สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองเด็ก โดยเฉพาะความสำคัญของกฎหมายและความจำเป็นในการแก้ไขความไม่ชัดเจนในกฎหมายเกี่ยวกับศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับครอบครัวในจังหวัดบางแห่ง พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และเรียกร้องให้รัฐพิจารณาความคุ้มครองเด็ก

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่ามีความสำคัญแล้วก็อาจจะเป็นการที่พวกเราจะต้องเปิดหน้าใหม่ของ การคุ้มครองดูแลเด็กนะครับ เบื้องต้นเท่าที่ผมได้ฟังคำชี้แจงของเพื่อนสมาชิกบางท่านมา โดยเฉพาะในมาตราต้น ๆ ที่พูดถึงเรื่องศาล ที่กำหนดไว้ว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัวแล้วก็มีการเพิ่มเติมขึ้นมาว่าเป็น หรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี เกี่ยวกับครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดสตูลแล้วแต่กรณี ความจริงที่ต้องเขียนแยกกันอย่างนี้ ผมก็ได้ถามฝ่ายผู้ยกร่างแล้วบอกว่าใน ๔ จังหวัดที่ใช้กฎหมายครอบครัวว่าด้วยอิสลามมันไม่มี ศาลเยาวชน ศาลคดีเยาวชนและครอบครัวไม่มี ถ้าเขียนอย่างนี้ก็แปลว่าใน ๔ จังหวัดนี้จะไม่มี เฉพาะอันนี้ ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเฉพาะใน ๔ จังหวัดที่ใช้กฎหมายครอบครัว ตามกฎหมายอิสลามก็จะต้องเขียนว่า ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับครอบครัว ตามกฎหมายว่าด้วยอิสลามใน ๔ จังหวัดภาคใต้ ความหมายก็มีเพียงแค่นี้ เพื่อให้เกิด ความชัดเจนขึ้น

ท่านประธานครับ ประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมากแล้วก็พูดจากันเยอะ พอสมควร ที่ผมไม่เข้าใจ ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาสักเล็กน้อยในการที่จะทำ ความเข้าใจนะครับ ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ เมื่อสักครู่นี้กรุณาได้เอ่ยชื่อผมขึ้นมาเพราะว่า จริง ๆ ผม ๒ คนก็ได้มีการพูดคุยกันอยู่หลายครั้งว่าการที่รัฐบาลเสนอแก้ไขกฎหมายอย่างนี้ โดยเฉพาะกรณีมาตรา ๔ ที่ห้ามอ้างอายุเด็กไม่เกิน ๑๓ ปี อ้างความไม่รู้อายุเด็ก เพื่อให้พ้นจาก ความรับผิดนั้น ดูจะเป็นการขัดกับหลักกฎหมายอาญาตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๒ ผมเองในเบื้องต้นก็มีความเห็นคล้าย ๆ กับท่านวิรัตน์อยู่ แต่ว่าเมื่อได้สอบถามความเป็นมา ของการพิจารณากฎหมายนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไรนะครับ ก็ทราบว่าในกระบวนการ พิจารณาเรื่องอายุเด็กมีข้อถกเถียงกันมากในตอนยกร่าง แล้วก็เมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศ กับเด็กอายุต่ำกว่า ๑๓ ปี สิ่งที่มีการยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้อยู่เสมอ ๆ ก็คือจะอ้างว่า ไม่รู้อายุของเด็ก จะรู้ ไม่รู้ก็ขอสู้ไว้ก่อน แล้วสุดท้ายศาลก็จะสืบไป ๆ แล้วสุดท้ายก็มีทั้งที่ศาลเชื่อ และไม่เชื่อ แต่ส่วนใหญ่แล้วเท่าที่ดูคดีที่เกิดขึ้นผมก็ทราบว่าส่วนใหญ่ศาลไม่เชื่อว่าผู้กระทำผิด ไม่รู้อายุเด็กรู้ครับ แต่ว่าขอสู้ไว้ก่อน คดีมันก็เลยล่าช้ามากในการพิจารณาคดีนะครับ เพราะฉะนั้นวิธีแก้จะแก้อย่างไรครับ หลายท่านก็เป็นห่วงว่าถ้าแก้ตามนี้ก็จะเท่ากับกฎหมาย ปิดปาก ไม่ให้ยกความไม่รู้หรือหลักเจตนาตามมาตรา ๕๙ มาเป็นข้ออ้าง ผมได้ไปตรวจดู คำพิพากษาศาลฎีกาในเรื่องนี้ก็มีอยู่ ๒ แนวที่ศาลฎีกาเห็นมาตลอด บอกว่าถ้าผู้กระทำผิด ไม่รู้อายุเด็กต่ำกว่า ๑๓ ปี ถือว่าไม่เจตนา แต่ก็มีการฎีกากลับไปกลับมาท่านประธานครับ บางท่านก็บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องเจตนา แต่เป็นเรื่องความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามมาตรา ๖๒ ก็กลับไปกลับมากันอยู่อย่างนี้ แต่ว่าในทางคดีที่มันเกิดขึ้นที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คือว่าเมื่อมี การทำผิดเกิดขึ้น ผู้กระทำผิดยกเรื่องอายุของเด็ก ความไม่รู้ เป็นข้อต่อสู้อยู่เสมอ แล้วสุดท้ายส่วนใหญ่ศาลก็จะตัดสินออกมา ในทางที่ว่าจริง ๆ ไม่เชื่อหรอก ฉะนั้นการจะเขียน กฎหมายทำนองนี้ก็อยู่ที่นโยบายของรัฐว่าต้องการคุ้มครองใคร ถ้าเราดูอายุของเด็กต่ำกว่า ๑๓ ปีลงมา ถ้ารัฐมีนโยบายชัดเจนว่าต้องการคุ้มครองดูแลเด็ก