สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๘ มีนาคม ๒๕๕๕

กรณ์ จาติกวณิช พูดถึงการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินนี้ โดยหารือเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3,500 ล้านบาท และการยืดหยุ่นในการใช้จ่าย

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณารายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง ฉบับปี ๒๕๕๒ ในการที่จะกู้ยืมเงินเพื่อมาเสริมสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกัน โดยทั่วไปว่า พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ก็อยากจะเรียนนะครับว่า การที่เราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสมารับฟังรายงานในรายละเอียดผลสัมฤทธิ์และ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้เม็ดเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็เป็นตัวสะท้อนถึงความตั้งใจ ของรัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อสมัยที่มีการตราพระราชกำหนด ฉบับนี้ว่าต้องการที่จะให้โอกาสเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับฟังรายงาน แล้วก็ มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในการเสนอแนะรับฟังข้อคิดเห็นแล้วก็ตำหนิติชมการทำงานภายใต้ พระราชกำหนดฉบับนี้ จึงได้ตราไว้ในตัวกฎหมายว่าทางกระทรวงการคลังจะต้องมารายงาน ความคืบหน้าภายใน ๖๐ วัน หลังจากปิดปีงบประมาณ ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งด้วย ความตั้งใจที่จะให้มีความโปร่งใสสูงสุด เป็นสาเหตุที่เราได้มีโอกาสที่จะมาอภิปรายกัน ในประเด็นนี้ในวันนี้ วันนี้ผมก็ได้ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ฝั่งมาทั้งวัน ก็ต้อง ขออนุญาตเรียนนะครับว่าหลากหลายประเด็น ก็เป็นประเด็นที่ฟังแล้วผมคิดว่าน่าสนใจ แล้วก็โดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้ตราพระราชกำหนดไปสด ๆ ร้อน ๆ ให้อำนาจกับรัฐบาลเองในการที่จะกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะไปฟื้นฟูประเทศ หลังจากเหตุอุทกภัยในช่วงปีที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วหลายบทเรียนของ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง และการดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ล้วนแล้วแต่ควรที่จะเป็นบทเรียน ที่รัฐบาลนี้ควรที่จะนำไปประยุกต์ใช้และใช้เป็นประโยชน์ ที่น่าเสียดายก็คือไม่มีตัวแทนของ รัฐบาล และตัวแทนท่านสุดท้ายก็กำลังลุกเดินออกไปนะครับ แต่ว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วง ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังด้วย ควรที่จะอยู่เพื่อที่จะรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกต่อบทเรียน ที่ได้รับจากการนำแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งไปสู่การปฏิบัติ เพราะว่าทั้งหมดนั้น แน่นอนที่สุดครับ มีประเด็นที่บกพร่องแล้วก็ตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปราย ก็ได้ชี้ช่องให้เห็น ถึงจุดอ่อนในการนำพระราชกำหนดลักษณะนี้ไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งวันนี้เช่นเดียวกันผมก็จะขอ ใช้เวลาของสภาเล็กน้อยในการที่จะพูดถึงที่ไปที่มา แล้วก็เพื่อทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก สาเหตุที่ต้องทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายคน ยังสับสนในเหตุผลที่มาของการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ สับสนลงไปถึงในรายละเอียดว่า พระราชกำหนดนี้ได้นำเม็ดเงินที่กู้ยืมมาไปใช้ทำอะไรบ้าง แล้วก็สับสนถึงขั้นที่จะนำโครงการ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเลยกับไทยเข้มแข็งมาใช้ในการอภิปราย หลายท่านครับเหมือนกับมีโพยมาว่า จะต้องลุกขึ้นแล้วก็อภิปรายโครงการเรื่องของเช็คช่วยชาติ ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ ก็ได้อภิปรายในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมก็อยากที่จะพูดให้ชัดในที่นี้เลยนะครับว่าเช็คช่วยชาติไม่ได้ เกี่ยวกับไทยเข้มแข็งเลย เช็คช่วยชาติไม่ได้ใช้เงิน พ.