ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ แนะนำการเปลี่ยนแปลงดุลยพินิจของศาลยุติธรรม โดยเรียกร้องให้ศาลเสนอร่างกฎหมายแก้ไขข้อขัดข้อง และเสนอแนะว่าในกรณีที่ไม่มีผู้บริหารที่สามารถทําการแทน ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดควรทําการแทนแทน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอาวุโสที่ไม่สามารถทําการแทนได้ และการแบ่งแยกคดีระหว่างคดีอาญาและคดีการเมือง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ในฐานะผู้ชี้แจง ต้องขอกราบขอบพระคุณสําหรับท่านสมาชิกที่กรุณาให้ข้อสังเกตมากมายสําหรับ ศาลยุติธรรม ผมเองคิดว่าในส่วนที่เป็นข้ออภิปรายเกี่ยวกับดุลยพินิจต่าง ๆ ในคดีความ ผมจะ ขออนุญาตเรียนตรง ๆ ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ท่านสมาชิกคงทราบดีว่าการใช้ดุลยพินิจ สั่งการ ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนก็ตาม ในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการย่อมมีทั้งผู้ที่ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ในช่องทางของฝ่ายตุลาการผมเรียนตรง ๆ ว่าการที่จะเปลี่ยนแปลง ดุลยพินิจอย่างนั้นมันมีระบบของมันและเป็นระบบที่เป็นสากลใช้กันทั่วโลก ก็คือว่าต้องใช้ ระบบการอุทธรณ์ฎีกาซึ่งแทบจะทุกเรื่องกฎหมายเปิดช่องให้อุทธรณ์ฎีกา เพราะฉะนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นสิ่งที่ทําได้ถ้าอยู่ในกรอบ ก็กราบเรียนเพื่อความเข้าใจนะครับ
ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายซึ่งมีหลายข้อด้วยกัน ผมเรียน ประเด็นแรกในเรื่องของตําแหน่งต่าง ๆ ที่อาจจะมีอยู่ที่สํานักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ในขณะนี้ ต้องกราบเรียนอย่างที่เรียนในตอนต้นนะครับว่าช่วงที่ผ่านมาพอท่านอธิบดี ผู้พิพากษาภาคมีภารกิจที่จะต้องทํางานด้านคดีมากขึ้น ทางศาลเองการแก้ไขกฎหมาย ในลักษณะอย่างนี้ใช้เวลา อย่างร่างกฎหมายฉบับนี้กว่าจะผ่านการรับรองทางฝ่ายรัฐบาล ใช้เวลาเป็นปีทางศาลก็ต้องแก้ไขข้อขัดข้องนะครับ ก็มีการตั้งตําแหน่งท่านผู้พิพากษาไป ช่วยเหลือท่านอธิบดีในการตรวจสํานวน ไปช่วยเพียงแค่ตรวจสํานวนนะครับ ซึ่งตําแหน่ง เหล่านี้เป็นตําแหน่งที่ทางกฎหมายระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการให้อํานาจ ก.ต. ที่จะทําได้ แต่ที่จะทําไม่ได้ก็คือท่านผู้พิพากษาที่ไปอยู่ตรงนี้ทําได้แค่ตรวจสํานวน จะไปนั่งพิจารณาคดี อย่างอธิบดีภาคอย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นที่ทางศาลต้องเสนอร่างกฎหมาย ฉบับนี้นะครับ
ที่มีข้ออภิปรายในลักษณะอาจจะเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทางสมาชิก ท่านกรุณาก็คือในเรื่องของว่ามีตําแหน่งบริหารแล้วจะมีการชี้นําอะไรกันต่าง ๆ นานา ผมกราบเรียนเลยว่าในระบบศาลก็เป็นหลักการว่าต้องใช้ระบบองค์คณะ นั่นหมายความว่า ท่านอธิบดีผู้พิพากษาท่านจะมีส่วนในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นแล้วก็มีบทบาทในการ ตัดสินคดีท่านต้องไปนั่งพิจารณาเป็นองค์คณะ ซึ่งในองค์คณะนั้นก็จะมีทั้งหมด ๓ ท่าน ก็คือ มีผู้พิพากษา ๒ ท่าน แล้วมีท่านอธิบดีอีก ๑ ท่าน แล้วท่านก็มีเพียงเสียงหนึ่งในการที่จะ ประชุมลงมติกัน ถ้าท่านไม่ไปนั่งพิจารณาท่านใช้อํานาจในลักษณะของการตรวจสํานวนท่าน จะไม่มีสิทธิที่จะไปลงนามในฐานะที่เป็นองค์คณะนะครับ อย่างมากท่านทําได้แค่เพียง ความเห็นแย้งครับ ซึ่งความเห็นแย้งก็จะเป็นประโยชน์กับคู่ความที่เป็นฝ่ายแพ้คดีเขาอาจจะ นําไปเป็นเหตุเป็นผลในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป
ประเด็นในเรื่องของร่างมาตรา ๔ ที่กําหนดให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็น ผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอํานาจก็เป็นความจําเป็นอย่างที่ผมกราบเรียนว่า ถ้ามีรองอธิบดี ผู้พิพากษาภาคเราก็อยากให้ท่านแบ่งเบาภาระของอธิบดีผู้พิพากษาภาค จึงจําเป็นต้อง กําหนดอย่างนี้ เพื่อให้ท่านไปนั่งพิจารณาได้ เพราะว่าถ้านั่งอยู่ที่สํานักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ไม่มีคดีมาฟ้องละครับ คดีอยู่ตามศาลจังหวัดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นต้องกําหนดว่าท่านเป็น ผู้พิพากษาคนหนึ่งละ แล้วท่านอธิบดีมอบหมาย ท่านก็ถึงจะไปนั่งพิจารณาในศาลนั้น ๆ ได้
