สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยแสดงความเห็นเห็นด้วยในบางส่วน และอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างความยุติธรรมกับเสียงข้างมาก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนักโทษการเมืองและคดีการเมือง โดยอธิบายว่า คดีการเมืองคือคดีที่ล้มล้างอํานาจรัฐและไม่ใช่คดีที่มีเจตนาไปต่อบุคคล และอธิบายกรณีที่ศาลปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย และอธิบายว่าศาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานในการปล่อยตัว และอาจทำให้สถาบันศาลเสียหาย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริง ผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปราย แต่เดิมก็ไม่ตั้งใจจะอภิปรายละครับ แต่ว่าได้ฟังเพื่อนสมาชิก หลายท่านอภิปรายก็ขอแสดงความคิดเห็นไว้ ณ ที่นี้ด้วยก็แล้วกันท่านประธานครับ กระผม เห็นด้วยนะครับกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ฉบับนี้นะครับ ซึ่งเป็นการแก้ไขโดยเพิ่มเติมตําแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค และแก้ไข เพิ่มเติมอํานาจของอธิบดีผู้พิพากษาภาคและรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค อันนี้ไม่มีปัญหานะครับ คิดว่าสมาชิกหลายท่านก็คงไม่มีข้อโต้แย้ง ผมฟังหลายท่านก็เห็นด้วยทั้งสิ้นนะครับ แต่ว่าท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ หลายท่าน ได้อภิปรายถึงความยุติธรรมโดยอาจจะเลยเถิดไปถึงกล่าวอ้างว่ามีกระบวนการยุติธรรมหรือ ความยุติธรรม ๒ หรือ ๓ มาตรฐานในประเทศนี้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าไม่ได้แสดงความเห็นไว้ตาม สมควรก็อาจจะทําให้ตุลาการหรือกระบวนการของศาลได้รับความกระทบกระเทือนตาม สมควร แล้วก็สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าบางครั้งท่านเองซึ่งอยู่ในกระบวนการของกระบวนการ ยุติธรรมก็ไม่ถนัดที่จะพูดในประเด็นเหล่านี้ เพราะอาจจะเกี่ยวเนื่องกับการเมืองด้วยประการหนึ่ง เป็นหน้าที่ที่พวกผมต้องแสดงความคิดเห็นไว้ ก็ต้องเรียนท่านประธานในเริ่มต้นนี้ครับว่า ความยุติธรรมมันแล้วแต่คนมองนะครับ ทุกสิ่งมันแล้วแต่คนมองทั้งสิ้นละครับ เพราะว่า เราเข้าไปมีส่วนได้เสียและเกี่ยวข้องด้วย มันเลยมีคําที่เขาบอกว่าสองคนยลตามช่อง ท่านประธานครับ คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนหนึ่งตาแหลมคม ก็มองเห็นแสงดาวอยู่พราวพราย แล้วแต่ว่า ใครจะมองเห็นสิ่งนั้นว่าเป็นอย่างไรตามเจตนาคติของแต่ละคน แต่ผมเรียนท่านประธาน ตรงนี้เลยนะครับว่านอกจากการแก้ไขกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมแล้ว ตัวของ ผู้พิพากษาเองก็มีส่วนสําคัญยิ่งในการอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะผมเชื่อมั่นครับว่าประเทศนี้มีกระบวนการยุติธรรมมาตรฐานเดียว