สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔

ชวน หลีกภัย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยแสดงความเห็นชอบต่อร่างนี้และเน้นย้ำถึงความสำคัญของศาลยุติธรรมที่ต้องมีความแน่วแน่และไม่หวั่นไหวในสถานการณ์ที่มีแรงกดดัน

นายชวน หลีกภัย บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในขั้นรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้กระผมคิดว่าไม่ได้มีปัญหา ไม่ว่าในเรื่องการเพิ่มตําแหน่ง รองอธิบดีซึ่งก็เป็นที่รู้เป็นที่เข้าใจกันตลอดมาว่าศาลนั้นต้องทํางานหนักตลอด คดีก็เพิ่มขึ้น ไม่ลดลง ภารกิจของศาลแม้จะมีการพัฒนาวิธีการเทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้น แต่งานก็ไม่ลด น้อยลง เพราะฉะนั้นความจําเป็นเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยครับ ที่จริงแล้วงานนี้ก็ต้องถือ เป็นงานของฝ่ายตุลาการ ที่จริงแล้วงานนี้ก็ต้องถือเป็นงานของฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในอํานาจอธิปไตยที่มีบทบาท สําคัญยิ่ง ประเด็นที่กระผมอยากจะกราบเรียนอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นกําลังใจให้กับ ท่านตุลาการ คือด้วยศักยภาพแล้วก็ความสามารถ และด้วยเกียรติภูมิชื่อเสียงความเที่ยงตรง ของตุลาการที่บรรพตุลาการได้สร้างมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ทําให้เวลาบ้านเมืองมีปัญหา ก็ต้องไปดึงตุลาการมา ไม่ใช่ว่าตุลาการอยากจะเข้ามา แต่เพราะความเชื่อว่าเมื่อตุลาการ เข้ามามีส่วนในเรื่องใดจะทําให้เรื่องนั้นน่าเชื่อถือมีมาตรฐานมากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ควร ภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นเวลาใครวิจารณ์ตุลาการภิวัฒน์ก็ดี หรือวิจารณ์ตุลาการก็ดี กระผม คิดว่าตุลาการต้องอธิบายนะครับว่าอยู่ดี ๆ ไม่ใช่ดิ้นรนเข้าไปหาตําแหน่ง แต่เพราะว่าองค์กร เหล่านั้นหมดความเชื่อมั่นในองค์กรตัวเอง หมดความเชื่อมั่นในองค์กรอื่น จึงต้องไปดึง องค์กรที่คนให้ความเชื่อถือเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา อันนี้คือสิ่งที่เป็นความจริง ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในวันนี้ก็คือ เมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์การศาลมานั่งที่นี่ คืออยากถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านว่าใน สถานการณ์ปัจจุบันมันไม่เหมือนในอดีต ในอดีตนั้นเมื่อใช้ดุลยพินิจไปอย่างไรแล้วนี่ ที่จะมา ประท้วง คัดค้าน ขับไล่หรือสร้างความรุนแรงนั้นไม่มี แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น เมื่อผู้ต้องหาขอประกันตัวไม่ได้ ก็จะมีคนแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจหรือกดดัน หรือเมื่อศาล ตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ถูกใจก็จะถูกกล่าวหาว่า ๒ มาตรฐาน เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะถือโอกาสกราบเรียนท่านประธาน อยากจะขอให้ศาล ไม่ได้เป็นอิสระเฉพาะอํานาจอธิปไตยหนึ่งเท่านั้น แต่อยากให้ท่านอิสระในการใช้ดุลยพินิจ โดยไม่มีอคติใด ๆ อย่างที่ท่านได้ดํารงมาแล้วตลอดระยะเวลายาวนาน ที่กระผมกราบเรียน อย่างนี้เพราะเหตุว่า กระผมเห็นว่าถ้าไม่หนักแน่นหวั่นไหวไปตามแรงกดดัน จะทําให้การใช้ ดุลยพินิจนั้นเกิดขึ้นจากความหวั่นกลัว หวั่นเกรง ทําให้ดุลยพินิจนั้นไม่เป็นมาตรฐาน อันนี้ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าอาจจะไม่มีใครได้มีโอกาสได้บอกกับศาลโดยตรง กระผมก็อยากจะเป็น ตัวแทนประชาชน กราบเรียนท่านประธานว่าอยากให้ศาลมีความแน่วแน่เรื่องนี้ โดยใช้ ดุลยพินิจในการวินิจฉัย โดยถือว่าแรงกดดันนั้นไม่มี ถึงมีก็ไม่ให้ความสนใจในแง่ที่จะต้อง นํามาหวั่นกลัว ที่กราบเรียนอย่างนี้เพราะว่าองค์กรอิสระหลายองค์กรที่พยายามทําหน้าที่ อย่างดีเหมือนกัน แต่ว่าบางครั้งก็หวั่นไหวไปกับแรงกดดันไม่ได้ ก็ทําให้การใช้ดุลยพินิจนั้น มีข้อเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้นทันที อันนี้คือประเด็นที่อยากจะถือโอกาสกราบเรียน ท่านประธาน แล้วถ้าเป็นไปได้กระผมอยากจะให้ผู้แทนทางศาลได้บอกกล่าวให้ตุลาการได้มี โอกาสเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เพราะในกระบวนการยุติธรรมนั้นมันมีหลายสถาบัน องค์กร ที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าในที่สุดแล้วองค์กรศาลเท่านั้นที่เหลืออยู่ที่ยังแทรกแซงยาก องค์กรอื่นนั้นมี การแทรกแซงมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งทําให้กระบวนการยุติธรรมของเราไม่เป็นไปอย่างที่ อุดมคติของกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น แต่ว่าศาลยังอยู่ในความรู้สึกที่ประชาชน ผมคิดว่าเกือบทั้งหมดมีความเชื่อมั่นอยู่ อยากให้รักษาสิ่งนี้เอาไว้ตลอดไปนะครับ ในสถานการณ์อย่างนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายมากว่าถ้าบุคลากรฝ่ายตุลาการไม่ฝึกฝนความมั่นคง มาตลอดระยะเวลายาวนานก็จะทําให้เกิดความสับสนได้ ก็อยากจะถือโอกาสกราบเรียน ท่านประธานเพื่อเป็นกําลังใจให้กับฝ่ายตุลาการ ในตัวร่างพระราชบัญญัติไม่ได้มีปัญหาอะไร เลยครับ กระผมก็พร้อมที่จะรับหลักการ ขอบพระคุณท่านประธาน