สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๕

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พูดถึงพระราชบัญญัตินี้ โดยอธิบายว่าเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามแดน และไม่ใช่ความร่วมมือทั้งหมดที่พิจารณา นอกจากนี้ยังอธิบายว่ากฎหมายนี้สามารถใช้กับประเทศคู่ภาคีอันใดนั้นได้ ไม่ติดกับกลุ่มภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือกลุ่มประเทศอาเซียน และเรียกร้องการสนับสนุนและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ขอตอบข้ออภิปรายของท่านสมาชิกครับ มีข้อตอบข้ออภิปรายทั้งหมด ๑๓ ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้โดยตรง แต่ก่อนที่จะพูดถึง ๑๓ ประเด็น ที่ท่านสมาชิกถามมาอยากจะขอกราบเรียนถึง ๒ เนื้อหาหลัก ๆ ซึ่งผมว่าบางทีเราอาจจะยัง เข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ คือตัวพระราชบัญญัติที่รอการพิจารณาอยู่เรื่องอ้านวยความสะดวก การขนส่งข้ามแดน มันเป็นแค่เรื่องการอ้านวยความสะดวกเฉพาะตรงจุดผ่านแดนนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ตัวความร่วมมือทั้งหมดที่เราพิจารณา มันเป็นแค่ภาคผนวก ๔ ของข้อตกลงซีบีทีเอ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นข้อที่ก้าหนดเฉพาะเรื่องการผ่านแดนตรงจุดนั้น จุดด่านผ่านแดน แล้วข้อส้าคัญที่ ๒ ก็คือว่าถึงแม้ว่าแนวคิดของพระราชบัญญัตินี้จะมาจาก ความร่วมมือซีบีทีเอ ตัวกฎหมายเป็นกฎหมายในประเทศเราไม่ได้ผูกพันกับข้อสัญญาใด เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้สามารถใช้กับประเทศคู่ภาคีอันไหนก็ได้ไม่ได้ติดกับตัวกลุ่มภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขง หรือว่ากลุ่มประเทศอาเซียน เพราะฉะนั้นตัวกฎหมายนี้สามารถใช้ได้กับความร่วมมือกับ ทุกประเทศ เพราะฉะนั้น ๒ ข้อเท็จจริงหลักที่อยากจะท้าความเข้าใจกับท่านสมาชิกก่อนนะครับ ทีนี้ ๑๓ ข้อที่อยากจะกราบเรียนนะครับ

เริ่มจากข้อแรก เรื่องบูรณาการ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านมีข้อกังวลเรื่องว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เสนอกฎหมายเป็นบูรณาการ ซึ่งผมว่าเป็นประเด็นที่ถูกต้องครับ คือเราอยากเสนอเป็นบูรณาการ อยากเสนอเป็นแพคเกจ (Package) อย่างที่เราเสนอมาคราวนี้ เราก็เสนอมา ๒ กฎหมายพร้อม ๆ กัน ก็คือเพื่อให้เกิดเป็นซิงเกิล สต็อป อิมมิเกรชั่น (Single stop immigration) หรือว่าเอสเอสไอ (SSI) ได้ แต่อย่างที่ท่านสมาชิกคงจะทราบว่า การเสนอกฎหมายต้องใช้เวลานาน จากร่างถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาใช้เวลาถึง ๓ ปี เพราะฉะนั้นเมื่อมีกฎหมายอะไรที่ผ่านขั้นตอนมาได้เราก็พยายามน้าออกมาใช้ก่อน ไม่ได้รอเพื่อรวมกันเป็นกลุ่มนะครับ แต่ว่าในอนาคตก็คงพยายามจะรับข้อคิดเห็นนี้ไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุดนะครับ ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายที่จะเข้ามาในสภา ที่เกี่ยวข้องนี้ภายในปีนี้ก็มีเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการขนผู้โดยสารและสัมภาระระหว่างประเทศ จากนั้นก็จะมีของกระทรวงการคลังที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับศุลกากร เกี่ยวกับการ อ้านวยความสะดวกผ่านแดนศุลกากรก็คงจะเป็นกฎหมายล้าดับต่อไปที่ผ่านเข้ามานะครับ นั่นคือประเด็นแรก เรื่องบูรณาการกฎหมาย

ประเด็นที่ ๒ คือจ้านวนประเทศนะครับ คือจริง ๆ แล้วความร่วมมือระหว่าง การขนส่งระหว่างประเทศที่เราลงนามไปก็มีของกลุ่มจีเอ็มเอส ๖ ประเทศ อันนี้รวมประเทศจีนด้วย แล้วก็มีของอาเซียนอีก ๑๐ ประเทศ เพราะฉะนั้นประเทศที่มีชายแดนต่อกับเราเรามีความตกลงร่วมมือ ด้านขนส่งครบถ้วนนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้คงหมดข้อกังวลไปได้

