พิเชษฐ จี้ชี้แจงบิดเบือน ปรส. และบริหารหนี้เงินกู้กองทุนฟื้นฟู

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑ มีนาคม ๒๕๕๕

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ชี้แจงข้อเท็จจริงว่ากองทุน ๕๘ มีสินทรัพย์เน่าเสียกว่า ๑ ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่ถูกยึดโดยกรมบังคับคดีและ บสท. เหลือตกอยู่ที่ปรส. เพียงประมาณ ๗ แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลก่อนตั้งปรส. และปิดสถาบันการเงิน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินแต่ต้องทำตามกฎหมายเดิม โดยยืนยันว่าขายสินทรัพย์ได้เพียง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดที่ตกอยู่จริง ไม่ใช่ ๓๐% ของยอดรวมทั้งหมด และขอ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ ผมคุยกับทางวิปแล้ว ขอ ๒๕ นาทีเพื่อจะได้พูดอะไรให้หมดจด ท่านประธานที่เคารพ ผมอยู่ที่โรงพยาบาล ป่วย แต่ก็มีการไปตามตัวผมมาว่ามีการบิดเบือนเรื่องที่เกิดขึ้นหลาย ๆ เรื่อง ขอให้ผมมาชี้แจง ให้ชัดเจนในที่สภา ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ในพระราชกำหนด ๒ เรื่อง ผมจะพูดเพียง เรื่องเดียว คือเรื่องการปรับปรุงบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมจะขอพูดอีกสักเรื่องหนึ่งก็คือเรื่อง ปรส. ท่านประธานครับ ความจริงผมเบื่อหน่ายกับพูดเรื่องเหล่านี้เต็มทีแล้ว เพราะผมทราบดีว่าสำหรับผู้พูดบิดเบือน มันเป็นเจตนารมณ์ กลายเป็นกลยุทธ์ ชี้แจงแล้วเขาก็จะบิดเบือนอีก พูดแล้วเขาก็จะพูดอีก โกหกซ้ำ ๆ เพื่อให้สังคมเกิดปัญหากับความเข้าใจผิด เหตุการณ์มันผ่านมาแล้ว ๑๕ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ที่ผมต้องไปพบอะไรกับอะไรของประเทศชาติที่กระทรวงการคลังที่น่าห่วง และผจญกับปัญหาเหล่านี้ ๑๕ ปีที่แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีมานั่งอยู่ตรงนี้ท่านก็เริ่ม เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินแล้ว พวกผมเข้ามาเป็นรัฐบาลในสมัยท่านชวน ๒ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ผมย้ำว่า ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ หลังจากที่พลเอก ชวลิต ลาออกไป เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน เรากลับมาถึงผมเข้ากระทรวงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน สิ่งที่ผมขอทราบ จากทางเจ้าหน้าที่โดยเร่งด่วนถามว่า ๑. ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของเราจริง ๆ แล้ว เหลือสักประมาณเท่าไร ๒. หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มันปาเข้าไปเท่าไรแล้วขณะนี้ที่มาอยู่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๓. เรื่อง ปรส. มันจะมีภาระผูกพันเป็นอย่างไรบ้าง ผมได้รับคำตอบที่น่าตกใจว่าทุนสำรอง เงินตราระหว่างประเทศที่เคยมีถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ อยู่ที่ฝ่ายกิจการธนาคาร ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญอยู่ที่ฝ่ายออกบัตร ฝ่ายออกบัตร ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญหรือฝ่ายพิมพ์ธนบัตรมีพระราชบัญญัติเงินตราควบคุมไว้ว่าห้ามขาย ทั้งทุนประเดิมและดอกผล วันที่เข้าไปถึงเราเข้าใจว่ามีอยู่ ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ แต่จริง ๆ แล้ว เงินของฝ่ายกิจการธนาคาร ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญไปต่อสู้ปกป้องค่าเงินจดหมดสิ้น ไม่เพียง แค่นั้นครับยังไปขายล่วงหน้าไว้อีก โดยเอาส่วนของฝ่ายออกบัตรทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ไปขายล่วงหน้าเข้าไปอีกเกือบหมด ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ดู ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญในฝ่ายออกบัตรหักด้วยฝ่ายขายเกินล่วงหน้า มีอยู่วันหนึ่งประมาณ เดือนมิถุนายนประเทศไทยเหลือทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ ๑,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญรองรับฐานเงิน ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นคือประเทศไทยเราล้มละลาย ไปแล้วในภาวะ ณ ขณะนั้น ตอนนั้นรัฐมนตรีธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ก็เลยอยากรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างกับประเทศไทยก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งในคำสั่งกระทรวงการคลัง เมื่อปี ๒๕๔๐ ณ วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๐ ประกอบด้วย ท่านนุกูล ประจวบเหมาะ ท่านอมร จันทรสมบูรณ์ ท่านอมเรศ ศิลาอ่อน และใครต่อใคร รวมทั้งหมด ๗ ท่าน เรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่าคณะกรรมการเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร เงินระบบเงินตราของประเทศ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย คณะกรรมการดังกล่าวนี้ ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี และมีข้อมูลที่น่ากลัวว่า ๑. ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของเรา ที่มีอยู่เดือนหนึ่งเราเหลือแค่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ รองรับฐานเงิน ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยไปปกป้องค่าเงินบาท ไปต่อสู้ค่าเงินบาทตั้งแต่ปลายปี ๒๕๓๙ ต่อมาถึงจนถึงเดือนมีนาคม เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม ไปไอเอ็มเอฟ (IMF) จนสุดท้าย เมื่อเข้าไอเอ็มเอฟแล้ว ลดค่าเงินบาทแล้วประเทศชาติไปไม่ไหวจริง ๆ ทราบว่าเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ก่อนที่นายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต จะลาออก ท่านเรียกเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าพบและถามว่ารายงานประเทศไทย ณ ขณะนี้ที่อยู่ต่อหน้าท่านนายกรัฐมนตรีแปลว่า อะไร คำตอบจากเลขานุการคณะรัฐมนตรีแปลว่าประเทศไทยล้มแล้ว ไปไม่ไหว ท่านก็เลย ประกาศว่าถ้าอย่างนั้นผมลาออก คนอื่นทำไว้ทั้งนั้น ใครเก่งจริงก็มาแก้ไป นั่นคือสาเหตุ ของการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านพลเอก ชวลิต เมื่อวันที่ ๖ เกิดอะไรขึ้น จากคณะกรรมการที่ท่านนุกูล ประจวบเหมาะ และคณะศึกษาครับ ท่านประธานครับ ผมขอพูดเรื่องกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรามักจะไปเข้าใจกันว่า กองทุนนี้เกิดขึ้นปี ๒๕๔๐ จริง ๆ แล้วกองทุนนี้เกิดขึ้นปี ๒๕๒๘ เนื่องจากว่าประมาณ ๒๕๒๗ เกิดลดค่าเงินบาทในสมัยท่านเปรม แล้วเกิดวิกฤติการเงินปั่นป่วนไปทั้งประเทศ เกิดปัญหา สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทที่ถูกลดจาก ๒๕ บาท กลายเป็น ๒๕ บาท ปั่นป่วน ไปทั้งประเทศ เกิดปัญหาที่ธนาคารเอเชียทรัสต์ เกิดปัญหาที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เกิดปัญหา ที่หลาย