อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องนิติรัฐของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการมองคดีการเมือง และเรียกร้องให้คณะกรรมการศาลฎีกาคิดถึงมาตรฐานในการพิจารณาคดีการเมือง และยังหารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องการตั้งรองอธิบดีผู้พิพากษา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ตอนแรกตั้งใจว่าเราจะเข้าสู่ประเด็นในตัวร่างเลย แต่ว่าฟังผู้อภิปรายหลายท่านได้ทําการ ฝากหลายเรื่องไว้กับทางศาลฎีกา ผมเปิดดูเรื่องฝากก่อนครับ คือเรื่องนิติรัฐ ผมเป็นห่วงเรื่อง ของนิติรัฐของประเทศไทยมาก โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองไม่มีความสงบแบบนี้ มีประเด็นครับ นั่นคือเรื่องของการมองคดีการเมืองอย่างไร ว่าแบบไหนเป็นคดีการเมือง ผมก็อยากจะฝาก ประเด็นนี้นะครับว่า น่าสนใจครับว่าทางศาลฎีกาน่าจะมีการประชุมพิจารณาเรื่องนี้กัน ทีเดียวว่า แค่ไหน เพียงใด คดีการเมืองครับท่านประธานมีอยู่คดีหนึ่งเพิ่งตัดสินกันไป ไม่นานนี้เอง คดียิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม ปรากฏว่าศาลสั่งจําคุก ๓๘ ปี ซึ่งแน่นอน หลังจากศาลสั่งจําคุกก็ไปอยู่ที่ราชทัณฑ์ ส่วนราชทัณฑ์จะใช้วิธีกี่มาตรฐานนั่นก็เป็นอีกเรื่อง ของราชทัณฑ์ที่ขึ้นโดยตรงกับรัฐบาลนะครับ แต่ว่าคดีการเมืองจะเริ่มเข้าสู่การพิจารณาของ ท่านเป็นระยะ ๆ ท่านมองอย่างไรครับ อย่างคดียิงอาร์พีจีที่ตัดสินไปแล้ว ศาลฎีกามองเรื่องนี้ เป็นคดีการเมืองหรือไม่ อย่างไร เพราะเป็นคดีที่มุ่งประทุษร้ายครับ ต่อคน ต่อทรัพย์สินของ ทางราชการโดยตรง ท่านมองเรื่องนี้เป็นหรือเปล่า สําหรับผมเองผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็น คดีการเมืองครับ เพราะเป็นการยิง ฆ่า ใช้ระเบิด แบบนี้เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้น่าศึกษานะครับว่า มากน้อยแค่ไหน เพียงใด เพราะว่าถ้ามาตรฐานตรงนี้ไม่ถูกตั้งไว้ได้อย่างถูกต้องแล้ว นิติรัฐ ของบ้านเราก็จะถูกเบี่ยงเบนไปครับ วันนี้เรามีคณะกรรมการ คอป. ที่มีท่านอาจารย์คณิต ณ นคร นั่งเป็นประธาน ก็เป็นคณะกรรมการคนกลางที่ตั้งขึ้น แล้ว คอป. ก็ให้ความเห็นครับว่า คดีการเมืองพูดง่าย ๆ ก็คือว่าควรจะมีสิทธิพิเศษ เช่น คุกก็น่าจะเป็นคุกที่ถูกแยกออกมา ต่างหาก การประกันตัวก็น่าจะให้มีการประกันตัวเป็นพิเศษต่างหาก ผมก็เห็นด้วยกับ คอป. ครับ แต่ผมก็ร้องถาม คอป. เหมือนกันว่า อย่างคดียิงวัดพระแก้วที่โทษจําคุก ๓๘ ปี อย่างนี้ คดีการเมืองหรือเปล่า แล้ววันนี้ผมก็ย้อนถามทางศาลฎีกาครับ ด้วยความเคารพว่าคดีอย่างนี้ ท่านมองแบบไหนครับ และอีกหน่อยท่านจะต้องเจอแบบนี้อีกเยอะทีเดียวในคดีการเมืองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นเป็นเรื่องที่ฝากแล้วก็อดพูดไม่ได้ในตอนต้นครับ แต่ถ้ามาลง เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับนี้ หลักการ เห็นด้วยครับ แต่มีรายละเอียดบางประการที่อยากจะขอแสดงความเห็น เห็นแย้งครับ เอาอย่างนี้ก่อนนะครับ ต้องเรียนว่า การแก้ไขกฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับนี้ เพื่อให้มีตําแหน่งที่เขาเรียกว่าเป็นระดับรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ทุกวันนี้มีอธิบดีผู้พิพากษา ภาคอยู่ ๙ ภาคด้วยกัน แล้วถ้าความรู้ผมอันจํากัดก็คือว่า เวลาที่ผู้พิพากษาจะต้องนั่งองค์คณะ แล้วจะต้องทําการพิพากษาในคดีที่ภาคนั้นมองว่าเป็น คดีพิเศษคดีสําคัญ จะต้องส่งคดีตอนที่เขาเรียกว่าเขียนคําพิพากษาส่งไปให้กับท่านอธิบดี ผู้พิพากษาภาคทําการอ่านก่อนเฉพาะในคดีใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านอธิบดีได้อ่านแล้ว