สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยเน้นย้ำถึงการปรับปรุงอัตราโทษที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก และการกำหนดให้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการสมรสของผู้กระทำผิดที่อายุน้อยกว่า 18 ปี แต่แสดงความไม่เห็นด้วยในหลักการประการที่ 3 ของร่างกฎหมาย และเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาก่อนรับหลักการ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตกับการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญาในครั้งนี้ด้วย ผมเข้าใจดีถึงเจตนาที่ดีของรัฐบาลที่ต้องการที่จะแก้ไขปัญหาการกระทำ ความผิดทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จึงได้ยกร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ออกมาโดยมีหลักการ สำคัญที่เขียนไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ๓ เรื่องด้วยกัน ๑. การปรับปรุงอัตราโทษเพิ่มขึ้น ซึ่งในชั้นนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ การข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี เดิมที่เคยปรับ ๘,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท ปรับเป็น ๘๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท จำคุก ๔ ปีถึง ๒๐ ปี ซึ่งก็เป็นการ เพิ่มอัตราค่าปรับโดยคูณจำนวนปีเข้าไป ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมให้การสนับสนุน เนื่องจากว่าการแก้ไขโทษปรับก็ได้มีการแก้ไขมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้วนะครับ แล้วก็ จากสภาพค่าเงิน จากสภาพสถานการณ์ปัจจุบันก็เห็นว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม น้อยเกินไปก็เห็นด้วยนะครับ นอกจากนั้นก็มีการแก้ไขกรณีกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน ๑๓ ปี ก็ปรับตั้งแต่ ๑๔๐,๐๐๐ บาทถึง ๔๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ก็ด้วยความคาดหวังว่า การปรับปรุงอัตราโทษเช่นนี้แล้ว ส่วนหนึ่งก็จะทำให้ผู้กระทำผิดมีความเกรงกลัวต่อการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับทางเพศ กับเด็กมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน

หลักการประการที่ ๒ ก็คือการกำหนดให้ศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาล ที่มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตพื้นที่ ที่ระบุไว้นี่นะครับ เป็นผู้อนุญาตการสมรสของผู้กระทำผิดที่อายุไม่เกิน ๑๘ ปี แล้วก็กระทำ กับเด็กที่อายุ ๑๓ ปี แต่ไม่เกิน ๑๕ ปี นี่ก็เป็นหลักประกันอันหนึ่งว่ากระบวนการในการ พิจารณาอนุญาตการสมรสกรณีที่เด็กอายุขนาดนี้ก็เป็นไปตามหลักของการพิจารณาของศาล ซึ่งเป็นหลักการที่เห็นด้วย

หลักการประการที่ ๓ คือการกำหนดความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความผิด ต่อเสรีภาพเด็กอายุไม่เกิน ๑๓ ปี ผู้กระทำอ้างความไม่รู้อายุเด็กเพื่อให้พ้นผิดทางอาญาไม่ได้ ตรงนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ และเป็นประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย เป็นหลักการที่ไม่เห็นด้วย ๓ หลักการอันนี้ซึ่งเขียนไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นหลักการที่แก้ไขไม่ได้เลยนะครับ ไปแปรญัตติ ก็ไม่ได้ แล้วแทบจะไม่มีความหมายเลยพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ เพราะหลักการที่เขียนไว้ แข็งแรงเช่นนี้ไม่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ ก็เป็นการมัดมือชกกับสภาแห่งนี้ เช่นกัน ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๓ ที่ผมไม่เห็นด้วยมีเหตุผลดังนี้นะครับ ผมคิดว่ามีหลัก ในการพิจารณาอยู่ ๒ เรื่องที่อยากจะยกมาก็คือ

