สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สงวน พงษ์มณี เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว โดยเสนอแนะว่าควรแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศไทย โดยเฉพาะภาษาท้องถิ่น ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ผมขอแสดงความคิดเห็นต่อรายงานฉบับนี้เพราะว่าที่ผมจะ เสนอความคิดเห็นเพราะผมคิดว่ามันน่าจะไปดูถึงจุดว่าจบรายงานแล้วท่านรับอะไร ไปดำเนินการอย่างไร ผมดูว่าอ่านโดยตลอดแล้วอ่านใหม่ ๆ นะครับท่าน ท่านประธานครับ อ่านดูแล้วแปลกใจว่าทำไมรายงานอย่างนี้ รายงานแค่นี้ แต่พอไปดูภาคผนวกในมาตรา ๑๗ ถึงได้รู้ว่าได้รายงานตามกฎหมาย ในส่วนที่ท่านเขียนไว้บอกว่ารายละเอียดของแผนภูมิต่าง ๆ ในนี้ก็บอกว่าสถานที่ ๖ ที่เกิดความรุนแรง ต่อไปลำดับที่ ๑๕ ก็บอกว่าเวลาที่เกิดความรุนแรง มากน้อยก็เขียนลงมา ก็เสมือนว่าทำตามกฎหมายเท่านั้น แต่ได้อ่านโดยละเอียดแล้วผมว่า ทั้งฉบับนี้หน้าที่ต้องศึกษาคือหน้า ๒๑ หน้า ๒๒ ผมขอบคุณมาก ท่านใช้ภาษาได้ดีแล้วก็ ระมัดระวังก็ถือว่าการเขียนอย่างนี้ถือเป็นการเคารพผู้อื่น แต่ว่าสาระของหน้า ๒๑ หน้า ๒๒ ผมถือว่าเป็นสาระที่รุนแรง ที่ท่านเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ ในรัฐสภาของเราท่านต้องเสนอต่อ สภาสูงด้วย ผมคิดว่าหน้า ๒๑ หน้า ๒๒ นั้นบอกเราว่าการออกกฎหมายใน พ.ศ. นั้น มันสร้างความยากลำบากให้กับคนใช้กฎหมายกับคนที่กำกับดูแล เพราะว่าเขียนกฎหมาย แล้วท่านบอกว่า ๑๘ มาตรา ท่านเขียนไว้ในหน้า ๒๑ ว่าต้องตีความทุกมาตรา ก็แสดงว่า เขียนไว้ไม่ชัดเจน ผมอยากจะให้พวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ผมอยากกล่าวถึงท่านท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายคือท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ ท่านได้พูดว่ากฎหมายของไทยน่าจะต้องมี ฟุตโน้ต (Footnote) แล้วกระมัง เพราะมันตีความกันเหลือเกิน เขียนจนกระทั่งว่าใครมาทีหลัง ตีความเกินกว่าเจตนาที่เขียนด้วยซ้ำไปก็มี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อท่านเขียนอย่างนี้ท่านรับฟัง พวกเราไปแล้วน่าจะต้องเสนอแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนขึ้น หากการรับทราบรายงานนี้จบจะมี กฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งสอดคล้องต้องกันเรื่องการแก้กฎหมายอาญาว่าด้วยอายุให้ชัดเจนเรื่องอายุ ของสตรีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ท่านเชื่อไหมครับ บางคนติดนิดเดียวด้วยเพราะว่า คุณโตเกินวัยเห็นไหมครับ ถ้าเราเขียนแบบกฎหมายยาเสพติด บทสันนิษฐานมี ๑๕ เม็ด ให้สันนิษฐานไว้เลยว่าขายใช่ไหมครับ มันรุนแรงนะครับ มันชัดเจน อันนี้ก็เหมือนกันครับ ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตราทั้งหมด มันต้องตีความทั้งนั้นเลยและการตีความมันจะเอื้อประโยชน์ ให้กับความสัมพันธ์ทางสังคมของคนตีความกับคนถูกลงโทษ กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านได้อ่าน หมายเหตุท้ายฉบับ มันชัดว่ามันคุ้มครองสถาบันครอบครัว มันชัดตรงนี้นะครับ เป็นกฎหมายใหม่ ฉบับแรกแล้ว มันบังคับโดยกฎหมายว่าท่านต้องรายงานต่อสภาสภาเราไม่ใช่เพียงรับฟังต้อง ดูความผิดพลาดของเราด้วยว่ามันเป็นอย่างไร ท่านอ่านหน้า ๒๒ นะครับ คำพูดที่ท่านใช้ ผมว่าน่าชมเชย ท่านบอกว่ากลไกในการปฏิบัติงาน เช่น ตำรวจ ผมชมเชยตรงนี้นะครับ อาจไม่มีความรู้ ท่านไม่ได้ด่าเขา แต่ว่าอาจไม่มีความรู้ แล้วสำทับด้วยว่าหรือมีความรู้ความเข้าใจ แต่ไม่ตระหนักต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อครอบครัว นี่เป็นสาระสำคัญของหนังสือฉบับนี้ ทั้งฉบับ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องอะไร ผมจะพูดต่อไปนี้จะไม่หยิบหนังสือฉบับนี้ขึ้นมาอีก จะพูดเผื่อว่าถ้าท่านจะแก้กฎหมายนี่มันจะทำอย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นวิธีคิดและวิธีทำงาน ของสังคมเรา วิธีคิดกำหนดวิธีทำงาน วิธีคิดมันจึงกำหนดไว้ในสาระสำคัญของกฎหมายที่เรา ตั้งใจจะเขียนขึ้น เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ต้องการคุ้มครองครอบครัวและบุคคล การกระทำความรุนแรงในครอบครัวถือว่าเป็นความผิด แต่ก็ยังคิดว่าสถาบันครอบครัวนี่ ควรจะต้องคุ้มครอง ท่านครับ ทั้งหมดนี้มันจึงเป็นการบันทึกสถานการณ์ เป็นบันทึก ปรากฏการณ์เท่านั้นเอง ซึ่งมาตรา ๑๗ ต้องเพิ่มเข้าใจถึงสาเหตุแห่งปรากฏการณ์นั้นท่านคิดว่า มันคืออะไร ในนี้ต้องมีครับ ทำไมหรือครับ เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้มันมีธาตุแท้ ของปัญหาทั้งสิ้น ถ้าเราไม่สามารถที่จะรู้ถึงธาตุแท้ของปัญหาเราก็แก้ปัญหาไม่ได้นะครับ ปรากฏการณ์นี้มันมีความพร้อมของมันมันก็เกิดขึ้น เดี๋ยวมีความพร้อมก็เกิดขึ้นอีก ท่านเห็นไหมครับ ว่ามันมีสถานที่และเวลาแต่มันจะซ้ำ ๆ ขึ้นมาว่ามันมีความถี่ นั่นแสดงว่ามันมีองค์ประกอบ เกิดขึ้นแล้วมันถึงได้เกิดใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเจอปรากฏการณ์ท่านเองจะต้อง ถอดกฎกุมข้อมูลให้ชัด แล้วชี้นำสังคมว่ามันเกิดขึ้นจากอะไรโดยการประเมินของท่านนี่ อาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่สภานี้จะเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านเข้าใจผิด หรือเข้าใจเหมือน หรือเข้าใจต่าง นี่เป็นประเด็นแรก ท่านจับคู่ความขัดแย้งอย่างนี้นะครับ เมื่อเจอปรากฏการณ์ท่านต้องหา ธาตุแท้ของมันให้ได้ อันนี้เป็นอันที่ ๑

อันที่ ๒ ข้อกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงทางสังคมตัวนี้ มันมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด วันนี้อย่าหวังว่าผู้บังคับใช้กฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายคือ เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมนี่จะเข้าใจในกฎหมาย ทุกคนในสังคมไทยสำคัญผิดคิดว่า ตัวเองเป็นกฎหมายทั้งสิ้น ในสภาแห่งนี้เคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน อาจารย์ ผู้สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งท่านเป็นสมาชิก ผมไม่สามารถจะเอ่ยชื่อท่านได้ กับสมาชิกอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นอดีตครูประชาบาลโต้กันด้วยข้อกฎหมาย ในที่สุดหลังจาก จบการประชุม ในที่ประชุมนะครับ อาจารย์สอนกฎหมายพูดนี่เหมือนกันเป็นเรื่องจริง ทั้งหมด เพราะที่ท่านพูดมันคือสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ว่าคนที่เป็นครูประชาบาลพูดนั้นเขาอ่าน กฎหมาย และเขาเอาข้อเท็จจริงของสาระสำคัญของกฎหมายมาพูด เพราะฉะนั้นมันเลย เกิดการวิวาทะขึ้น ในที่สุดถึงได้ถึงบางอ้อว่าคนจำนวนมากที่สอนกฎหมาย ที่ใช้กฎหมายอยู่ใน กระบวนการยุติธรรมนี่สำคัญเข้าใจว่าตัวเองนี่คือกฎหมาย ไม่ได้ดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ของจริงมันเป็นอย่างไร วันนี้กฎหมายของเราเป็นอย่างนี้ทั้งหมด ถึงได้มีการเติมความคิด เข้าไปในกฎหมายแล้วก็ทำให้สาระมันเปลี่ยนแปลงไป