แล้วก็ที่ให้อํานาจท่านตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๒) ก็ไม่มีอะไรครับ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๒) ระบุเพียงแค่ว่าให้ท่านมีอํานาจสั่งคําร้องคําขอที่ยื่นต่อท่าน เพราะฉะนั้น ถ้าท่านไปนั่งพิจารณาคดีในคดีใดคดีหนึ่ง แล้วมีการยื่นคําร้องคําขอท่านก็ต้องมีอํานาจที่จะ สั่งคําร้องคําขอนั้น ๆ ได้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้คงไปทําความเข้าใจในชั้นกรรมาธิการได้ครับ
แล้วอย่างที่ท่านสมาชิก ท่านสามารถ แก้วมีชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านกรุณา ถามว่าปัจจุบันระบบศาลยังสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือไม่ กราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รับแนวคิดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณา คดีของศาลแทบจะทั้งหมด แล้วก็นําไปบรรจุไว้ในมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญปีปัจจุบัน แล้วก็กราบเรียนเพื่อความสบายใจ แต่ว่าต่อให้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่เขียนเอาไว้ หลักการใดที่เป็นหลักการสากลและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทางศาลยุติธรรมพร้อมที่จะ ดําเนินการ
ประเด็นของท่านอรรถวิชช์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามที่ท่านถามเกี่ยวกับคดี การเมือง จริง ๆ แล้วผมเองก็อาจจะไม่สันทัดนัก แต่เท่าที่จําความได้ จะมีนิยามอยู่เฉพาะ ในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่านั้นเองที่เขาเขียนถึงคดีการเมือง ในระบบกฎหมายอาญาคดีอาญาที่เราดําเนินการในประเทศนั้นไม่มีการแบ่งแยกว่าคดีใดเป็น คดีการเมือง แล้วก็ในกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างนั้นคดีการเมืองเขาก็นิยามว่าถ้ามี มูลเหตุจูงใจทางการเมืองก็เป็นคดีการเมือง แต่ก็มีข้อยกเว้นว่าถ้าไปเกิดทําความเสียหาย ทําลายผู้บริสุทธิ์อะไรต่าง ๆ นานาก็เป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ถือเป็นคดีการเมือง อันนั้นก็เป็น เรื่องระบบของระหว่างประเทศเขา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกฎหมายภายในของเรา
ส่วนประเด็นที่ว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ พ. อาวุโสทําการแทนไม่ได้ใช่ไหมครับ พ. ประจําศาล เรียนว่าอันนี้เป็นที่มาจากแนวคิดตอนที่ทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ ท่านครับ ว่าตอนนั้นที่ท่านสามารถ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านบอกว่าใน ส.ส.ร. เองบอกว่า น่าจะให้ผู้พิพากษาที่มีอายุเกิน ๖๐ ปีนี้อยู่ต่อนะครับ เพราะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพแล้วก็มี ประสบการณ์ อยู่ได้จนถึงอายุ ๗๐ ปี ก็มีข้อทักท้วงว่าท่านเหล่านี้น่าจะให้ทําเฉพาะคดี อย่าให้ไปทํางานบริหารเลยอะไรทํานองนั้น ก็เป็นที่ยอมรับกันในตอนที่ทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ และพอมาเขียนกฎหมายลูกเหล่านี้เราก็ต้องเขียนข้อจํากัดอย่างนี้ครับ ท่านครับ ว่า พ. อาวุโสจะไปเป็นผู้บริหารไม่ได้ จะไปเป็น ก.ต. ก.บ.ศ. ไม่ได้ แล้วก็เลยเถิด ไปถึงว่าเป็นผู้ทําการแทนก็ไม่ได้นะครับ ก็เป็นแนวคิดที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งถ้าอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าทางศาลเองก็คงรับข้อสังเกตไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าเป็นประโยชน์อย่างไรก็อาจจะมีการนําเสนอในภายหลังนะครับ ส่วนพอประจําศาลก็เป็น ที่ทราบดีว่าเป็นผู้พิพากษาที่เพิ่งเข้ามาในช่วง ๓ ปีแรกนะครับ ซึ่งท่านต้องมีภารกิจในเรื่อง ของการฝึกปฏิบัติอะไรต่าง ๆ นานา ท่านคงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารในระยะนั้น ซึ่งในทางปฏิบัติผมกราบเรียนว่า ถ้าท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาคท่านปฏิบัติไม่ได้และไม่มี รองอธิบดีคนไหนที่สามารถปฏิบัติได้ ส่วนใหญ่แล้วท่านประธานจะสั่งการให้ท่านผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่นั้น อย่างสมมุติจังหวัดนครราชสีมาก็อาจจะสั่งให้ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งท่านคงมีอาวุโสสูงสุดในจังหวัดทําหน้าที่แทนนะครับ ซึ่งก็ ไม่เกิดข้อขัดข้องอะไรครับ ขออนุญาตกราบเรียนทําความชี้แจงครับ