๑. แม้ว่าหลักการออกกฎหมายฉบับนี้มีความประสงค์ที่จะให้กฎหมายไทย มีความสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กโดยมุ่งเน้นที่จะป้องกันความเสียหายแล้วก็ให้ ความยุติธรรมกับผู้เสียหาย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหลักการทั่วไปของกฎหมายอาญาหรือสิทธิต่าง ๆ ของจำเลยก็จะต้องได้รับการพิจารณาด้วย ต้องให้ความสำคัญด้วย แม้ว่าเราจะเห็นไปตาม กระแสสังคมว่าจำเป็นแล้วล่ะที่จะต้องเอาผิดกับผู้กระทำผิดเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและจริงจัง แต่ว่าเมื่อฝ่ายหนึ่งได้รับสิทธิอันนั้น อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะต้องถูกรับโทษก็ควรที่จะมีสิทธิในการ พิสูจน์ตัวเองอย่างเสมอภาคในทางกฎหมายด้วยเช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๑๑ บอกไว้อย่างนี้ครับ บุคคลที่ถูกกล่าวหา ด้วยความผิดทางอาญามีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการ พิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมายโดยการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกัน ทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี นี่หลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

๒. ในรัฐธรรมนูญของประเทศเรานี่ละครับ มาตรา ๓๙ วรรคสอง ก็บอกว่า ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ๒ หลักนี้นะครับ คือหลักการที่จะเป็นการสันนิษฐานไว้ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดไว้ก่อน เพราะฉะนั้น เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ไปบัญญัติบอกว่า ห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็กเพื่อให้พ้นจากความผิดนั้น ก็เหมือนกับเป็นการตั้งแง่จำเลยนะครับว่า ผู้ต้องหาทุกคนมิได้ไม่รู้ในอายุของเด็กนั้นจริง ๆ ทุกราย คือคิดไว้ก่อนว่าจะมาอ้างข้อนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการอ้างของจำเลยหรือผู้ต้องหา นี่ก็เป็นอ้างเพื่อให้พ้นผิดเท่านั้น ไม่ใช่อ้างตามสิทธิของรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่จะต้องพิจารณาก็คือว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องไปบัญญัติไว้เช่นนั้น หากว่า เรายอมให้จำเลยสามารถยกข้ออ้างนี้ขึ้นมาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าข้ออ้างนี้จะทำให้เขา พ้นผิดได้ การพิสูจน์อยู่ที่ศาลต่างหาก นั่นเรื่องที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ที่จะพูดถึงในเรื่องนี้ก็คือ สิทธิในการต่อสู้คดี ซึ่งผมคิดว่าจำเลย ย่อมมีสิทธิที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อจะหักล้างข้อกล่าวหาว่าตัวเองได้กระทำผิด เพื่อที่จะบอกว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด ซึ่งจริง ๆ แล้วในกระบวนการพิจารณาในคดีอาญานั้น นอกจากจะต้องมีการพิสูจน์กันโดยสิ้นข้อสงสัยแล้วนี่ แม้กระทั่งว่ามีเหตุสงสัยบางอย่าง บางประการซึ่งมีผลต่อคดีก็ยังสามารถที่จะยกมาเป็นข้ออ้างในการต่อสู้ได้ ซึ่งผมคิดว่าการที่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้บัญญัติถ้อยคำซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิในการต่อสู้ทางคดีและจำกัด ความเสมอภาคในทางกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการพิจารณาคดีนี้ก็ไม่น่าที่จะชอบ ที่สำคัญก็คือว่าเมื่อเป็นหลักการที่รัฐบาลเขียนไว้ค่อนข้างแข็งขันเช่นนี้ ไม่สามารถที่จะไป แปรญัตติ ไม่สามารถที่จะไปแก้ไขได้ในชั้นของกรรมาธิการก็จะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผมจึงมีความเห็นต่อท่านประธานว่าขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา ก่อนรับหลักการจะเป็นประโยชน์ แล้วก็จะทำให้กฎหมายนี้มีความรอบคอบมากขึ้นดังที่กระผม ได้นำเรียนกับท่านประธาน ขอบคุณครับ