สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พูดถึงการยกเลิกคําสั่งเรียกคืนหนังสือเดินทางของทักษิณ ชี้ว่าการที่รัฐบาลชุดที่แล้วยกเลิกหนังสือเดินทางของทักษิณ เป็นการเลือกปฏิบัติ และเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. บัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ท่าน นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมมาตอบกระทู้ถามแทน ก่อนอื่นผมก็ต้องขอบคุณ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ กับพรรคฝ่ายค้านที่ได้ใช้เวทีสภาในการที่จะซักถามการทํางานของ รัฐบาล ด้วยความยินดีครับ ก็จะตอบคําถามกระทู้ถามต่าง ๆ ที่ท่านได้ถามในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าการออกหนังสือเดินทาง ธรรมดาให้แก่ พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ซึ่งได้ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๒ ตามนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว คือเมื่อครั้งที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล ซึ่งในขณะนั้น ได้มีคําสั่งของท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อาศัยข้อที่ ๒๓ (๗) ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยหนังสือเดินทาง ซึ่งระบุไว้ครับว่า พนักงาน เจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนหนังสือเดินทางได้เมื่อพิจารณาเห็นว่าหากผู้ให้ถือ หนังสือเดินทางยังคงอยู่ในต่างประเทศต่อไปและอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ประเทศไทยหรือต่างประเทศได้ อันนั้นคือนโยบายของรัฐบาลที่แล้ว แต่บังเอิญผมเองเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลชุดนี้ และเมื่อทางปลัดกระทรวง การต่างประเทศได้ส่งเรื่องให้ผมพิจารณาที่จะออกหนังสือเดินทางหรือคืนหนังสือเดินทางให้กับ ท่าน พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ โดยทํารายงานจากกรมการกงสุลผ่านท่านปลัดกระทรวง มาถึงผมนั้น ผมได้พิจารณาแล้วก็ได้ใช้ดุลยพินิจในฐานะรัฐมนตรี และได้ดูถึงนโยบายของ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็เห็นว่าการคงอยู่ต่างประเทศต่อไปของผู้ขอหนังสือเดินทางคือท่าน พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยหรือต่างประเทศ ได้ตามข้อ ๒๓ (๗) ดังนั้นผมครับจึงได้ขอให้ยกเลิกคําสั่งในเรื่องนี้ที่ออกโดยนโยบายของ รัฐบาลชุดที่แล้วนะครับ ซึ่งจากนั้นก็เป็นการพิจารณาดําเนินการออกหนังสือเดินทาง ก็ถือ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมการกงสุลที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ ของกระทรวงต่อไป ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ว่าเมื่อผมได้พิจารณาและสังเกตคําสั่งของท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลชุดที่แล้วมันค่อนข้างที่จะชัดเจนในตัวมันเองว่าเป็นการดําเนินการทางการเมือง อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นการดําเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้วมันก็คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะมีหลายคนที่เข้าข่ายที่น่าจะต้องถูกยกเลิกหรือเพิกถอนพาสปอร์ตเหมือนกันกับที่ท่าน ดอกเตอร์ทักษิณโดน แต่รัฐบาลชุดที่แล้วกลับเลือกทําเฉพาะกับ พันตํารวจโท ดอกเตอร์ ทักษิณเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นผมก็พิจารณาในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็พูดถึงว่าการที่ท่านองอาจบอกว่ามันเหมือนกับพรรครัฐบาลได้พูดถึงเป็น การเหมือนกับยึดบัตรประชาชน ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ บัตรประชาชนคนไทยใช้ ในประเทศเพื่อบ่งบอกว่าเราคือคนไทย ไม่ได้เป็นต่างชาติมา แต่เมื่อเราเดินทางไปต่างประเทศ พาสปอร์ตก็เป็นสิ่งที่เวลาเราเดินไปแล้วตํารวจเขาถาม เขาขอดูเอกสารเขาก็ต้องดูพาสปอร์ต เพราะเขาดูบัตรประชาชนไทยแล้วเขาอ่านไม่รู้เรื่อง พาสปอร์ตก็เหมือนบัตรประชาชนที่ใช้ ในต่างประเทศนั่นละครับ ผมเชื่อว่าท่านเดินทางไปหลาย ๆ ประเทศท่านคงจะเคยเจอกับ เหตุการณ์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราไปยึดหรือเพิกถอนพาสปอร์ตก็เหมือนกับการไป เพิกถอนสัญชาติไทยซึ่งแสดงถึงความเป็นคนไทยคนหนึ่ง และผมยังมองโดยตัวผมว่าเป็นการ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยซ้ําไป ดังนั้นการที่จะมีหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตก็เสมือนหนึ่ง เป็นการที่ยังคงไว้ซึ่งการเป็นคนไทยมีสัญชาติไทย และที่จริงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เวลาท่านเดินทางในต่างประเทศท่านแทบจะไม่ใช้หนังสือเดินทางไทยหรอกครับ ท่านใช้ หนังสือเดินทางของประเทศอื่น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเราน่าที่จะเบา ๆ การดําเนินการ ทางการเมือง ขอร้องอย่าเล่นการเมืองจนเกิดความเสียหาย เราน่าที่จะมาช่วยกันทํางาน สร้างสรรค์เพื่อให้ประเทศชาติก้าวต่อไป ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมอยากจะเห็นสิ่ง เหล่านี้ครับ ผมต้องขอบคุณทางฝ่ายค้านที่ได้ใช้เวทีสภาสอบถาม แล้วก็การที่ท่านถามผมว่า ทางกรมการกงสุลได้ออกพาสปอร์ตไปแล้วหรือไม่ อย่างไร ฝ่ายข้าราชการกรมการกงสุลเขา ดําเนินการ เขาไม่เคยแจ้งมาถึงผมว่าออกไปแล้วหรืออย่างไร แต่เมื่อมีคําถามจากฝ่ายค้าน เขาก็ได้รายงานมาถึงผมนะครับว่าพาสปอร์ตนั้นได้ถูกส่งผ่านถุงเมล (Mail) ไปยังสถานทูต อาบูดาบีแล้วก็มีการส่งไปเป็นที่เรียบร้อยให้ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่ผมไม่ได้รับรายงาน เพราะว่าหลังจากที่ท่านถามและเป็นข่าวคราวทางกระทรวงก็รายงานมา เพราะผมมีหน้าที่ อีกหลายเรื่องที่ต้องทํา ผมเดินทางตลอดเวลาเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ให้กลับคืนมา เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นหลาย ๆ ประเทศเขาเข้าใจผิดหมด ผมไม่อยากจะต่อว่า รัฐบาลที่แล้ว สิ่งที่แล้วไปก็คือผ่านไป แต่อยากจะหันกลับมามองว่าเราทําอะไรให้สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักนะครับ เราหนีความจริงไม่พ้น หลาย ๆ ประเทศที่ผม ไปพบเจอกับผู้นําประเทศเขา เขาได้ฝากสิ่งต่าง ๆ มาบอกกล่าวเพื่อให้รัฐบาลได้ดําเนินการ ให้ดีขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้ไปทะเลาะเบาะแว้งเขาหรือไปทําอะไรที่เกินกว่าสิ่งที่ ควรจะทําครับ