ๆ ธนาคารและมีอีกเกือบ ๑๐ สถาบันการเงิน ทั้งหมดนี้แทบจะล้ม กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเลยตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ฝากเงิน โดยเอาเงินจากกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาช่วยเพื่อให้ผู้ฝากเงินจากธนาคารได้คืนบางส่วน เป็นเงินสด บางส่วนเป็นเอกสารบัตรที่ธนาคารรับผิดชอบ ท่านประธานครับ ปัญหาเอราวัณทรัสต์ ปัญหาไทยฟูจิ ปัญหาหลาย ๆ สถาบันทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินต้องใช้เงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องใช้เงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทุนอยู่ทั้งหมดที่จดทะเบียนไว้ตั้งแต่แรก แค่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับธนาคารแห่งประเทศไทยล้ม ณ ขณะนั้นนะครับ แต่ท่านประธานหลังจากที่เกิดปี ๒๕๒๗ เรื่องมันก็เลยตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินขึ้นมาปี ๒๕๒๘ มาเหตุการณ์ของท่าน พลเอก ชาติชาย ปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ และมาเกิดธนาคาร กรุงเทพพาณิชยการ ท่านประธานที่เคารพ หนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ส่วนหนึ่งตอนหลังมีอยู่ที่ ปรส. แต่ส่วนหนึ่งถูกบังคับคดี ตั้งแต่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินสมัยที่ยังไม่มี ปรส. และอยู่ใน การบังคับคดีของกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม หนี้ทั้งหมดรวมทั้งที่ดินที่รัชดาที่เกิดปัญหา มาทีหลัง ที่ดินที่ขายให้ช่อง ๙ อะไรทั้งหลายมันไม่ได้อยู่ในการดูแลของ ปรส. มันอยู่ใน การดูแลของกรมบังคับคดี ณ ขณะนั้นมีหนี้เข้าไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว ด้วยความสุจริตใจผมเอาความทรงจำมาเล่าให้ฟัง ผมไม่มีเอกสารอะไรอยู่ในมือเลย ขณะนั้น ตกเข้าประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก่อนที่เรื่องจะมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ตอนเป็นรัฐบาล ปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ เราได้ยินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไปต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาท ซึ่งระยะหลังนี้ สปร. ก็ได้มีข้อมูลออกมาชัดเจนว่าเป็นความเสียหายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้เกิดขึ้นประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต่อสู้ค่าเงินบาทเสียหาย ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินตั้งแต่ปลายปี ๒๕๓๙ ข่าวชัดเจนว่าประมาณ ๔๐-๕๐ สถาบันการเงิน ล้มหมดแล้ว ทั้งสถาบันที่เป็นธนาคารและที่ไม่ใช่ธนาคาร บริษัทแม่ บริษัทลูกเกี่ยวข้อง ทั้งหมดจะต้องล้มแล้ว สิ่งที่ถูกต้องที่กระทรวงการคลังขณะนั้นก็คือต้องรีบปิดสถาบันการเงิน ที่มีปัญหา แต่ปรากฏว่าวันที่ ๓ มีนาคม ท่านนายกรัฐมนตรีขณะนั้น และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ณ ขณะนั้นมาประกาศว่าไม่มีการปิดสถาบันการเงิน ไม่มีใครจะต้องปิด สถาบันการเงิน เหมือนกับที่ยืนยันว่าจะไม่มีการลดค่าเงินบาท มีประกาศวันที่ ๓ มีนาคม ให้มีเพียงแค่ ๑๐ สถาบันการเงินเพิ่มทุน ต่อมาอีกไม่กี่วัน วันที่ ๓ มีนาคมให้ ๑๐ สถาบัน การเงินเพิ่มทุน ขณะที่สั่งให้ ๑๐ สถาบันการเงินเพิ่มทุน เอากองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินอุดหนุนเข้าไปช่วย ๑๐ สถาบันการเงินด้วยการไปฝากเงิน ด้วยการรับรองตั๋วเงิน ด้วยการรับแลกตั๋วเงิน ทุกอย่างสารพัดเข้าไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ อยู่ไม่ไหวก็สั่งปิด ๑๖ สถาบันการเงิน วันที่ปิด ๑๖ สถาบันการเงิน ผมขออภัยที่จะไม่เอ่ยชื่อเขาเพราะระยะเวลามันเลยมาแล้ว วันที่ปิด ๑๖ สถาบันการเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหมดเข้าไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และนายกรัฐมนตรีขณะนั้นประกาศว่าจบสิ้นแล้ว ปัญหาเมืองไทย จบสิ้นแล้วครับ จะไม่มีแห่งที่ ๑๗ อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ได้ประกาศว่าจะไม่มีแห่งที่ ๑๗ ได้ใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปช่วยสถาบันการเงิน ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ๔๐ กว่าแห่ง หมดเข้าไปอีก ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในลักษณะ ที่ให้กู้ยืมเงิน ให้เพิ่มทุน ให้ช่วยเหลือโดยไม่มีหลักประกัน โดยไม่มีหลักประกันมั่นคง จนสุดท้ายวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ก็ได้มาปิดอีก ๔๒ สถาบันการเงิน กลายเป็น ๔๘ สถาบันการเงิน ล้วนแล้วเกิดขึ้นก่อนที่พวกผมมาทั้งนั้นครับ และภาระทั้งหมด เมื่อสถาบันการเงิน ๔๐ กว่าแห่งถูกปิดเราเข้าไอเอ็มเอฟไปเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ไอเอ็มเอฟ ก็มองประเทศไทยว่าการที่จะให้ประเทศไทยกู้เงินช่วยเหลือประเทศไทย ประเทศไทย ทำอย่างไรกับ ๕๘ สถาบันการเงินที่ถูกปิดไปแล้ว เพราะฉะนั้น ๕๘ สถาบันการเงินที่ถูกปิด เพราะความผิดของรัฐบาล ความผิดของกระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้นจะเปิดได้กี่แห่ง ห้ามกระทรวงการคลังเข้าไปยุ่งเกี่ยว จะต้องเป็นอำนาจของคณะกรรมการพิเศษที่มีสิทธิ เด็ดขาดมาพิจารณา ห้ามกระทรวงการคลังเข้าไปดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างข้อตกลงของ ไอเอ็มเอฟก็เป็นข้อกำหนดว่ารัฐบาลไทยจะต้องตั้งคณะกรรมการ ปรส. คือคณะกรรมการ ปฏิรูประบบสถาบันการเงินขึ้นมาให้มีอำนาจเด็ดขาด ๒ อย่าง

ประการแรก คือมาพิจารณาว่า ๕๘ สถาบันที่ถูกปิดไปนี้เปิดได้กี่แห่ง ปิดชั่วคราวกี่แห่ง หรือปิดถาวรกี่แห่ง

ประการที่ ๒ เมื่อปิดแล้วสถาบันที่ถูกปิดทั้งหมดนี้ให้ ปรส. เป็นผู้ชำระบัญชี การที่ ปรส. ชำระบัญชีมีข้อห้ามไม่ให้กระทรวงการคลัง แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องด้วยเลย วิธีการจัดการกองทรัพย์สิน วิธีการขาย วิธีการทำกองทรัพย์สิน ทั้งหมดห้ามกระทรวงเข้าไปเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ปรส. ขึ้นเมื่อไรครับ ก็การไปรับคำจากไอเอ็มเอฟในการตั้ง ปรส. นี้ก็ด้วยรัฐบาลก่อนพรรคประชาธิปัตย์มา เหมือนกัน ขณะนั้นวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลขณะนั้นนำเรื่องเข้า ครม. มีพระราชกำหนด ออกมาตั้ง ปรส. ตั้ง ปรส. พร้อมกับมีคำสั่งตั้งประธาน ปรส. และเลขาธิการ ปรส. ไว้เสร็จ เรียบร้อยหมดแล้วก่อนพวกผมมา พวกผมมาวันที่ ๑๔ พฤศจิกายนนะครับ แล้วขณะนั้น ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็รู้สึกจะเป็นท่านโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ที่เข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และคนที่นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี อยู่ในรัฐบาลขณะที่ตั้ง ปรส. คือ พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ท่านอยู่ด้วยครับ เพื่อความเป็นธรรมแก่ท่าน วันที่เข้าไอเอ็มเอฟท่านไม่ได้อยู่ แต่ ณ วันที่ตั้ง ปรส. อยู่แล้ว ท่านมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีแล้ว ปรส. เข้ามา ประธาน ปรส. คุณอมเรศ ศิลาอ่อน มีกำหนดว่าถ้ามาก่อนพรรคประชาธิปัตย์มา มีกำหนดว่าจะต้องมาพิสูจน์ มาพิจารณาว่า ๕๘ สถาบันการเงินที่ปิดไปนี่จะอนุญาตให้เปิดได้เพียงแค่กี่แห่ง จะฟื้นฟูได้กี่แห่ง จะต้อง ปิดถาวรกี่แห่ง ก่อนที่พวกผมมาเขาก็มีกำหนดอยู่แล้วว่า ปรส. จะมีประกาศเรื่องสถาบันการเงิน ที่ถูกปิดในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๐ ถ้าพวกผมมาวันที่ ๑๔ วันที่ ๘ ธันวาคมก็อีก ๑๐ กว่าวัน หลังจากที่พวกผมมา เป็นอำนาจโดยเด็ดขาดทั้งสิ้นของ ปรส. ห้ามกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้ามาเกี่ยวข้องเลยในเรื่องการพิจารณา พวกผมมาถึง วันที่ ๘ ธันวาคม ยังกะฟ้าผ่านะครับ วันนั้นทราบว่า ปรส. ที่รัฐบาลก่อนหน้าพวกผม ตั้งมาแล้ว ใน ๕๘ สถาบันการเงินท่านมีคำสั่งให้ปิดถาวร ๕๖ แห่ง เหลือเพียงแค่ ๒ แห่ง ที่ยังเปิดได้ ๒ แห่งรู้สึกอันหนึ่งก็เกียรตินาคิน อันหนึ่งก็ธนชาต หรืออะไรนี่ปัจจุบันนี้ ๕๖ แห่งต้องถูกปิดถาวร ๕๖ แห่งที่ถูกปิดเหล่านี้มีสินทรัพย์อยู่ประมาณ ๑ ล้านล้านบาท สินทรัพย์คือบัญชีหนี้เน่าทั้งหมดที่สถาบันการเงินเหล่านี้ปล่อยออกไป แล้วเมื่อ ปรส. เข้ามาถึงก็มายึดสินทรัพย์เหล่านี้ บัญชีหนี้เน่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีทรัพย์สินหลักประกันอยู่แค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท การจะบังคับเอาหนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาขายได้เท่าไร คนซื้อเขาก็จะมองว่า มีทรัพย์สินจริง ๆ เท่าไร นี่คือปัญหาของ ปรส.

สุดท้ายท่านประธานครับ จำเป็นจะต้องพูดให้ชัดเจนตรงนี้ละครับว่ากองทุน ๕๘ สถาบัน ๕๖ สถาบันการเงิน รวมทั้งธนาคารที่ถูกปิดทั้งหมดมีสินทรัพย์ที่เน่าอยู่ทั้งหมด ประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้อยู่ใน ปรส. ทั้งหมด อยู่ในขั้นตอนของการบังคับคดีของกรมบังคับคดีแล้วประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เช่น ที่ดินรัชดาภิเษกที่คุณหญิงท่านหนึ่งไปซื้อเอาไว้จนมีปัญหา ติดต่อมา เช่น ที่ดินที่ช่อง ๙ ไปซื้อเอาไว้จนกระทั่งบัดนี้ ตรงนั้นสุดท้ายกรมบังคับคดี มีทรัพย์สินอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนที่มาตกที่ ปรส. จริง ๆ ตัวเลขอยู่ที่ ประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปอยู่ที่ บสท. ที่เป็นผู้ดำเนินการ ปรส. มีสินทรัพย์อยู่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปรส. ปิดแล้ว ปิดไปในสมัยที่ท่านรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลท่านทักษิณนี่ละครับ ขายสินทรัพย์ไปเสร็จเรียบร้อย ขายได้เท่าไรครับ ขายไปได้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมทั้งส่วนที่อยู่ที่ ปรส. รวมแล้วเป็น ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใน ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขายได้ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขายไปได้ ๓๓ เปอร์เซ็นต์กว่าครับ ๓๓ เปอร์เซ็นต์กว่าทั้งหมดนี้ละคือเงินหนี้ของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่มีเหลืออยู่ที่เป็นปัญหา ณ วันนี้ นี่คือสิ่งที่ เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนทั้งหมด คำว่า ปรส. ก็ถูกยกมาโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ตลอดมา ว่าพรรคประชาธิปัตย์ตั้ง ปรส. เป็นความเท็จ พรรคประชาธิปัตย์รู้เห็นกับการจัดการทรัพย์สิน ของ ปรส. เป็นความเท็จ ปรส. ตั้งในขณะที่รัฐบาลพลเอก ชวลิต ขณะที่คุณทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรี อยู่ ปรส. ตั้งขึ้นวันที่ ๒๕ ตุลาคม ณ วันที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล คนที่นำเป็นพระราชกำหนดเข้า ครม. วันที่ ๒๘ ตุลาคมก็คือคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีในสมัยของรัฐบาลท่านพลเอก ชวลิต ที่มีพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่อีกท่านหนึ่ง ท่านประธานครับ เรื่อง ปรส. เพื่อความชัดเจนตรงนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ตั้ง ปรส. การจัดการกองทรัพย์สิน การเลือกกองทรัพย์สิน การขาย กองทรัพย์สินจัดการอย่างไร กระทรวงการคลังไม่มีอำนาจทั้งสิ้นเลย วันที่ ๘ ปรส. มีมติ ปิด ๕๖ สถาบันการเงินถาวรและวันนั้นท่านประธาน ปรส. ลาออก เลขาธิการ ปรส. ก็ลาออกทันที พวกผมมาก็รักษาการเลขาธิการ แต่พวกผมที่กระทรวงการคลังจะไปยุ่งเกี่ยว อะไรกับ ปรส. ไม่ได้ เราถามไปเลย เพราะบางอย่าง เขาก็ยังมีความรู้สึกเหมือนกับ ปรส. ถาม เพราะฉะนั้นใครจะโกรธ ปรส. เรื่องจัดการทรัพย์สินเรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่ควรจะมาโกรธ พรรคประชาธิปัตย์ แต่อำนาจของ ปรส. ทั้งหมดที่เป็นอยู่ขณะนี้ ด้วยกฎหมายพระราชกำหนด ที่รัฐบาลก่อนพรรคประชาธิปัตย์นั่นละครับออกมา และเป็นคนที่ตั้งมา เพราะฉะนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็น่าจะต้องไปเปิดดูพระราชบัญญัติ ปรส. พระราชกำหนดต่าง ๆ พระราชบัญญัติว่าตั้งขึ้นเมื่อไร อย่างไร ท่านประธานครับ ข้อที่อยากจะให้ชัดเจนอยู่ขณะนี้ ก็คือการจัดการ ปรส. ทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจ อำนาจของ ปรส. ทั้งหมดจะถูกจะผิดอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กำหนดขึ้น คือรัฐบาลก่อนพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดกำหนดขึ้นที่พรรคประชาธิปัตย์ พวกผมจะต้องทำ ตามข้อกำหนดนั้นเอง ข้อ ๒ หนี้ที่เกิดขึ้นใน ๕๖ สถาบันการเงิน หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั้งหมดประมาณ ๑ ล้านกว่าล้านบาท ไม่ใช่พวกผมปล่อย เกิดขึ้นก่อนพวกผมมา มันเป็นหนี้เน่าที่แทบจะทำให้ประเทศไทย ต้องล้มละลาย เป็นปัญหาที่พวกผมต้องมาสาง ๑,๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับอยู่ที่กรมบังคับคดี อีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ที่ บสท. มาอยู่ที่ ปรส. จริง ๆ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาขายออกไปได้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๓ เปอร์เซ็นต์ คือ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขายได้ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เอา ๑,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาขายได้เพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่บิดเบือน ซึ่งผมพยายามชี้แจงตลอดมา ชี้แจงตั้งแต่รัฐบาล ๔ รัฐบาลที่ผ่านมา ท่านเข้าใจ แต่ก็แกล้งทำไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาด่าพรรคประชาธิปัตย์ ถ้านอกจาก