และผมเชื่ออย่างนี้ มาตลอด และผมจะเชื่อในอนาคตด้วยว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีความยุติธรรมมาตรฐาน เดียวนะครับ ไม่ได้มีกระบวนการยุติธรรม ๒ มาตรฐาน เพียงแต่ว่าเราอาจจะมองต่างมุมกัน เพราะเรามีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากคําวินิจฉัยของศาล อันนี้ก็ว่ากัน ผมคิดว่า ตุลาการในประเทศนี้เป็นตุลาการที่มีความเยี่ยมยอด ยอดเยี่ยมประการหนึ่งสําหรับประเทศนี้ ก็คือตุลาการในประเทศไทยครับเป็นมืออาชีพทั้งสิ้น ผิดกับตุลาการในประเทศอื่น ท่านประธานต้องเห็นด้วยกับกระผมครับว่าในโลกนี้ทุกประเทศผมคิดว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในโลกนี้เขายอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ผมไม่เห็นประเทศไหนที่มาชี้หน้า บอกว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีครับ ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก ท่านสมาชิกหลายท่านก็ยืนยันในประเด็นนี้ แล้วนะครับ เพราะว่าผู้พิพากษาของเราเป็นผู้พิพากษาอาชีพ ได้รับการกลั่นกรอง ได้รับ การฝึกอบรมมาเป็นพิเศษเป็นอย่างดีนะครับ เป็นมืออาชีพครับ เพราะฉะนั้นการอํานวย ความยุติธรรมให้กับประชาชนผมคิดว่าประสบการณ์ของตุลาการในประเทศนี้เป็นที่ยอมรับว่า ท่านเป็นมืออาชีพ แต่ว่าเรากําลังสับสนในเรื่องของเสียงข้างมากกับความยุติธรรม อันนี้คือ สิ่งที่เราสับสนกันมากครับ ท่านประธานจะเห็นว่าเวลาพูดถึงความยุติธรรม คนส่วนหนึ่ง ก็บอกว่าเขาถืออํานาจของเสียงข้างมากของประชาชนเข้ามา เสียงข้างมากบอกว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นศาลก็ควรจะตัดสินตามเสียงข้างมาก อันนี้เราเข้าใจผิดกันลึกมากครับและไม่มีใครในประเทศนี้อรรถาธิบายความแตกต่างระหว่าง ความยุติธรรมกับเสียงข้างมาก ท่านประธานครับถ้าเราต้องการความยุติธรรมเราใช้คน ข้างมากตัดสินเรียกร้องความยุติธรรมได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ ต่อให้คน ๖๐ ล้านคนบอกว่าคน คนนี้ไม่ได้กระทําความผิด ไม่ควรเอาตัวเขาไปประหารชีวิต แต่ผู้พิพากษาเพียง ๒ นาย ๓ นายเท่านั้นครับมีสิทธิที่จะประหารชีวิตของคนใดคนหนึ่งก็ได้ในประเทศนี้ ผมก็ถูก ประหารชีวิตได้ถ้าผู้พิพากษา ๓ นายเห็นว่าผมมีความผิด ต่อให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังผม ๑๐ ล้านคนบอกผมไม่ผิดก็ไม่สามารถไปลบล้างคําพิพากษาได้ครับ เพราะฉะนั้นเราต้อง เข้าใจตั้งแต่เบื้องต้นครับว่าเสียงข้างมากนั้นเป็นเสียงที่แสดงออกถึงความต้องการของมหาชน ได้ แต่เสียงข้างมากตัดสินความผิด ความถูก ความชั่ว ความเลวของคนไม่ได้ ผิดถูกเขาใช้ ผู้พิพากษาตัดสินครับ เขาไม่ใช้เสียงข้างมากตัดสิน เสียงข้างมากแสดงออกถึงความต้องการ ของมนุษย์ แต่เสียงข้างมากตัดสินความผิดความถูกไม่ได้ เขาใช้ผู้พิพากษาเป็นคนตัดสิน แต่ว่าเราเลยเถิดไปเข้าใจว่าถ้าถือเสียงข้างมากเข้ามาในประเทศนี้แล้วเสียงข้างมากทําได้ทุกสิ่ง