เพราะอายุยังน้อยอยู่ ไม่สมควรจะมีความสัมพันธ์ทางเพศ ถ้ารัฐมีนโยบายอย่างนี้ ถามว่า ออกกฎหมายทำนองนี้ได้ไหม ผมเชื่อว่าได้ หลักอันนี้ในทางกฎหมายอาญา เขาเรียกว่า เป็นหลักความรับผิดเด็ดขาด ขออนุญาตเรียกเป็นภาษาอังกฤษเนื่องจากอยู่ในตำราเขาพูดไว้ ว่าเป็น สตริคท์ ไลอะบิลิตี้ (Strict liability) คือความผิดเด็ดขาดที่ห้ามอ้างความไม่เจตนา ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง ทั้งนี้เพื่ออะไรครับ ก็เพื่อคุ้มครองคนที่อ่อนด้อย ความผิดอย่างนี้ ในกฎหมายอื่นมีไหม มีครับ ท่านประธานครับ เช่นกฎหมายศุลกากร ไม่ได้พูดถึงเรื่องเจตนา เลยนะครับ ในความผิดลหุโทษก็ไม่ได้เอาเจตนามา แต่ก็ถือว่าผิด อันนี้ก็อยู่ที่นโยบายของรัฐ ว่าต้องการคุ้มครองดูแลเด็กว่าถ้าอายุต่ำกว่า ๑๓ ปีแล้วเป็นนโยบายของรัฐเลยที่ต้องการ ดูแล ผมไปดูกฎหมายต่างประเทศมีไหมอย่างนี้ ก็พบว่ามีครับ ประเทศอังกฤษครับ ก็เขียนไว้ อายุต่ำกว่านี้ใครจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่านี้ไม่ได้ จะอ้างว่าเจตนา ไม่เจตนาไม่ได้ อ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีและแนวโน้มหลาย ๆ ประเทศ ที่ต้องการดูแลเด็กเขาก็มีกฎหมายทำนองนี้เพราะว่าต้องการคุ้มครองดูแลเด็กโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นถ้ายังเปิดให้ผู้กระทำผิดอ้าง มาตรา ๕๙ ว่าไม่เจตนาเพราะไม่รู้อายุเด็ก อ้างมาตรา ๖๒ เพราะเข้าใจสำคัญผิดในเรื่องอายุของเด็ก อ้างอยู่อย่างนี้นะครับ แต่เด็ก ถูกข่มขืนไปแล้วนะครับ จะเจตนาไม่เจตนาเด็กก็ถูกข่มขืนไปแล้ว จะรู้ไม่รู้ ไม่เจตนาก็ไม่รู้ เด็กนั้นถูกข่มขืนไปแล้ว ฉะนั้นเมื่อทางฝ่ายรัฐมองว่าอายุต่ำกว่า ๑๓ ปี เป็นวัยที่ยังไม่ควรจะ มีความสัมพันธ์ทางเพศ จึงบัญญัติกฎหมายออกมาในทำนองว่าห้ามอ้างความไม่รู้อายุของ เด็กเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นจากความรับผิด อันนี้เป็นไปโดยเจตนาซึ่งสามารถที่จะกระทำได้ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ากฎหมายทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย ปิดปาก แต่เป็นเรื่องที่รัฐต้องการความคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กไม่ให้มีลักษณะที่มันเกิดขึ้น อย่างนี้ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมีความวิตกอย่างไรก็ตามนะครับ ผมคิดว่าการบัญญัติกฎหมาย ทำนองนี้ไม่ได้ผิดหลักกฎหมายทั่วไป ไม่ได้ไปยกเว้นเรื่องความผิดอาญาทั่วไป แต่ว่าเรามุ่ง ความคุ้มครองเด็กที่อายุต่ำกว่านี้ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เนื่องจากคดีทำนองนี้ มันเกิดขึ้นบ่อย ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ประเทศเราควรจะพิจารณาก็คือว่าเวลาพบความผิดเกิดขึ้น ประเทศไทยมักจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มโทษ ๆ ผมถามว่าเมื่อเพิ่มโทษแล้วผู้กระทำความผิด เขากลัวไหม ส่วนใหญ่ก็คือไม่กลัว ผมพูดเรื่องนี้ภายในที่พรรคเพื่อไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีเพื่อน เล่าให้ฟังบอกว่าคดีที่เกิดขึ้นในภาคอีสานครับ เด็กที่ถูกข่มขืนเป็นเด็กต่างชาติ อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี เวลานี้มีความพยายามเนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ ก็พยายามจะแก้ไขอายุของเด็ก อุตส่าห์ข้ามไปถึงเวียงจันทน์ เพื่อจะหาใบเกิดให้เด็กว่าเด็กอายุเกินกว่า ๑๕ ปี นี่คือความพยายาม ที่มันเกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าเรามุ่งที่จะคุ้มครองเด็กต่ำกว่าอายุ ๑๓ ปี ก็สามารถที่จะบัญญัติ กฎหมายทำนองเหล่านี้เกิดได้ ทีนี้ก็เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในสังคมนะครับ แต่สิ่งที่ อยากจะเรียนต่อไปก็คือว่าเมื่อแก้ไขกฎหมายอย่างนี้แล้วก็ฝากท่านประธานได้ดูแลต่อไปก็คือว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น ก็ควรจะมีการทบทวนพร้อม ๆ กันไปด้วยเพื่อให้เกิด ความโปร่งใสมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายอย่างนี้สามารถทำได้ตามหลัก ที่หลาย ๆ ประเทศเขาได้ทำมาแล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