สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกและร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ โดยชื่นชมที่รัฐมนตรีได้นำเสนอต่อสภาเพื่อให้มีการปรับแก้ให้มีความเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น และเสนอว่าควรเพิ่มวรรคในการรวมหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้กฎหมายมีความเป็นพลวัตและสามารถปรับแก้ได้เองโดยไม่ต้องมาอาศัยอำนาจสภาทุกครั้ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ต้องขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายต่อเรื่องร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นภาษีประจำปี และนิรโทษกรรมภาษีประจำปีที่ค้างชำระของหน่วยงานราชการ) และร่างพระราชบัญญัติ รถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และภาษีประจำปี และนิรโทษกรรมค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปี ค้างชำระของหน่วยงานราชการ) ซึ่งมีการพิจารณารวมกัน แต่ก่อนเริ่มการอภิปราย ผมขออนุญาตใช้เวลาท้วงติงท่านประธานสักเล็กน้อยนะครับ ผมอยากจะให้ท่านประธาน ได้ควบคุมการประชุมให้มันอยู่ในระเบียบวาระ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในการอภิปราย หลายท่านที่ผ่านมา มีการอภิปรายถึงเรื่องซึ่งนอกเหนือจากการที่มีการปรับแก้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ มีการพูดถึงเรื่องของราคาค่ารถเพิ่มบ้าง อะไรบ้าง ซึ่งจริง ๆ ผมฟังดูก็เป็นประโยชน์ก็เลยไม่ลุกขึ้นประท้วงในขณะที่มีผู้อภิปรายอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานมีหน้าที่ในการควบคุมการประชุมก็ฝากท่านประธานไว้

ในประเด็นแรก พอมีเพื่อนสมาชิกท้วงติงมาในเรื่องของเอกสารที่ไม่ถูกต้อง ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ มีการพิมพ์ผิดจริง ๆ จากฉบับที่นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร มีการพิมพ์คำว่า ภาษี เป็น ภาษื ซึ่งจริง ๆ ตรงจุดนี้ต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า เป็นความผิดพลาดของทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เพราะว่านี่เป็นสำเนาซึ่งทำสำเนาจากหนังสือของสำนักเลขาธิการ ครม. แล้วก็นำมาให้กับ สมาชิก จริง ๆ ประเด็นเล็กน้อยมากไม่มีใครติดใจหรอกครับ เพียงแต่ว่ามันเป็นการพิมพ์ผิด เล็กน้อยก็ขอให้มีการตรวจและทานให้ละเอียดกว่านี้ในอนาคต ซึ่งคงจะไม่ใช่ความผิด ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือว่าทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์แต่อย่างใด มันไม่ใช่หนังสือที่ข้ามมาจากฝั่งของ ครม. แต่มันเป็นหนังสือที่ใช้อยู่ภายในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ เป็นสำเนานะครับ

ในส่วนของพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ผมจะอภิปรายรวมกันไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองเห็นด้วยในหลักการในกรอบ เพราะว่าวันนี้มันมีหน่วยงาน แบบใหม่เกิดขึ้นมากมายตามรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับที่เกิดขึ้น ก็มีหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญ หน่วยงานองค์กรแปลก ๆ เกิดขึ้น ซึ่งหลายองค์กร หลายหน่วยงานก็แน่นอนครับ เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง แต่เนื่องด้วยกฎหมายฉบับนี้ พระราชบัญญัติ การขนส่งทางบก แล้วก็พระราชบัญญัติรถยนต์ถ้าเข้าใจไม่ผิดเริ่มครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๒ นะครับ ท่านประธาน ซึ่งประกาศใช้มาก็หลายปีพอสมควร แน่นอนครับกฎหมายต้องมีการก้าวหน้า ต้องมีการแก้ไข วันนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสม ซึ่งท่านรัฐมนตรีได้นำเสนอต่อสภาเพื่อให้มี การปรับแก้ให้มันมีความเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้นก็ต้องเป็นการชมเชยนะครับ ผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมเองไม่ติดใจทั้งเรื่องของการที่จะมายกเว้นภาษีย้อนหลังหรือว่า การปรับแก้หน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นภาษี เพราะว่าเท่าที่ดูในรายละเอียดแล้วก็เป็นไป ตามหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็เป็นประโยชน์ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ ผมเองชื่นชมท่านนะครับ พอดูแล้วมีการเพิ่มในส่วนของมัสยิด มิซซัง เข้าไปนอกจากวัด วันนี้เป็นสิทธิ ของพี่น้องประชาชนในการที่จะเคารพนับถือศาสนาใด เราก็มีหน้าที่ในการจัดสรร ความเท่าเทียมกันในเรื่องของผลประโยชน์ ผลได้ในเรื่องของการช่วยเหลือต่าง ๆ ให้มัน เท่าเทียม แล้วก็กระจายตัวอย่างเหมาะสม ทางกระทรวงคมนาคมก็เลยมีการบรรจุเรื่องของ มัสยิด มิซซัง เข้าไป แต่ประเด็นที่หลายท่านได้อภิปรายมาผมเองก็เห็นด้วย วันนี้ผมเชื่อว่า ผมอ่านดูอย่างนี้ก็ครอบคลุมผมว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๕ เปอร์เซ็นต์แล้วของหน่วยงาน ขององค์กร ของมูลนิธิทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามมันยังมีอยู่ครับ สิ่งที่ท่านอาจจะตกหล่น หลงลืมมันมีแน่นอนครับ เป็นต้นว่าสำนักสงฆ์ไม่รวมอยู่ในวัดนะครับ เพราะสำนักสงฆ์ จะไม่ได้วิสุงคามสีมา ก็ไม่ได้หมายความถึงความเป็นวัด แต่ถามว่าการปฏิบัติภารกิจ ทางพระพุทธศาสนาเท่าเทียมกันเลยครับ ทำงานเหมือนกันครับ เหนื่อยเหมือนกัน แล้วก็ มีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ ซึ่งส่วนมากจะกันดาร ทุรกันดารมากกว่าด้วยซ้ำ ศาสนาอื่น เช่นเดียวกันครับ ผมคงไม่ก้าวล่วงไปกล่าวถึงแต่ว่าคงมีลักษณะของสถาบันทางสงฆ์ของเขา ที่ได้กระจายตัวอยู่ในจุดต่าง ๆ แล้วอาจไม่ได้หมายรวมอยู่ในมัสยิดและมิซซัง รวมถึงมูลนิธิ รวมถึงหน่วยงานของรัฐ เช่นเดียวกันครับ เดี๋ยวเราก็จะมีการตั้ง สสร. ขึ้นมาก็ร่างรัฐธรรมนูญอีก เดี๋ยวก็มีองค์กรประเภทใหม่ มีหน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีก ไม่รู้ว่าจะครอบรวมเหมือนกันหรือเปล่า ในที่สุดกฎหมายฉบับนี้พอผ่านสภาไปอีกไม่กี่ปีก็ต้องเข้ามาปรับแก้ ซึ่งผมเองอยากจะ เสนอแนะผ่านไปยังเพื่อนที่จะได้เป็นกรรมาธิการในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ เป็นไปได้ไหมครับว่าเรานอกจากเขียนอย่างที่มาตรา ๒๙ มาตรา ๘๘ ที่มีการแก้ไข เราก็ บรรจุรวมหน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษา วัด มัสยิด มิซซัง มูลนิธิ สภากาชาดไทย และสถานพยาบาลตามกฎหมาย เราอาจจะเพิ่มวรรคเข้าไปบอกว่า หรือหน่วยงานของรัฐอื่นใดที่ออกเป็นกฎกระทรวง ในลักษณะนั้นเพื่อให้กฎหมายมันมี ความเป็นพลวัต เป็นไดนามิค (Dynamic) คือมันสามารถปรับแก้ได้เองโดยที่ไม่ต้องมาอาศัย อำนาจสภาทุกครั้งไป เพราะกฎหมายลักษณะนี้ผมเชื่อว่าคนที่กำกับดูแลก็คือรัฐมนตรี ในที่สุดก็จะสามารถมีดุลยพินิจในการที่จะปรับเพิ่ม ปรับลดอะไรตามยุคสมัยที่มันมี ความเหมาะสมโดยที่ไม่ใช่ว่ากฎหมายลักษณะอย่างนี้ต้องมาเข้าสภาทุกครั้งในการแก้ไข ในอนาคต อันนี้ก็ฝากเป็นประเด็น แล้วผมเชื่อว่าการแก้ไขลักษณะนั้นไม่ได้ติดขัด ขัดข้อง ไปจากหลักการและเหตุผลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลย สามารถเพิ่มวรรคนี้เข้าไปได้โดยที่ ไม่เสียรูปของตัวกฎหมาย ไม่ผิดหลักการและเหตุผลนะครับ ก็อยากจะให้ลองพิจารณากันไว้ ในขั้นของกรรมาธิการเพื่อประโยชน์ในอนาคต สภาเราจะได้มีเวลาในการพิจารณากฎหมาย ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันอื่น ๆ อีกหลายฉบับครับ ขอบคุณครับ