แม้ว่าจะทําสิ่งผิดให้เป็นถูกหรือถูกให้เป็นผิดก็ได้ นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครอรรถาธิบายในประเทศนี้ เราเลยสับสนระหว่างอํานาจของเสียงข้างมากกับความยุติธรรมว่าบางครั้งมันต้องวิ่งสวนทาง กันได้ อย่าไปเข้าใจผิดว่าเสียงข้างมากทําได้ทุกสิ่งนะครับ ผมเลยเรียนท่านประธานครับว่า ท่านที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมบางครั้งถ้ามีโอกาสท่านต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้นะครับ ถ้าเราไม่อธิบายสิ่งเหล่านี้เราจะทําให้ประชาชนส่วนหนึ่งเขาฟังอีกข้างหนึ่ง และถ้าพูดมาก ๆ ฟังเยอะ ๆ เขาจะเข้าใจไปอย่างที่เสียงข้างมากต้องการให้เป็นไป แล้วเราจะหาความยุติธรรม ที่ถูกต้องไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากกับความยุติธรรมมันต่างกัน ท่านพูดสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้แต่ผมพูดได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านท่าน บอกว่าประเทศไทยไม่น่าจะเดินมาถึงวันนี้ได้ ผมก็คิดเหมือนกันครับ ผมก็น้อยใจว่าทําไม ประเทศเราเดินมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าประชาธิปไตยมันขับเคลื่อนด้วยอํานาจ ๓ อํานาจ ถ้าประชาธิปไตยมันมีเครื่องยนต์อยู่ ๓ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ที่ ๑ อํานาจนิติบัญญัติ เครื่องยนต์ที่ ๒ อํานาจบริหาร เครื่องยนต์ที่ ๓ เป็นอํานาจตุลาการ ผมคิดว่าคนในประเทศนี้ วันนี้ยอมรับแล้วว่า ๒ เครื่องยนต์แรก คือ นิติบัญญัติกับบริหารนั้นค่อนข้างจะมีปัญหาแล้ว ติดขัดแล้ว เครื่องยนต์ขัดข้องแล้ว แต่ว่าอํานาจตุลาการเป็นเครื่องยนต์เครื่องเดียวครับที่ยัง ทรงพลังอยู่แล้วก็สามารถที่จะขับเคลื่อนอํานาจอธิปไตยให้เดินไปได้ เมื่อ ๒ อํานาจ เกิดติดขัดขึ้นมาท่านอย่าแปลกใจเลยครับว่าทําไมทุกอย่างมันถึงประดังประเดไปที่ท่าน เพราะท่านต้องขับเคลื่อนประชาธิปไตยเดินไปข้างหน้า ปัญหาทุกอย่างมันเลยตกไปที่ท่านนะครับ อย่าไปคิดว่ามันมีความผิดปกติเกิดขึ้นนะครับ ไม่ผิดปกติครับ มันเป็นธรรมดาที่ท่าน ต้องรับปัญหาของประเทศนี้แทน ๒ อํานาจ ซึ่งกําลังพิกลพิการอยู่ในประเทศนี้ครับ ท่านต้อง ทําใจให้ได้ครับว่าท่านต้องขับเคลื่อนอํานาจอธิปไตยโดยใช้เครื่องยนต์เดียวในขณะนี้ ถ้าเครื่องยนต์ของท่านเกิดชํารุดขัดข้องขึ้นมาอีกครับ แน่นอนครับประเทศนี้มันเดินไปไม่ได้ เลยครับ เพราะฉะนั้นให้ท่านมั่นคงในสิ่งเหล่านี้และท่านอย่าไปกังวลกับเสียงข้างมากนะครับ เสียงข้างมากอาจจะผิดก็ได้ ถูกก็ได้ แต่ตัดสินผิดหรือถูกไม่ได้เท่านั้นเองครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะเรียนท่านประธานอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ถ้ามีโอกาสผมอยากให้ท่านได้ใช้โอกาสไปทําความเข้าใจ แต่ว่าโอกาสของศาลที่จะมาพูด