เรื่องเหล่านี้ท่านประธานครับ เรื่องกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อันนี้ผมเห็นด้วยที่ออกพระราชกำหนดนี้ ผมขอเรียนท่านประธาน ไม่กลัวว่าใครในพรรคประชาธิปัตย์ จะโกรธผม ตอนที่เซ็นส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยับยั้งเรื่องพระราชกำหนด เรื่องกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมคนหนึ่งไม่เซ็นครับ ไม่เซ็นเพราะผมเข้าใจดีว่า ปัญหาประเทศชาติ ณ ขณะนี้คืออะไรครับ เงินประมาณ ๑ ล้านกว่าล้านบาทของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ณ ขณะนี้รัฐบาลจากธนาคารแห่งประเทศไทย มาอยู่ที่กระทรวงการคลัง รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกสัญญา ออกไปแค่ ๒ ครั้งกับ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลท่านดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ออกตั๋วเงินทั้งหมดนี้มา ใน ๑ ล้านกว่าล้านบาททั้งหมดมาอยู่นี้ วันนี้ต้องใช้ดอกเบี้ยอยู่ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี ในที่ประชุมกรรมาธิการผมได้ย้ำตลอดเวลาว่าหายนะของ ประเทศไทยโปรดรู้นะครับ วันนี้เราจะมีก็ประมาณ ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แต่เรามีดอกเบี้ยที่ต้องชำระในปีที่แล้วทั้งหมด ๑๗๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน วันนี้งบประมาณประเทศไทยต้องไปจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยปีหนึ่ง ๆ ๑๗๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท และมาปี ๒๕๕๕ นี้ เป็น ๑๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีหน้าก็อาจจะรวมกันประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นภาระที่ไปอยู่ที่งบประมาณ ไปอยู่ที่ภาระดอกเบี้ย มันทำให้ ประเทศชาติไม่มีเงินที่ไปจ่ายงบประมาณ ไม่มีเงินที่ไปตั้งเป็นงบลงทุนทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ปีที่แล้วประเทศไทยมีงบลงทุนเพียงแค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์มีอำนาจ การเบิกจ่ายเพียงแค่ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ จ่ายจริงอยู่แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ประเทศไทย อยู่ในฐานะบัดซบขนาดนี้แล้วครับท่านประธาน เรากำลังจะแย่อยู่ขณะนี้ เพราะฉะนั้น ใครจะมาแก้อย่างไรก็ตาม ก็แล้วแต่ แต่ต้องทราบสถานะที่แท้จริง และที่ประเทศไทยวันนี้ดอกเบี้ยปีหนึ่งตกเข้าไป ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ใครทำ เกิดขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อไร อย่างไร วันนี้ป่วยการที่เราจะไปโยนความผิดให้ใคร แต่ความผิดซึ่งหน้า ข้อเท็จจริงซึ่งหน้าเป็นเรื่องที่เราต้องการแก้ไข เพราะฉะนั้นส่วนตัวผมเห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยที่จะได้โอนเงินเพื่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตรงนี้ จากกระทรวงการคลังไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อรับภาระดอกเบี้ยปีหนึ่งประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทตรงนี้ไว้ แต่ต้องไม่ลืมว่าหนี้ของชาติมันคือหนี้ของชาติครับ มันจะอยู่ ที่กระทรวงการคลังมันก็เป็นหนี้ของชาติ มันจะไปอยู่ที่แบงก์ชาติมันก็เป็นหนี้ของชาติ ไม่ใช่ ไปอยู่ที่แบงก์ชาติแล้วหนี้ประเทศไทยลดไป ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่ใช่ และจริงอยู่ ไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบในดอกเบี้ย แต่ส่วนหนึ่ง รายได้ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เคยส่งกระทรวงการคลังเขาก็ไม่ต้องส่ง มันก็เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มันเป็นปัญหาผ่านมา ผมพูดตอนนี้ทั้งหมดก็เหลือเวลาอยู่แค่นิดหน่อยครับ จริง ๆ แล้วผมควรจะมีเวลาสัก ๑ ชั่วโมง เล่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งหมด แต่รู้สึกว่า คนไทยเรา สังคมเราลืมง่าย ลืมง่ายและบิดเบือนง่าย พวกผมทุกข์ระกำลำบากอยู่ตั้งแต่ ๑๔ พฤศจิกายน จนถึง ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๔ ทั้งวันทั้งคืนทำงานอยู่อย่างนี้ แต่พอเปลี่ยน รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลไทยรักไทยพวกผมไม่มีสิทธิพูดอะไรแล้ว เอกสารทั้งหมดถูกเก็บหมด พวกผมไม่มีสิทธิที่จะชี้แจงอะไร สื่อทุกอย่างออกฝ่ายเดียว กล่าวฝ่ายเดียว และข้อบิดเบือน มันก็บิดเบือนตลอดมาในสภานี้ บิดเบือนมา ๑๕ ปีแล้วครับท่านประธาน ผมยังมีชีวิตอยู่ คุณธารินทร์ไม่อยู่แล้ว คุณพิสิษฐ์ไม่อยู่แล้ว ถ้าผมไม่พูดในวันนี้อีกวันหนึ่งประวัติศาสตร์ จะถูกบิดเบือนไปสิ้นเชิงและคนไทยก็จะลืม วันหนึ่งเปลี่ยนรัฐบาล ต่อไปวันหน้าเศรษฐกิจ ของประเทศชาติ ประวัติศาสตร์ในทางเศรษฐศาสตร์ของเราจะถูกบิดเบือนหมด ผมฝาก ท่านประธานไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกรุณาไปที่กระทรวงการคลัง รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่คุณนุกูล ประจวบเหมาะ เล่มนี้ละครับ ปกลงไว้ สปร. ทั้งหมด ๒๐๐ กว่าหน้าครับ ท่านไปดูเถอะครับ ท่านจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนท่านมา เกิดอะไรขึ้นก่อนพรรคประชาธิปัตย์มา และเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองหลังจากที่มีเล่มนี้ออกไป แล้วเมื่อผมมาอยู่ที่กระทรวงการคลัง เล่มนี้ปรากฏก็คือปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดของใคร ใครควรจะต้อง รับผิดชอบเป็นข้อบกพร่องของใคร กระทรวงการคลังแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผม ตั้งคณะกรรมการ ผมก็ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งคือ สปร. ๒ ขึ้นมาพิจารณาถึงข้อเท็จจริง อะไรที่เกิดขึ้น สปร. ๒ ทั้งหมดรายงานวันที่ผมออกมาจากกระทรวงการคลังด้วยการที่ถือวินัย เอกสารราชการผมไม่ถือออกมา อยู่คงไว้ที่กระทรวงการคลัง เอกสารทั้งหมดยังถูกยึดอยู่ ที่กระทรวงการคลัง ท่านไปดูสิครับว่า สปร. ๒ รายงานว่าอย่างไร ผมพิมพ์หนังสือไว้เล่มหนึ่ง แนวทางการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจไทยของรัฐบาลชวน ๒ เป็นเอกสารทั้งหมด ๒๐๐ กว่าหน้า สั่งไว้ขอให้ธนาคารออมสินลงทุนพิมพ์ไว้ รู้สึก ๒,๐๐๐ เล่ม สั่งให้คุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ เมื่อพวกผมไปแล้วส่งเอกสารทั้งหมดไปยังหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ไปทุกมหาวิทยาลัย ให้เขาได้เข้าใจข้อเท็จจริง แต่พอพวกผมพ้นมาเอกสารมันถูกทำลาย หายไปหมดเลยครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกลับมาดูสิครับยังอยู่ไหมเอกสารเช่นนี้ เอกสารในประวัติศาสตร์ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่กระทรวงการคลังทั้งหมดมีเรื่องอะไรบ้าง แค่ไหน ท่านควรจะรับรู้ก่อน ที่จะนำรัฐบาลนี้ไปถูกทาง ท่านประธานครับ ผมมีเวลาจำกัดเพียงแค่นี้ ขอขอบพระคุณครับ