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการขนสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสุนัข ตัวนิ่ม ไม้พะยูง โรคพืช โรคสัตว์ ขอทาน ยาเสพติด ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นกฎหมายคนละฉบับกัน ก็เป็นกฎหมายต่างหากที่ต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่น้อยไปกว่าเดิม หรือต้องเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม กฎหมายที่เราเสนอในคราวนี้เป็นกฎหมายอ้านวยความสะดวก แต่ไม่ใช่เพื่อความหละหลวมนะครับ ก็คือว่าอ้านวยความสะดวก แต่ว่าความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายอื่น ก็ต้องมีครบถ้วน เหมือนเดิมนะครับ

ประเด็นที่ ๔ เรื่องรัฐมนตรีที่ก้ากับดูแลที่มีถึง ๕ หน่วยงานนั้น ก็คือเป็นไปตาม หน่วยงานที่มาบูรณาการอยู่ในตรงด่านข้ามแดนนะครับ ก็คือต้องมีทั้งทางต้ารวจ ทางสาธารณสุข ทางด่านกักโรคพืช โรคสัตว์ ด้านคมนาคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นทั้ง ๕ กระทรวงก็จะมาอยู่ในรัฐมนตรีที่ก้ากับดูแลกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการ แต่เผอิญกระทรวงไอซีทีไม่ได้มีบทบาทโดยตรง แต่ท่านก็คงก้ากับดูแล ผ่านในหน่วยงานอื่น หรือว่าก้ากับดูแลผ่านการท้างานของคณะรัฐมนตรีต่อไปนะครับ

ประเด็นที่ ๕ เรื่องขอบเขตความร่วมมือที่ท่านสมาชิกบางท่าน ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่าขอบเขตความร่วมมือบางอย่างไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่บางพื้นที่ อย่างที่ผม ได้กราบเรียนในเบื้องต้นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ผูกพันกับข้อตกลงฉบับใด เป็นกฎหมาย ในประเทศซึ่งสามารถใช้ได้กับความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละประเทศเลย เพราะฉะนั้นข้อกังวลที่ว่า มันจะมีข้อจ้ากัดส้าหรับคอร์ริดอร์ใดคอร์ริดอร์หนึ่ง อันนี้ไม่ต้องกังวลเพราะว่ามันสามารถ ใช้ได้นะครับ

ประเด็นที่ ๖ ก็เรื่องที่ท่านสมาชิกได้มีข้อกังวลว่ากรณีสินค้าผ่านแดน สินค้า ที่ผ่านจากประเทศพม่าไปประเทศเขมรได้มีการรวมอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือไม่ ก็อย่างที่ กราบเรียนว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นการอ้านวยความสะดวกของสินค้า ของสิ่งผ่านแดน เพราะฉะนั้นมันจะครอบคลุมหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเข้าประเทศ ออกประเทศ หรือว่า ทรานสิท (Transit) เพราะฉะนั้นตัวศูนย์อ้านวยความสะดวกมันต้องสามารถรองรับสินค้า ทุกประเภทที่ผ่านได้ แต่อย่างที่กราบเรียนมันเป็นแค่เรื่องอ้านวยความสะดวกนะครับ เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผ่านแดนสินค้าเข้าออกประเทศก็เป็นกฎหมายที่ต้องมี อีกฉบับหนึ่งที่จะต้องแยกเพื่อก้ากับดูแลอีกทีหนึ่ง

ประเด็นที่ ๗ ที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่มาท้างาน จากต่างประเทศ จะมาท้างานในด่านแล้วอยู่ในประเทศ ท้าไมเราไม่ได้ยกเว้นภาษีไว้ ซึ่งอันนี้ ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้พิจารณาแล้ว ก็ได้วิเคราะห์ว่าการที่เขามาท้างานหน้าที่เขา ในด่านของเราไม่ได้ถือว่ามารับจ้างงานในประเทศไทย เพราะฉะนั้นเรื่องภาษีก็คงไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ต้องไปท้าการยกเว้นให้นะครับ ซึ่งอันนี้กฎหมายฉบับนี้ก็ได้ผ่านทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาในประเด็นนี้มาแล้วด้วยนะครับ

ทีนี้ท่านสมาชิกในประเด็นที่ ๘ บอกว่าเราควรจะระบุต้าแหน่งที่ตั้งด่านไป ในกฎหมายเลย อันนี้ในทางปฏิบัติก็คงท้าได้ล้าบากครับ เพราะว่าการตั้งด่าน มีความเคลื่อนไหว อาจจะมีด่านที่เพิ่มขึ้นหรือว่าด่านบางด่านอยู่ในต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าเราระบุละเอียดลงในกฎหมายเลยมันอาจจะต้องใช้เวลานาน หรือว่าอาจจะต้องมีการ แก้ไขกฎหมายอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรามีการเพิ่มจ้านวนด่านขึ้นนะครับ

ประเด็นที่ ๙ ถามว่าเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา คือในกฎหมาย มีพูดถึงว่าเจ้าหน้าที่ต่างประเทศที่มาปฏิบัติงานในด่านที่อยู่ในเขตประเทศเราให้เป็น เจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ให้ความเห็นว่าประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่ให้แค่ว่ามีฐานะไม่ได้ให้อ้านาจเพื่อป้องกันการไปท้าร้ายเจ้าหน้าที่ซึ่งมาปฏิบัติงาน ในเขตแดนไทย คือให้เขามีการได้รับการป้องกันในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ กรณีที่เกิดมีการท้าร้าย หรือว่ามีการทะเลาะวิวาทกัน อย่างน้อยก็มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ว่าไม่ได้มีอ้านาจในการ ถืออาวุธหรือว่าการจับกุมอะไรตามประมวลกฎหมายอาญา อันนี้คือทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้ความเห็นมา

ส่วนประเด็นกฎหมายที่ขัดกันระหว่าง ๒ ประเทศ ก็ได้มีระบุไว้แล้วชัดเจน ในมาตรา ๑๐ ก็คือว่าให้ยึดถือกฎหมายของประเทศที่ด่านนั้นตั้งอยู่เป็นหลัก เช่น ถ้าขัดกับ ประเทศไทยก็เอาประเทศไทยเป็นหลักก่อน ถ้าไม่ขัดกับประเทศไทยแต่ขัดกับประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็มีสิทธิที่จะขอรอให้ส่งผู้ที่ท้าผิดไปยังประเทศเขาได้

ส้าหรับกรณีเรื่องการเปิดปิดด่าน แล้วก็มีผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร หรือว่าการน้าสินค้าเข้า สินค้าออก ต้องกราบเรียนว่าประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ส้าคัญ แต่เผอิญไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้ครับ เพราะพระราชบัญญัตินี้เป็นเรื่อง การอ้านวยความสะดวกเฉย ๆ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะเปิดปิดด่านที่ไหน เพราะฉะนั้น การพิจารณาการเปิดปิดด่านหรือว่าการควบคุมสินค้าผ่านแดนก็เป็นอีกนโยบายหนึ่ง ที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาให้ละเอียด ก็จะน้อมรับความเห็นของท่านสมาชิกไปพิจารณา ประกอบในเรื่องการเปิดปิดด่านต่อไปนะครับ

ทั้งหมดนี้ก็คงเป็นประเด็นที่ตรงกับ พ.ร.บ. ที่ผมชี้แจง คือวันนี้ได้รับฟัง ความเห็นจากท่านสมาชิกเป็นจ้านวนมาก ต้องกราบเรียนว่าก็ประทับใจในความรู้สึก ของท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านเลยครับ ผมก็ต้องกราบเรียนว่าได้รับความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติมมาก ผมว่าเป็นการอภิปรายที่ได้ประโยชน์ และที่ผมประทับใจอีกอันหนึ่งที่ผมได้ยินหลายครั้งก็คือ ค้าว่ายุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ประเทศ อันนี้คือสิ่งที่ส้าคัญเพราะว่ายุทธศาสตร์รัฐบาล ไม่มีความหมาย เพราะรัฐบาลมารัฐบาลก็ไป แต่ยุทธศาสตร์ประเทศคือสิ่งที่จะอยู่ ไม่มีพรรค ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาล ยุทธศาสตร์ประเทศคือสิ่งที่เราต้องพากันผลักดันไปเหมือน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยุทธศาสตร์ประเทศที่จะผลักดันการค้าขายระหว่างประเทศ สร้างอ้านาจต่อรอง สร้างเครือข่ายของเราในภูมิภาค ยุทธศาสตร์รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศ ถ้ายุทธศาสตร์ประเทศเรานิ่งเราจะเดินต่อไปได้ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ใครเป็นรัฐบาลถ้ายึดตรงนี้ให้มั่น เราพุ่งเป็นจรวดแน่ ผมก็ดีใจมากครับที่ได้ยินค้าว่ายุทธศาสตร์ประเทศ ยุทธศาสตร์ประเทศ ไม่มีพรรค ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาล คือยุทธศาสตร์ของเราทุกคนครับ ขอบคุณครับ