ร.ก. เช็คช่วยชาติได้มีการตราเช็ค ๘,๐๐๐,๐๐๐ ใบออกไปตั้งแต่เดือนมีนาคม ท่านดูตารางการตรา พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนะครับ ว่ามีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑๓ พฤษภาคมในปีเดียวกัน ก็คือเกือบ ๆ ๒ เดือน หลังจากที่ได้มีการออกเช็คช่วยชาติไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอทำความเข้าใจกับ ทางทีมเศรษฐกิจของทางพรรคเพื่อไทยนะครับว่าท่านควรจะต้องทำการบ้านดีกว่านี้นะครับ ก่อนที่จะมาอภิปรายในสภา ก่อนที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้อื่น และในส่วนของ เช็คช่วยชาติเองไหน ๆ ก็พูดกันในเรื่องนี้ถึงแม้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับไทยเข้มแข็งก็ถือว่าใช้สิทธิ พาดพิงก็แล้วกัน เพราะมีสมาชิกหลายท่านได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงข้อบกพร่องของนโยบายนี้ ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนแล้วก็พูดตั้งแต่สมัยที่รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ได้ออกนโยบายเช็คช่วย ชาติมาว่านโยบายนี้ใช้ในกรณีพิเศษเท่านั้น ไม่ได้เป็นนโยบายที่เราสนับสนุนว่าจะต้องมีการ ตราเช็คเพื่อที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเป็นกิจจะลักษณะ และหลังจากต้นปี ๒๕๕๒ เมื่อเราได้ออกนโยบายเช็คช่วยชาติเราก็ไม่ได้หันไปใช้นโยบายนี้ อีกเลย สาเหตุก็คือในต้นปี ๒๕๕๒ มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงที่จะต้องมียาแรงเพื่อที่จะ กระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เช็คช่วยชาติใช้เม็ดเงินส่วนที่ได้จาก การออกพระราชบัญญัติงบประมาณกลางปี ประจำปี ๒๕๕๒ และเราก็ได้มีเกณฑ์ชัดเจนครับ ไม่ได้เป็นการโปรยเงินออกมาจากเฮลิคอปเตอร์อย่างที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ได้อ้างไว้ แต่มีกฎเกณฑ์กติกากำหนดชัดเจนครับว่าใครบ้างจะเป็นผู้ที่ควรจะมีสิทธิได้รับเช็คส่วนนี้ ซึ่งเกณฑ์ที่ชัดเจนก็คือการกำหนดว่าใครเป็นผู้ที่เดือดร้อนจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ผู้ที่เดือดร้อนก็ใช้เกณฑ์ที่ถูกต้องแล้วครับ ก็คือเกณฑ์ความยากจนวิธีเดียวที่จะกำหนดได้ว่า ใครควรที่จะเป็นผู้มีสิทธิได้รับเช็คก็ต้องใช้ผู้ที่เป็นแรงงานในระบบประกันสังคม และเราก็ได้ ขีดเส้นว่าใครก็แล้วแต่ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง เราจึงได้ออกนโยบายมาว่า ทุก ๆ คนที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีเงินเดือนต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท สามารถที่จะมีสิทธิ ในการที่จะรับเช็คส่วนนี้และสุดท้ายก็มีการตราเช็คออกมา ๙,๐๐๐,๐๐๐ กว่าใบ ส่วนพี่น้อง เกษตรกรที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมเราก็ได้มีนโยบายเคียงคู่กัน ก็คือนโยบายประกัน รายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่สามารถเป็นตัวค้ำประกันได้นะครับว่าเกษตรกรจำนวนหลาย ล้านท่านที่ก่อนหน้านี้ทำไร่ทำนาไม่เคยมีความมั่นใจได้ว่าจะมีกำไรติดมือไปเลี้ยงดูครอบครัว หรือไม่ จะต้องมีกำไรจากโครงการประกันรายได้และเราก็ได้ริเริ่มโครงการนี้ในปี ๒๕๕๒ เช่นเดียวกัน ก็เป็น ๒ นโยบายคู่ขนานสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ต่ำก็ได้เช็คช่วยชาติ สำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาก็ได้โครงการประกันรายได้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกผมก็ได้ อภิปรายไปแล้วในประเด็นนี้ ส่วนต้องขออนุญาตด้วยนะครับ เมื่อสักครู่พอดีนั่งฟังท่าน ผู้อภิปรายท่านได้พูดถึงการที่เราได้มอบภาระหน้าที่ในการออกเช็คให้กับธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นธนาคารภาคเอกชนแห่งหนึ่งแทนที่จะใช้ธนาคารของรัฐและท่านก็ได้อภิปรายในทางที่จะ ให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่าอาจจะมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือทุจริตคอร์รัปชัน ท่านได้ตั้งคำถามว่าธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับสมาชิกของสภาในพรรคใด หรือไม่ ผมก็ขออนุญาตเรียนได้เลยว่าท่านคงหมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้นะครับ ก็คือขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เพราะเราใช้ธนาคารกรุงเทพ ในการออกเช็คในครั้งนั้น แต่ผมก็ต้องขออนุญาต อธิบายอีกครั้งให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจผ่านทางสภาว่าสาเหตุที่เราไม่ได้ใช้ธนาคารของรัฐ ก็คือธนาคารกรุงไทยในครั้งนั้น เพราะธนาคารกรุงไทยได้เสนอราคามาที่กระทรวงการคลังว่า จะคิดการออกเช็คช่วยชาตินั้นใบละประมาณ ๕ บาท ถ้าผมจำไม่ผิด สุดท้ายเราเปิดประมูล และธนาคารที่เสนอราคาที่ต่ำที่สุดเข้ามาเพียงแค่ใบละประมาณ ๒ บาท คือธนาคารกรุงเทพ เราประหยัดภาษีเม็ดเงินงบประมาณให้กับพี่น้องประชาชน โดยการใช้ธนาคารที่เสนอราคา ให้กับรัฐบาลที่เป็นต้นทุนที่ต่ำที่สุดในการดำเนินการ นี่คือเหตุผลตรวจสอบได้ ผ่านทาง กระทรวงการคลัง พวกท่านอภิปรายเรื่องนี้กันมาหลายปีแล้วครับ ผมก็เริ่มที่จะเบื่อในการ ที่จะต้องลุกขึ้นอภิปรายชี้แจง ท่านยังติดใจในประเด็นนี้ ตอนนี้ท่านมีอำนาจในฐานะเป็น ฝ่ายรัฐบาลท่านตรวจสอบเลยครับ แล้วก็เรียกฟ้องใครก็แล้วแต่ต่อ ป.ป.ช. ได้เลย ถ้าท่านยังคิดว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น นี่ก็คือเพื่อความชัดเจนเพราะว่าอภิปรายกันมาหลายคน ก็พูดเรื่องซ้ำ ๆ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เรามาพิจารณากันในวันนี้ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีการ ชี้แจง ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงต่อสภาผ่านท่านประธานว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ เราเรียกกันว่า พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง แล้วเราเรียกว่า พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ก็คือปีปัจจุบัน ถามว่าทำไม เราถึงได้ตั้งชื่อพระราชกำหนดฉบับนี้จนติดปากว่าเป็น พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ก็เพราะ ในปี ๒๕๕๒ นั้น เศรษฐกิจเราอ่อนแอ อ่อนแอเพราะอะไร ก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ อภิปรายไปแล้ว ประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติเศรษฐกิจ ต่างประเทศ จุดเริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาลามไปถึงสหพันธ์ยุโรป แล้วก็มีผลกระทบกับ เราตั้งแต่ไตรมาส ๔ ของปี ๒๕๕๑ ทำให้จีดีพีเราติดลบไตรมาสนั้นประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง แล้วในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๒ ติดลบถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ มีความจำเป็นด้วยเหตุผลที่เดี๋ยว สักครู่ผมจะกล่าวถึงที่เราจะต้องจัดยาแรงเพื่อที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แล้วเราก็ได้ตกผลึกว่า ยาแรงที่มีความเหมาะสมในจังหวะเวลานั้น ก็คือการออก พ.ร.ก. กู้เงินในกรณีพิเศษ เราเรียกว่า พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ เพราะเราเชื่อว่าตามนโยบายและวิธีการใช้เงินที่เรา กำหนดไว้สำหรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ รวมไปถึง พ.ร.บ. ที่เดิมทีเรามีความตั้งใจจะออกอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะต้องส่งผลอย่างแน่นอนให้เศรษฐกิจของไทยนั้นมีความเข้มแข็ง ภายในปี ๒๕๕๕ นั่นคือสัตยาบันครับ และนั่นคือความตั้งใจความมุ่งมั่น และสุดท้ายนั่นก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะ ณ วันนี้รัฐบาลเอง ท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งเดินทางไปญี่ปุ่นก็เพื่อไปยืนยัน กับกลุ่มนักลงทุนที่นั่นว่าเศรษฐกิจไทย ณ วันนี้เข้มแข็ง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ปีนี้ ปีอะไรครับ ปี ๒๕๕๕ แน่นอนที่สุดที่เศรษฐกิจวันนี้เข้มแข็งมีเสถียรภาพ ต้องขออนุญาต พูดความจริงว่าไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาลนี้ ไม่ใช่เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ ซ้ำแล้วเดิมทีเศรษฐกิจ ควรจะเข้มแข็งตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ คาดกันว่าจีดีพีจะมีอัตราการขยายตัวสูงถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง หรือ ๕ เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าโตไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เพราะอะไร เพราะความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำท่วม โดยรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา แต่ถึงแม้มีอุทกภัย ถึงแม้มีความเสียหาย ๑.