สิ่งเหล่านี้น้อยครับ แม้กระทั่งโฆษกของศาลยุติธรรมเองถ้าไม่มีปัญหาท่านก็ไม่พูดซึ่งก็เป็นสิ่ง ที่ถูกต้องไม่ได้ผิดพลาดอะไรครับ แต่ว่าท่านอาจจะพูดน้อยไป พูดมากไปก็มีปัญหา ผมก็ไม่รู้ หรอกครับสมดุลตรงนี้มันอยู่ตรงไหน เวลามีคนพูดถึงเรื่องนักโทษทางการเมืองนี่จะเป็น ปัญหากับท่านต่อไปในอนาคตนะครับ ท่านเตรียมใจเถอะครับว่าต่อไปปัญหานี้จะประดัง ประเดไปที่กระบวนการยุติธรรมที่ตุลาการว่าอันไหนเป็นนักโทษการเมือง อันไหนไม่เป็น นักโทษการเมือง ทําไมผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมาครับ เพราะผมอยากให้ท่านทราบว่าในขณะนี้ กระแสสังคมกําลังดูกันอยู่ครับ กําลังเข้าใจบางเรื่องผิดพลาดอยู่ว่าอันไหนเป็นนักโทษ การเมือง อันไหนไม่ใช่นักโทษการเมือง แต่ไม่มีใครกล้าพูดว่าอันนี้นักโทษการเมืองไหม เขาควรได้รับการปฏิบัติอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่ของท่านด้วยที่จะไปอธิบายสิ่งเหล่านี้ แต่ว่า ท่านต้องตัดสินตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่ใช่คดีการเมืองครับ และถ้าผมเป็นตุลาการผมอาจจะตัดสิน ๖๐ ปีนะครับ ไม่ใช่ ๒๐ ปีครับ ท่านต้องตัดสินตามกฎหมาย ท่านจะตัดสินนอกเหนือจากกฎหมายนี้ไม่ได้ ผมคิดว่าทั้งหมด มันถูกต้องแล้วครับ ท่านอย่าไปหวั่นไหวว่าทําไมท่านต้องตัดสินเยอะ มันเป็นกรรมครับ ถ้าท่านตัดสินยืนที่กรรมหนึ่ง ๕ ปี มันก็ต้อง ๒๐ ปีครับ ถ้าท่านวางขั้นต้น ๓ ปี มันก็ต้อง ๑๒ ปี แต่ผมอาจจะวาง ๑๕ ปีเลยก็ได้ ผมอาจจะตัดสิน ๖๐ ปีก็ได้ เป็นอํานาจของผมนะครับ ไม่มีใครไปต่อว่าท่านครับ แต่ว่าท่านต้องพยายามทําความเข้าใจว่าทําไมมันต้องเป็น อย่างนั้น เดี๋ยวมันจะทํากระบวนการทั้งหมดมันรวนไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วต่อไปที่สังคมนี้จะวิวาทะกันก็คือเรื่องนักโทษการเมือง หรือคดีการเมือง ผมเป็นผู้มี ความรู้น้อย ไม่ได้มีความรู้มากมายเหมือนท่านทั้งหลายที่นั่งที่นี่ ผมก็แอบครูพักลักจํามาครับ ผมคิดว่ามีนักกฎหมายท่านเดียวที่ให้คํานิยามเรื่องนักโทษการเมือง น่าจะเป็นท่านอาจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ คนอื่นผมพยายามหาครับ ไม่มีใครอธิบายเรื่องคดีการเมืองหรือนักโทษ การเมืองไว้ แต่นักกฎหมายพวกเราเข้าใจว่าคือคดีที่ล้มล้างอํานาจรัฐเป็นคดีการเมือง แต่นอกจากนั้นไม่ใช่ครับ แต่ว่าการล้มล้างอํานาจรัฐที่จะเป็นคดีการเมืองนั้น เขาไม่ทําต่อเนื้อตัว ของบุคคลนะครับ แต่ผมจําอาจารย์จิตติมา เขาจะทําต่อองค์กรของรัฐ ท่านกดดันรัฐบาลได้ แต่ท่านได้ใช้อาวุธไปยิงคนที่เป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ท่านกดดันรัฐบาลให้ ยุบสภาท่านทําได้ แต่ท่านจะไปทุบรถนายกรัฐมนตรีไม่ได้ครับ ท่านจะใช้ปืนไปยิง นายกรัฐมนตรีไม่ได้ครับ นั่นไม่ใช่คดีการเมือง วันนี้มีคนเรียกร้องว่าคนที่เป็นคดีการเมือง คดีเหล่านี้เป็นคดีการเมือง เลยเถิดมาถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมก็ยืนยันว่า นั่นไม่ใช่คดีการเมือง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมยังยืนยันนะครับว่าคดีการเมือง หรือนักโทษการเมืองนั้นต้องทําต่อองค์กรของรัฏฐาธิปัตย์ คือองค์กรของรัฐ แต่ใครก็ตามคิดว่า ไม่พอใจรัฐบาล คนนั้นไม่มีสิทธิที่จะใช้อาวุธปืน ใช้อาร์พีจี (RPG) ไปยิงวัดพระแก้ว ไม่มีสิทธิ จะทําอย่างนั้นนะครับ ผมอาจจะผิดก็ได้ท่านประธานครับ ความรู้ผมน้อยครับ ถ้าผมไม่พอใจ รัฐบาลนี้แล้วผมไปยิงวัดพระแก้ว ผมทําได้ไหมครับ ผมเป็นนักโทษการเมืองไหม ไม่ได้ครับ ผมไม่พอใจรัฐบาล แล้วผมไปยิงคนใดคนหนึ่งได้ไหมครับ ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นการ ปฏิบัติของคนที่ทําความผิดกฎหมาย คุณจุติ ไกรฤกษ์ ก็ได้อภิปรายไปเยอะแล้วครับ ก็ต้อง ปฏิบัติเหมือนเยี่ยงอย่างคนที่ทําผิดกฎหมายโดยทั่วไป ไม่ใช่มีการเลือกปฏิบัติ แต่ว่าอันนี้มัน อยู่นอกเขตของท่านแล้ว เวลาท่านตัดสินปั๊บ เขาจะไปควบคุมที่ไหน มันก็แล้วแต่ กรมราชทัณฑ์เขา แล้วแต่กระทรวงยุติธรรมเขา ที่เขาจะไปสร้างมาตรฐาน ๒-๓ มาตรฐาน ขึ้นต่อไปในอนาคตก็ว่ากันไปนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านทั้งหลาย เรียนท่านประธาน ผ่านไปถึงตัวแทนของฝ่ายตุลาการ ก็คือถ้าท่านมีจังหวะที่เปิดโอกาสให้ท่านอธิบายข้อขัดแย้ง เหล่านี้ในสังคมเยอะ ๆ ท่านต้องพยายามอธิบายตามที่สามารถอธิบายได้นะครับ ท่านจะไม่พูด เสียเลยทีเดียวก็ไม่ได้

สุดท้ายครับท่านประธาน ขออนุญาตเลยเวลามานิดเดียว ผมไม่ได้ไปพาดพิง ถึงท่านสมาชิกนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้พูดถึง ผมคิดว่าท่านที่เป็นตัวแทนของศาลเอง ก็ไม่สะดวกที่จะอธิบายประเด็นนี้ครับ ท่านสมาชิกท่านหนึ่งยืนขึ้นกล่าวว่า ท่านถูกฟ้อง ในข้อหาก่อการร้าย ท่านได้ประกันตัวมา แต่บางคนเพื่อนของท่านโทษเบากว่าไม่ได้ประกันตัว อันนี้คนข้างนอกฟังแล้วเสียหายครับ ศาลเสียหายครับ ถ้าพูดอย่างนี้ครับ ผมอธิบายแทน ก็แล้วกันครับ ถ้าผมอธิบายพลาดท่านก็ต่อก็แล้วกัน ที่ท่านยืนอยู่ในสภาแห่งนี้ได้ในคดี ก่อการร้ายเพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองท่าน ถึงต้องปล่อยท่านครับ พอมีพระราชกฤษฎีกา เปิดสภาต้องปล่อยท่าน ไม่ปล่อยไม่ได้ครับ เพราะท่านได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าคนที่มีข้อหาต่ํากว่าท่าน โทษน้อยกว่าท่าน มันเป็นดุลยพินิจของศาลที่เขาอาจจะไม่ให้ ประกันก็ได้ เรื่องมันแค่นั้นครับ แต่ว่าถ้าคนข้างนอกฟังว่า เอ๊ะ คดีตัดสินประหารชีวิตได้รับ การประกันตัว แต่คดีอื่นซึ่งโทษเบากว่าไม่ได้รับการประกันตัวนี่ ตุลาการเสียหายแล้ว ผมก็เลย อรรถาธิบายเสียตรงนี้เลยครับ แต่ว่าถ้าผิดพลาดอย่างไร ท่านก็ต่อก็แล้วกันครับ เพื่อไม่ให้ สถาบันของศาลได้รับความเสียหาย แค่นี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