณะกรรมการองค์กรอิสระทั้งหลายก็ไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน เนื่องจากอะไรครับท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเป็นหลักการข้อที่ ๒ ที่ต้องแก้กฎหมาย ฉบับนี้ เนื่องจากว่าในการเขียนกฎหมายเดิมที่เป็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง กฎหมายเดิม ของท่านประธานองค์กรอิสระ ตัวท่านกรรมการองค์กรอิสระไม่ได้เขียนบทบัญญัติรองรับไว้ กรณีถ้ามีการขึ้นเงินเดือนในสัดส่วนอัตราร้อยละที่เท่ากัน อัตราร้อยละที่เท่ากันไม่เกิน ร้อยละ ๑๐ ไม่ได้เขียนกฎหมายรองรับเอาไว้เหมือนกับหน่วยงานอื่น ๆ ถึงแม้จะมีหน่วยงาน บริหารบุคคลที่แตกต่างกันไป ผมยกตัวอย่างเช่น ของ ก.พ. ข้าราชการพลเรือน กับของ คณะกรรมการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ตร. หรือ ก อะไรก็แล้วแต่ที่แตกต่าง ออกไปเขาจะมีการเขียนบทบัญญัติในกฎหมายรองรับเอาไว้ กรณีถ้าขึ้นในอัตราส่วน ที่เท่ากัน ร้อยละที่เท่ากัน ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีการองรับในการขึ้น เงินเดือนนั้นได้ แต่กฎหมายฉบับนี้ หมายถึงปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ไม่ได้ตราไว้ ก็เลยไม่มีผล บังคับใช้

เพราะฉะนั้นหลักการอันที่ ๒ นี้ก็เลยจำเป็นต้องแก้กฎหมาย พุทธศักราช ๒๕๔๑ ให้มีบทบัญญัติตัวนี้รองรับไว้ กรณีที่จะขึ้นเงินเดือนของท่านประธาน ของคณะกรรมการของ องค์กรอิสระในอัตราร้อยละที่เท่ากัน ไม่เกินร้อยละ ๑๐ นะครับ ก็ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มารองรับ ก็สามารถที่จะขึ้นเงินเดือนได้ ท่านประธานที่เคารพ หลักการข้อที่ ๑ ที่มีการขึ้น เงินเดือน ๓ ครั้งที่ผ่านมา จำเป็นต้องตรากฎหมายมารองรับเพื่อให้สิทธิของท่านประธาน คณะกรรมการองค์กรอิสระ และตัวท่านกรรมการองค์กรอิสระให้ได้รับสิทธินั้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ก็จะมีบัญชี แนบท้ายอยู่ ๔ บัญชีเพื่อรองรับ นั่นคือหลักการอันที่ ๑ นะครับ

หลักการอันที่ ๒ ก็คือการไปแก้ให้มีบทรองรับกรณีจะขึ้นให้มีผลต่อเนื่องกรณีขึ้น ในอัตราร้อยละเท่ากัน แต่ไม่เกินร้อยละ ๑๐

ท่านประธานครับ หลักการอันที่ ๓ นี่เป็นผลสืบเนื่องของการมีบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ บังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ถามว่า ทำไมเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงท่านประธานครับ เนื่องจากว่ากฎหมาย เดิมนะครับ ตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้มีบทบัญญัติไว้ แต่มีบทบัญญัตินี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ เดิมเราเรียกว่า ผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา องค์กรอิสระนี้เมื่อตรารัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ เปลี่ยนชื่อจาก ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในโครงสร้างของผู้ตรวจการแผ่นดิน นะครับ ให้มีการเลือกประธานผู้ตรวจการแผ่นดินขึ้นมา เหมือนกับองค์กรอิสระอื่นอีก ๓ องค์กร องค์กรอิสระอื่น ในปี ๒๕๔๐ มีประธาน มีตัวท่านกรรมการ ยกเว้นผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาที่ไม่มีประธาน มีแต่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓ ท่าน และกินอัตราเงินเดือน เท่ากัน ด้วยเหตุนี้เองครับ จึงจำเป็นต้องแก้ไขให้มันสอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในมาตราที่เกี่ยวข้องกับผู้ตรวจการแผ่นดิน การแก้ไขอันที่หนึ่งครับ ชื่อของกฎหมาย จากชื่อเดิมเป็นพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตรงนี้เปลี่ยนเลยนะครับ เปลี่ยนเป็น ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน เดิมไม่มี ประธาน ท่านประธานครับ พอเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่มี ของรัฐสภา และผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากนั้นชื่อก็เหมือนเดิมนะครับ นี่คือการแก้ให้สอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในชื่อของ ตัวพระราชบัญญัตินะครับ ก็เป็นชื่อร่างพระราชบัญญัติที่ต้องมีการแก้ไข บทบัญญัติที่ว่าด้วย กรรมการเดิมไม่คลุมนะครับ บทบัญญัติที่ว่าด้วยกรรมการและประธานกรรมการเดิมไม่มี ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินก็เติมคำว่า ประธาน หมายถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย ตัวกรรมการก็หมายถึงผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย อันนั้นคือแก้ไขให้สอดรับไป และ

ประการสุดท้ายที่ต้องแก้ไขให้สอดรับนะครับ คือผู้รักษาการตามร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ คือฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้ เดิมไม่มีผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็เพิ่มประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้เหมือนประธานองค์กรอิสระอื่นด้วยนะครับ นั่นคือผู้ที่ จะรักษาการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่เราจะรับหลักการก็จะมีประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและประธานกรรมการการตรวจเงิน ท่านประธาน ที่เคารพครับ นั่นคือบทบัญญัติที่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม

ท่านประธานครับ มีอีกเรื่องหนึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าแล้วเงิน ที่เป็นบัญชีแนบท้ายกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีทั้งหมด ๔ บัญชี จะมีผลกระทบต่อภาระ งบประมาณของประเทศหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมเองไปดูในรายละเอียด เบื้องต้น ผมต้องกราบเรียนนะครับ บัญชีหนึ่งเป็นบัญชีที่ปรับตามการขึ้นในอัตราร้อยละ ๓ ในการขึ้น ครั้งแรก เดิมท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีเงินเดือนอยู่ที่ ๖๔,๐๐๐ บาท ก่อนวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ ๖๔,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ ท่านจะได้รับเงินเดือนอยู่ที่ ๖๕,๙๒๐ บาท นี่คือท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นตัวตุลาการเองได้ ๖๓,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ๖๓,๘๖๐ บาท จากเดิมที่ท่านได้รับเพียง ๖๒,๐๐๐ บาท คือเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๓ เงินประจำตำแหน่งคงเดิมครับ ถ้าเป็นตัวตุลาการเองได้ ๖๓,๐๐๐ ครับท่านประธานครับ ๖๓,๘๖๐ บาท จากเดิมที่ท่านได้รับเพียง ๖๒,๐๐๐ บาท คือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ เงินประจำตำแหน่งคงเดิมครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เดิมนะครับได้ ๖๓,๘๖๐ บาทเท่ากับท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ถ้าเป็น ประธานองค์กรอิสระอื่นที่ไม่ใช่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เช่น ประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ก่อนปี ๒๕๔๗ คือก่อนวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ ท่านจะได้รับอยู่ที่ ๖๓,๐๐๐ บาท พอปรับให้ร้อยละ ๓ ก็จะขึ้นมาที่ ๖๔,๘๙๐ บาท ขึ้นมาในร้อยละ ๓ ท่านประธานครับ บังคับใช้บัญชีหนึ่งถึงวันที่ ๓๐ กันยายน คิดเม็ดเงินที่รัฐจะต้องเสียให้กับท่านประธานและ ท่านกรรมการองค์กรอิสระคิดเป็นเงินไม่กี่บาทครับท่านประธานครับ โดยภาพรวมทั้งหมด ๔ บัญชีไม่เกินโดยประมาณ ๒๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง โดยประมาณ ท่านประธานครับ เพราะว่าคิดเบ็ดเสร็จสาระตะนะครับท่านประธานขออนุญาตใช้คำพื้น ๆ ไล่เรียงมาจนถึง ปัจจุบันท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญจะมีเงินเพิ่มจากบัญชีเดิม ปัจจุบันท่านจะรับอยู่ที่ ๗๑,๙๙๐ บาท เพิ่มเพียง ๖,๐๗๐ บาทเท่านั้นเอง ตัวท่านประธานกรรมการการเลือกตั้ง ก็เพิ่มเพียง ๕,๙๘๐ บาท คิดเม็ดเงินออกมาแล้วไม่ได้เป็นภาระกับงบประมาณแผ่นดินและ เป็นสิทธิที่ท่านพึงจะได้รับด้วย เพราะหน่วยงานของภาครัฐได้รับหมดแล้ว แต่ว่าข้อจำกัด ไม่มีกฎหมายรองรับของท่านเท่านั้นเอง ท่านเลยไม่ได้รับ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาเรื่อง งบประมาณแผ่นดินผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ไม่ได้เป็นภาระต่อ งบประมาณ และเป็นสิทธิที่ทางท่านประธานองค์กรอิสระ กรรมการองค์กรอิสระ ทุกองค์กร ควรจะได้รับตามบทบัญญัติของกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมเองมีประเด็นกราบเรียน ท่านประธานอีกประเด็นหนึ่งก็คือ สิ่งที่พวกเรากริ่งเกรง พวกเรามีความสงสัย เนื่องจากว่า กฎหมายฉบับนี้เข้ามาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมานะครับ ด้วยความที่มันมีความซับซ้อน ค่อนข้างมากก็เลยได้รับการพิจารณาในรายละเอียดค่อนข้างน้อย แต่โดยข้อเท็จจริงผมยืนยัน กับท่านประธานอีกครั้งว่า เมื่อลงไปดูในเนื้อในแล้ว มันสมควรอย่างยิ่งครับที่เราจะต้องให้ ความเห็นชอบรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ และเข้าสู่กระบวนการในการพิจารณาให้เป็น พระราชบัญญัติ เพื่อท่านจะได้สิทธิเหล่านั้น และจะได้สิทธิในการที่กรณีมีการขึ้นเงินเดือน ในโอกาสต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเข้ามาที่สภาเรา ก็ตราเป็นพระราชกฤษฎีการองรับ เหมือนกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นประธานองค์กรอิสระ หรือตัวกรรมการองค์กรอิสระเอง ย่อมได้รับสิทธิเหมือนเจ้าหน้าที่ภาครัฐของบ้านของเมือง ของเรา เฉกเช่นเดียวกันตามบทบัญญัติของกฎหมายที่รองรับ ด้วยความเห็นอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับ ได้โปรดให้ ความเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัตินี้ และตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ในรายละเอียดนะครับ แล้วจะได้ให้โอกาสกับผู้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสเหมือนกับ พี่น้องประชาชนคนไทยหรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐคนอื่น ๆ ต่อไป ด้วยความเห็นชอบ ขอให้ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกได้โปรดพิจารณา ผมเห็นชอบรับหลักการอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