๔ ล้านล้านบาท จากภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยนั้นอ่อนแอลงได้เนื่องจาก พื้นฐานโครงสร้างของเศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง จุดเริ่มต้นก็คือ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งที่วันนี้ เรามาอภิปรายกันอยู่ นี่คือเป้าหมายของรัฐบาลที่ผ่านมา และผมก็ต้องขออนุญาตเรียน ตามความเป็นจริงว่าผลลัพธ์สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้น และผลลัพธ์ดีกว่าที่เราคาดไว้ เพราะเดิมทีเราคาดว่าจะต้องกู้ยืมเงินสูงสุด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และประเด็นนี้ก็คือประเด็น ที่มีความแตกต่างในแนวความคิดในรัฐบาลที่แล้วกับรัฐบาลนี้อีกส่วนหนึ่ง เพราะในสมัยนั้น เมื่อเรารู้เราอาจจะต้องใช้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ถามกับผมว่าเม็ดเงินที่เราคิดว่าเราใช้ได้ทันทีจริง ๆ รวมแล้วเป็น จำนวนเงินเท่าใด ผมก็ตอบกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าที่เรามีความพร้อมในการที่จะใช้เลย ทันทีอยู่ที่ประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชีวะ จึงได้กระชับ กับกระผมและกระทรวงการคลังว่าถ้าอย่างนั้นขอให้เกรงใจสภา อย่าออกทั้งหมดเป็น พระราชกำหนด ส่วนที่ยังไม่ใช้ทันทีในที่นี้หมายถึงภายใน ๑ ปี ให้ขอสภาออกในรูปของ พระราชบัญญัติ เรามีเวลาที่จะจัดเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้เพื่อนสมาชิกมีโอกาส ได้พิจารณา และสุดท้ายนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เราได้ตรากฎหมายไทยเข้มแข็งออกมาเป็น ๒ ฉบับด้วยกัน ฉบับหนึ่งเป็นพระราชกำหนดซึ่งก็ปรับลดตัวเลขลงมาจาก ๔๕๐,๐๐๐ บาท ที่ผมขอไป มาเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และออกในรูปของพระราชบัญญัติอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ผ่านขั้นตอนการพิจารณาโดยสภา และในส่วนของ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกนั้นก็จัดสรรไว้ ไม่เกินครึ่งหนึ่งที่จะนำไปใช้ในการชดเชยเงินคงคลัง แล้วก็สาเหตุที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องตราพระราชกำหนดในวันนั้นก็เพราะเศรษฐกิจที่ถดถอย ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อ การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่อาจจะต่ำกว่าเป้า ทำให้การขาดดุลงบประมาณในปี ๒๕๕๒ นั้น ขาดดุลเกินเพดานตามกฎหมาย ไม่มีทางอื่นครับ ไม่มีวิธีอื่นที่รัฐบาลจะหลีกเลี่ยงการแก้ไข ปัญหา นอกจากการตรากฎหมายในรูปของพระราชกำหนด และนั่นคือที่มาของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ส่วนเม็ดเงินอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นเม็ดเงินที่เราจะจัดสรรลงไปในโครงการต่าง ๆ เพื่อหวังผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อหวังผลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่รอเม็ดเงินงบประมาณในแต่ละปีในอดีตที่ผ่านมาแต่ไม่เคยได้รับการจัดสรร เราก็ตั้งใจนะครับว่า การจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณโดยไทยเข้มแข็งนั้นจะต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม ก็มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น นวัตกรรมข้อแรก ก็คือที่มาของการรับรายงานวันนี้ ก็คือ ความโปร่งใสในสภา นวัตกรรมในระดับที่ ๒ ก็คือเราต้องการที่จะให้พี่น้องประชาชน มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม เป็นหูเป็นตา คอยจับผิดโครงการนี้ก็ว่าได้ เพราะเราตระหนักว่า