ปรากฏว่าเรื่องมันเยอะครับ เพราะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นถ้าภาคนั้นกําหนดว่าเป็นคดีพิเศษ หรือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต้องส่งให้ท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาคอ่านหมด ซึ่งเข้าใจว่า ทุกวันนี้ท่านก็มอบหมายให้หัวหน้าผู้พิพากษาประจําสํานักงานอธิบดีศาล ถ้าผมกล่าวผิดต้อง ขอประทานอภัยแต่เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น คราวนี้พอมันเยอะมากท่านก็ต้องการที่จะแต่งตั้ง รองอธิบดีภาคขึ้นมา พูดง่าย ๆ คือ ๑. ช่วยตรวจการคําพิพากษาก่อนจะออกไปสําหรับศาล ชั้นต้นที่มีจํานวนมากและเป็นคดีสําคัญในคดีผมเข้าใจแบบนั้นครับ เห็นด้วยโดยหลักการไม่มี ปัญหาเลย แต่ที่ผมมีปัญหาก็คือเวลาอย่างนี้ในมาตรา ๑๓ ท่านบอกว่าถ้าตําแหน่งอธิบดี ผู้พิพากษาว่างลง หรือเมื่อตําแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้รองอธิบดีผู้พิพากษา กระทําการแทน และท่านก็ต่อท้ายว่าถ้ามีหลายคนเอาคนอาวุโสสูงสุดดําเนินการไปก่อน แล้วท่านก็ต่ออีกครับ ในกรณีที่ไม่มีผู้กระทําการแทนให้ประธานศาลฎีกาสั่งเลยว่าเอาคนไหน แต่ที่ผมติดใจคือท่านไปพูดตอนหลัง ท่านห้ามผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจําศาล เป็นผู้กระทําการแทนในตําแหน่ง ผมก็เลยติดใจครับ ผู้พิพากษาอาวุโสคือใครครับ จากความรู้ความเข้าใจผมก็คือผู้พิพากษาที่อายุเกิน ๖๐ ปี เพราะเดี๋ยวนี้ผู้พิพากษาเกษียณ ๗๐ ปี คนที่เขาให้อยู่ต่อได้คือพูดง่าย ๆ เกษียณ ๖๐ ปีแล้วเป็นผู้พิพากษาอาวุโสก็จะกลับมา นั่งในตําแหน่งที่เป็นบริหารไม่ได้ คําว่า ผู้พิพากษาประจําศาล คือใครครับ ก็พูดง่าย ๆ คือถ้า ท่านสอบได้เป็นผู้ช่วย เป็นผู้ช่วยเสร็จแล้วเป็นผู้พิพากษาประจําศาล ผมพูดด้วยความเคารพครับ คือผู้พิพากษาอาวุโสมาก ๆ พูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก ผู้พิพากษาเด็กกับผู้พิพากษาแก่ก็แล้วกันครับ ผมพูดง่าย ๆ ท่านไม่ให้กระทําการแทนในตําแหน่งนี้ ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ เพราะว่า เราไม่ได้พูดถึงการแต่งตั้งผู้พิพากษานายนี้ไปเป็นรองอธิบดี เรากําลังพูดถึงว่าให้ ผู้พิพากษานายนี้กระทําการแทนในตําแหน่งนี้ และแน่นอนครับท่านประธานศาลฎีกา ก็สามารถจะมอบหมายเป็นครั้งคราวได้เช่นเดียวกัน ผมก็เลยไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะว่า ถ้าท่านไปบีบเอาเฉพาะแต่ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจําศาลก็จะหนีไม่พ้นว่า ผู้พิพากษาจะต้องมาโดยตรงจากศาลฎีกาด้วยความเคารพครับ ก็จะเป็นผู้พิพากษาผู้ใหญ่ เท่านั้น ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วในการพิจารณาอรรถคดีต้องยอมรับว่าศาลแต่ละท่านก็มีดุลยพินิจ ที่เท่าเทียมกัน เพียงแต่วันนี้มีการแต่งตั้งในระดับปฏิบัติการ เป็นอธิบดี รองอธิบดีก็ว่ากันไป นี่เป็นสิ่งที่ตัวผมเองนั้นเห็นต่างกับท่านเลยครับ ในส่วนของมาตรา ๓ ที่แก้ไขมาตรา ๑๓ ในวงเล็บสุดท้ายที่จํากัดในการทําแทนรองอธิบดีเฉพาะแต่ผู้พิพากษาอาวุโสกับผู้พิพากษา ประจําศาลที่ยกเว้นคนกลุ่มนี้ไม่ได้ คือแก่มากไปกับเด็กมากไปไม่ได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้อาจจะ เป็นเรื่องที่ผมเห็นแย้งครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่ามันเป็นการกระทําแทนมันไม่ใช่เป็นการตั้งเขา เป็นรองอธิบดี ก็ขอฝากประเด็นนี้เอาไว้เพราะว่าในการพิจารณาในวาระที่สอง ต่อไปที่จะต้อง มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ขอฝากประเด็นนี้ไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