การตรากฎหมายในรูปพระราชกำหนดนั้นขาดขั้นตอนอันควรที่จะต้องมีคณะกรรมาธิการ งบประมาณพิจารณาในรายละเอียดของแต่ละโครงการ เราตระหนักว่านี่คือจุดอ่อนของ การตรากฎหมายในรูปของพระราชกำหนด เราจึงได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมไว้เพื่อที่จะทำให้ มีความโปร่งใส และพี่น้องประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ทุกวันนี้ถ้าเพื่อนสมาชิกที่มีไอแพด อยู่แล้ว ไม่ต้องรองบประมาณของสภาสามารถที่จะกดเข้าไปดูได้เลยนะครับ ทีเคเค ๒๕๕๕ หรือไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ท่านจะเห็นเป็นเว็บไซต์ (Web site) ที่กระทรวงการคลังจนถึง ทุกวันนี้ยังบริหารจัดการอยู่ ในเว็บไซต์นั้นท่านกดเข้าไปดูได้ครับว่า ในจังหวัดหรือ เขตเลือกตั้งของท่านมีโครงการอะไรบ้างที่ได้รับการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณจากไทยเข้มแข็ง ท่านกดเข้าไปดูได้อีกต่างหากว่าการประมูลจัดซื้อจัดจ้างนั้นมีการแข่งขันกันโดยผู้รับเหมา กี่ราย มีราคากลางกำหนดไว้โดยสำนักงบประมาณในราคาเท่าใด สุดท้ายใครได้ในราคากี่บาท กี่สตางค์ ท่านดูได้อีกต่างหากนะครับว่ามีการดำเนินงานแล้วเสร็จไปแล้วเท่าไร มีการเบิกจ่าย ไปครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วหรือยัง ความโปร่งใสลงไปในทุกระดับครับ ดูได้ในทุกจังหวัด ทุกโครงการ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย นี่ก็คือนวัตกรรมที่ผมก็หวังว่ารัฐบาลนี้จะนำไปสานต่อ ทั้งในแง่ของการเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบรายละเอียดการใช้ เม็ดเงินงบประมาณ พ.ร.ก. ของรัฐบาลนี้เองได้ และควรที่จะนำไปใช้ในการตรวจสอบและเพิ่ม ความโปร่งใสการใช้เม็ดเงินงบประมาณของแผ่นดินอีกต่างหากนะครับ เพราะฉะนั้น นวัตกรรมเหล่านี้จึงเป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบแล้วก็การดูแล การใช้เม็ดเงิน ซึ่งสุดท้ายก็คือเม็ดเงินภาษีของพี่น้องประชาชน นอกจากนั้นเราก็ได้กำหนดว่า วิธีการกู้ยืมเงินจะต้องเป็นวิธีการกู้ยืมที่ทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ ในอดีตที่ผ่านมานะครับ กระทรวงการคลังจะกู้ยืมเงินก็จะออกพันธบัตร เอาสะดวกเป็น ตัวนำครับ ขายให้กับสถาบันบ้าง ขายให้กับนักลงทุนรายใหญ่บ้าง แต่พี่น้องประชาชนไม่เคย มีโอกาสได้เข้าถึงพันธบัตรของรัฐบาล เราก็เห็นนะครับ ในปี ๒๕๕๒ ว่าอัตราดอกเบี้ย ณ เวลานั้นอยู่ในระดับที่ต้องถือว่าต่ำมาก เพราะฉะนั้นมีพี่น้องประชาชนจำนวนหลายล้านคนที่อาศัยดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝาก ของตนนั้นเป็นรายได้หลักโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้นเราก็จึงอยากที่จะยิงนกด้วยกระสุนนัดเดียว ได้นก ๒ ตัว โดยการที่จะกู้ยืมเงินพร้อมกันกับการให้โอกาสพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ ผู้สูงอายุมีสิทธิได้จับจองพันธบัตรของรัฐบาลที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ในระบบธนาคาร เราจึงได้ออกพันธบัตรที่เราเรียกว่า พันธบัตรไทยเข้มแข็ง ออกมา ๒ งวดนะครับ แล้วก็เป็นประวัติการณ์ครับท่านประธาน เพราะไม่เคยมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากเท่านี้ มีส่วนร่วมในการกู้ยืมเงินโดยรัฐบาล เราไม่จำเป็นเลยนะครับที่จะต้องไปกู้ยืมเงินจาก ต่างประเทศแม้แต่บาทเดียว แต่รัฐบาลนี้ในการตราพระราชกำหนดฟื้นฟูน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นหนึ่งที่พวกเราหลายคนก็ได้อภิปรายไปแล้วแล้วก็แสดงความกังวลก็คือรัฐบาล ได้กำหนดในตัว พ.ร.ก. ความแตกต่างที่ชัดเจนและมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาลที่แล้วก็คือรัฐบาลบอกว่าเปิดให้กู้จากต่างประเทศได้ ในส่วนของ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนั้น ระบุไว้ชัดเจนครับว่ากู้ได้ภายในประเทศเท่านั้น และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ พี่น้องประชาชนจำนวนหลายแสนคนได้ประโยชน์จากการเข้ามามีส่วนร่วมในการปล่อยกู้ ให้กับรัฐบาลด้วยการซื้อพันธบัตร ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการที่มี ความสำคัญต่อการสร้างอนาคตของประเทศด้วยการนำเงินฝาก นำเงินออมของเขามาร่วม โครงการไทยเข้มแข็งกับรัฐบาล ตรงนี้ก็เป็นนวัตกรรมสำคัญนะครับ ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังกรุณานั่งฟังอยู่ ท่านสามารถที่จะไปสอบถามในรายละเอียดกับ ทางสำนักงานบริหารหนี้ได้ เป็นเรื่องที่ควรจะทำต่อไปครับในแต่ละงวดของการออกพันธบัตร ไทยเข้มแข็ง มีพี่น้องประชาชนมีสิทธิเข้ามาจับจองได้เกินงวดละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งก็ได้รับ ความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารเป็นอย่างดี นี่คือสิ่งดี ๆ จากโครงการ ไทยเข้มแข็งที่ผมคิดว่าเราก็ควรที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกันในสภาแห่งนี้ด้วย เพราะทั้งหมดนี้ ก็เป็นประสบการณ์ที่มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการโดยรัฐบาลในอนาคตต่อไป แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการประเมินผลลัพธ์ของไทยเข้มแข็งในระดับมหภาค ผมคิดว่าจริง ๆ แล้ว ไม่ควรที่จะต้องพูดมาก เพราะสุดท้ายแล้วทุก ๆ ท่านก็ทราบดีว่าจากที่เราเคยคิดว่าอาจจะ ต้องใช้ถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เราใช้เพียงแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เศรษฐกิจก็ฟื้นตัว มีความเข้มแข็ง แข็งแรงแล้วเราจึงตัดสินใจในการที่จะยกเลิก พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทส่วนหลัง และตรงนี้ก็เป็นคำอธิบายในส่วนของวิธีคิดที่อาจจะมี ความแตกต่างกันระหว่างฝ่ายเรากับฝ่ายท่านที่เป็นรัฐบาลอยู่ ณ ปัจจุบัน เพราะตั้งแต่ระดับ รองนายกรัฐมนตรีไล่ลงมาท่านก็ได้อภิปรายทวงถามในประเด็นว่าเราใช้เงินไม่หมดเสมือนกับว่า เราบริหารจัดการไม่เก่ง มี พ.ร.ก. ให้กู้กันเท่านี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สุดท้ายทำไมกู้ น้อยกว่านั้น ทำไมใช้น้อยกว่านั้น อาจจะเป็นตรรกะความคิดที่ต่างกัน เพราะจริง ๆ แล้ว เรามองว่าการกู้ยืมเงินเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าไม่จำเป็นต้องกู้ก็ไม่ควรจะกู้ แล้วผมก็ยืนยันในสมัย ที่ยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ว่าในกรณีการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ความจำเป็นในการกู้ยืมมีจริง ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ถ้าสมมุติว่าเงื่อนไขที่บังคับให้เราต้องกู้ก็คือพี่น้องประชาชนเดือดร้อน จากวิกฤติเศรษฐกิจนั้นหายไป วันนั้นก็คือวันที่เราจะยุติการกู้ยืมทันที และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ ท่านประธาน เมื่อเราใช้เงินไปแล้วระยะเวลาหนึ่งเศรษฐกิจดีขึ้นทำให้รายได้ของรัฐบาล ก็สูงขึ้น เงินภาษีที่เก็บจากกิจการและพี่น้องประชาชนสูงขึ้นก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปที่เรา จะต้องกู้ยืมเงิน จนกระทั่งสุดท้ายมีอีกหลายโครงการครับ จากหลายกระทรวงที่เขารอคิว จะขอเม็ดเงินงบประมาณจาก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง แต่เราก็ขีดเส้นบอกจบแล้ว เศรษฐกิจ ฟื้นตัวแล้ว ถ้าท่านต้องการที่จะขอเงินงบประมาณ ขอให้ไปขอในระบบงบประมาณปกติ เพราะนั่นคือวิธีที่ควร ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรที่จะใช้เม็ดเงินนอกระบบงบประมาณ และนี่ คือสาเหตุสุดท้ายที่เรายกเลิก พ.ร.บ. ไปทั้งฉบับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และแม้แต่ใน พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เราก็ใช้ไม่หมด และภาคภูมิใจครับ ท่านประธานที่เราไม่จำเป็นต้องใช้หมด ตรงนี้ก็เพื่อความชัดเจนนะครับ ส่วนในเรื่องของ ตัวผลลัพธ์ของตัวโครงการและเงินที่ใช้จริงผมคงไม่ต้องบรรยายมากเพราะว่ารายงานของ กระทรวงการคลังที่นำส่งให้กับสภาก็มีความชัดเจนอยู่ในตัวนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง โดยสังเขปอย่างเช่นในเรื่องของสาขาขนส่งนะครับ ทางกระทรวงการคลังก็พูดชัดเจนนะครับ ว่าผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการพัฒนาด้านขนส่งเชิงยุทธศาสตร์ก็มีทั้ง ๓ ด้านนะครับ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ขนส่งในภาพรวมและพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิผล นี่คือรายงานของกระทรวงการคลังที่ทำให้กับสภา ส่วนการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมทางหลวง ระหว่างภาคกับจังหวัดก็มีประโยชน์มากมายเช่นเดียวกัน รวมถึงการลดปัญหาอุบัติเหตุ การลดปัญหาจราจรติดขัดและอื่น ๆ ทั้งหมดนี้ก็คือผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ที่ได้รับ เรื่องของระบบรางก็ได้งบประมาณไทยเข้มแข็งไปพอสมควรนะครับ ผลสัมฤทธิ์ก็ชัดเจนครับ ก่อให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ของไทยเข้มแข็งเพิ่มรายได้ให้กับ ประชาชน เพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพของระบบขนส่งทางรถไฟทั้งด้านขนส่ง ผู้โดยสารและขนส่งสินค้า นี่คือผลสำเร็จของคณะกรรมการ ส่วนเรื่องของชาวกรุงเทพฯ มีงบประมาณจัดสรรให้กับระบบรถไฟฟ้าด้วยในโครงการไทยเข้มแข็ง ทางรายงานก็สรุปไว้ ชัดเจนว่านี่คือเหตุผลที่ ณ วันนี้มีโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ การบริหารโครงการนี้ ณ ปัจจุบันเป็นไปตามแผนงานทั้งสิ้นนะครับ เหล่านี้ก็เป็นเพียง ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เห็นนะครับว่าตามรายงานของทางกระทรวงการคลังที่ทำ ให้กับสภาว่านอกจากผลประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพใหญ่แล้ว โครงการไทยเข้มแข็ง ในรายละเอียดมีผลต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนหลายล้านคน มีผลต่อประสิทธิภาพและ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเกือบทุกหมวด ทุกภาคอุตสาหกรรม และผม ยืนยันได้ว่ามีความโปร่งใสชัดเจนและยุติธรรมในการจัดสรรงบประมาณลงไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่าจังหวัดแรกที่ผมในสมัยนั้นในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ไปเปิดโครงการไทยเข้มแข็งนั้นคือจังหวัดเชียงใหม่ และผมกล้ายืนยันนะครับว่า เม็ดเงินงบประมาณไทยเข้มแข็งที่ได้จัดสรรให้กับจังหวัดเชียงใหม่นั้นถือว่าเป็น ๑ในจังหวัด ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากไทยเข้มแข็งในอันดับที่สูงที่สุด เราไม่ได้มาคอยกังวลนะครับว่า ทางการเมืองนั้นคะแนนเสียงมาจากจังหวัดใด เราไม่ได้มาคอยกังวลแม้แต่ว่าในอดีตนั้น มีจังหวัดไหนบ้างที่เคยเสียเปรียบในแง่ของการจัดสรรงบประมาณโดยรัฐบาลก่อนที่เรามา แต่เราก็ให้ความเป็นธรรมกับทุกคนนะครับ และเราก็ดูตามความจำเป็นและเหมาะสม ในการใช้เม็ดเงินงบประมาณจริง ๆ วัดโดยผลตอบแทนที่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน จะได้รับนะครับ

สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ ที่จะพูดถึงบทเรียน ที่น่าจะมีนัยสำคัญต่อการทำงานของรัฐบาลเพราะในส่วนของมติ ครม. ล่าสุดนะครับ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องของแนวทางการดำเนินงานตามพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ๒๕๕๕ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า พ.ร.ก. กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทางคณะรัฐมนตรี กลับได้มีมติยกเลิกคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุนที่คณะรัฐมนตรีเดียวกันนั้น ได้มีมติไว้เมื่อเดือนมกราคม ในวันที่ ๑๐ และได้มอบอำนาจในการจัดสรรโครงการที่จะใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาททั้งหมดนี้ให้กับ กบอ. ซึ่งมีท่านปลอดประสพ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นประธาน นี่คือประเด็นที่เป็นประเด็นความแตกต่างที่ชัดเจนส่วนหนึ่งที่ผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่ามีความกังวล เพราะโดยเจตนารัฐบาลที่แล้วเราตระหนักดีว่าการกำหนด การใช้เงิน พ.ร.ก. นั้น อันดับแรก ระดับความโปร่งใสน้อยกว่าการใช้เงิน พ.ร.บ. งบประมาณ ก็คือพวกเราในสภาไม่ได้มีโอกาสในการตรวจสอบ นอกเหนือจากนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดเม็ดเงินที่จะนำไปใช้ก็เป็นเรื่องที่ กำหนดโดยฝ่ายบริหารคือรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้นอำนาจในการกลั่นกรองก็ตรงตามเกณฑ์ ที่ฝ่ายบริหารกำหนดไว้หรือไม่ เราจึงได้มอบให้กับฝ่ายราชการ จึงได้มีคณะกรรมการกลั่นกรอง โครงการไทยเข้มแข็งขึ้นมาที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน แล้วก็ไม่มีตัวแทนจาก ภาคการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการเลย เพราะฉะนั้นทุกโครงการ ที่สุดท้ายได้รับการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณจาก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนั้นเป็นโครงการที่ผ่าน การพิจารณาโดยคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีองค์ประกอบจากฝ่ายราชการล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ว่าแบงก์ชาติ ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ผอ. สำนักงบประมาณ ตัวแทนจาก สภาพัฒน์ อยู่ในคณะกรรมการกลั่นกรองหมด ไม่มีนักการเมืองแม้แต่คนเดียว และนี่ก็คือมติ วันที่ ๑๐ มกราคม ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้ตั้งคณะกรรมการลักษณะเดียวกันไว้ เพื่อที่จะ ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาลชุดนี้ แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร มีมติยกเลิกมติเดิมที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ และมอบอำนาจให้กับฝ่ายบริหารคือนักการเมืองเป็นผู้กำหนดการใช้เงิน นโยบายก็กำหนด โดยนักการเมือง ลักษณะโครงการก็กำหนดโดยนักการเมือง กลั่นกรองว่าควรจะได้ใช้เงิน หรือเปล่าก็นักการเมืองอีก ทั้ง ๆ ที่เดิมทีเคยมอบอำนาจให้กับฝ่ายราชการไว้แล้ว ตรงนี้ ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะนำไปสู่ประเด็นปัญหาต่อท่านในอนาคต ถ้าเกิดมีการอนุมัติ การใช้เม็ดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเงินกู้ที่ไม่ตรงต่อวัตถุประสงค์ ตามพระราชกำหนด ไม่ตรงต่อระเบียบที่ท่านเองได้กำหนดไว้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความแตกต่างระหว่าง พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกับ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งก็คือความพร้อม ในตัวโครงการ ณ วันที่เราประกาศใช้ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง รายละเอียดโครงการเรามีครบถ้วนหมด เรารู้เลยครับ ลงไปว่าถนนไร้ฝุ่นเส้นไหนบ้างจะมาอาศัยเม็ดเงินกู้จาก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง แต่ ณ วันนี้ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาลนี้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ความชัดเจน ในการใช้เงินยังไม่ปรากฏ ซึ่งตรงนี้เป็นกรณีที่น่ากังวลเป็นพิเศษ และโดยเฉพาะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้ยืนยันไว้ในสภานี้ ในวันที่เราได้ลงคะแนนกันนะครับ ในอาทิตย์ที่แล้วในเรื่องของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่าจะไม่กู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจาก พ.ร.ก. นี้ จนกระทั่งมีความชัดเจนว่าจะใช้อย่างไร ก็คือพูดง่าย ๆ ถ้าไม่จำเป็น ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้จะไม่กู้ คราวนี้ตัว พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ระบุ ไว้ว่าต้องกู้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ เวลามันเดินไปเรื่อย ๆ นะครับท่าน วันนี้ยังไม่มีความชัดเจนเลยนะครับว่าท่านจะเบิกจ่ายใช้กับโครงการใด ๆ บ้าง ผมไม่อยากจะเห็นว่าสุดท้ายแล้วท่านรีบกู้มากองไว้หน้าตักโดยที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง เบิกจ่าย แต่ก็จะติดตามนะครับ แล้วก็ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาของสภาเพียงแค่นี้ แล้วก็หวังว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของการผลักดันการแก้ปัญหาของประเทศโดยการออก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งนั้นจะมีผลนำไปสู่การปรับปรุงวิธีการทำงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ในการใช้เม็ดเงินกู้จาก พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูน้ำท่วมด้วย ขอบคุณครับ