ท่านครับ เรื่องต่อไปผมจะพูดถึงเรื่องการปฏิบัติการเชิงรุกในการทำงาน ของพวกท่าน ในมาตรา ๑๗ นั้นจะต้องเขียนสาระสำคัญแห่งนี้ไว้ว่าท่านจะปฏิบัติการเชิงรุก ให้เห็นธาตุแท้ของปัญหาอย่างไร แล้วท่านก็ต้องรายงานต่อสภาด้วยว่าท่านเห็นปัญหานี้ จากสาเหตุอะไร ๆ วันนี้ปฏิบัติการเชิงรุกของท่านจะส่งผลอะไรบ้าง จะทำให้องค์กรอื่น ที่เอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ได้ทำงานเพื่อสังคมบ้าง ผมยกตัวอย่าง สสส. เอาเงินภาษี ไปใช้ แต่วันนี้เงินประกันสังคมที่โรงพยาบาลเข้าไปยังต้องแบ่งให้โรงพยาบาลไปโฆษณา ไปให้ความรู้กับประชาชนอีก ไปทำทำไม เห็นไหมครับ สสส. ต้องเอาเงินของเขามารับใช้ ความรุนแรงเหล่านี้ด้วยว่าเขาควรจะให้การศึกษาใครที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ผมยกตัวอย่างอันหนึ่งครับ หน่วยงานหนึ่ง ๆ เอาเงินภาษีประชาชนไปคิดข้ามคนอื่นหมดเลย นะครับ เมื่อกี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติพูดถึงโรงเหล้า โรงเหล้าวันนี้โฆษณาในกีฬาเมืองไทย ไม่ได้เลยนะครับ หลายบริษัทต้องไปซื้อเอาตราของตัวเองไปติดเสื้อเมืองนอกทีละ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท แล้วเราถ่ายทอดสดมา แล้วคุณแก้ปัญหาอะไร เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้ต้องใช้เพื่อกฎหมายฉบับนี้ด้วย ทำไม เดี๋ยวผมจะพูดต่อ ท่านครับ ก่อนจะพูดเรื่องความรุนแรงทางวัฒนธรรมที่ถูกกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมนี่ ผมขอพูดเรื่องคู่ความขัดแย้งก่อน วันนี้ท่านครับ เราเป็นสังคมพุทธ พูดดีเหลือเกิน งดงาม มาก ไม่ต้องไม่มีบ่อน วันนี้บ่อนเต็มเมืองครับ แต่มีหวยได้และมีหวยการกุศลด้วย ก็นั่น หมายความว่าวันนี้เรามีการพนันเพื่อการกุศลด้วยใช่ไหม วาทกรรมเหล่านี้มันเป็นจินตนาการ ของคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจว่าตัวเองนี่ครอบงำสังคมโดยความคิดของตัวเองได้ วันนี้มันไม่ใช่ สื่อสาธารณะมันไปไกลกว่านั้นแล้ว โสเภณีไม่ควรมี การทำแท้งเสรีไม่ควรเกิด เห็นไหมครับ มีครั้งหนึ่งผมประชุมอยู่ในห้องกรรมาธิการคณะกรรมาธิการหนึ่งมีการพูดเรื่องกฎหมาย ทำแท้ง คนที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทำแท้งกับคนที่ต้องการทำแท้งมาร้องไห้ว่าเขาจำเป็น เขาไม่รับนี่ เขารับไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นกับเขา ทุกคนไม่มีใครให้คนนั้นไปทำแท้งเสรีได้เลย เพราะผิดจรรยาบรรณ แต่ในที่สุดเด็กผู้หญิงคนนั้นถามว่าถ้าหนูคลอดออกมาใครจะเลี้ยง คนต่อต้านไม่มีใครพูดได้เลย นั่นหมายความว่าความขัดแย้งของการต่อสู้ความคิดทางสังคม มันเกิดกระบวนการที่ว่าทำซ้ำ ๆ จนเป็นผลผลิตใหม่ แล้วผลผลิตใหม่ทางความคิดของ วาทกรรมทางการเมืองทั้งหลายก็มาครอบงำสังคมของเราจนกระทั่งบี้แบนอยู่ขณะนี้ วันนี้ บ่อนบ้านเราไม่มีนะครับ แต่บ่อนชายแดนนี่คนไทยไปเล่นเพียบ ทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ไปหมด แต่บ้านเขาเด็กก็เข้าไม่ได้ ผู้ชาย ผู้หญิง เข้าไม่ได้ เข้าไปก็เล่นไม่ได้ ใครฉลาดกว่ากัน ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งว่าคนฉลาด ๒ คนคุยกัน อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ที่ฉันเขียนนี่ ที่ฉันพูดนี่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด ถูกต้องที่สุด ณ ขณะนี้ทุกมหาวิทยาลัย เป็นอย่างนี้ เพราะอะไรครับ สอนนักเรียนคนไหน ๆ นักศึกษากลุ่ม ๆ ไหน ก็ตอบเหมือนฉันหมดละ ท่านเห็นไหมครับอาจารย์ ผมไปถามนักเรียน นักเรียนก็บอกว่าถ้าอาจารย์คนนี้สอนจะต้อง ตอบอย่างนี้ ถ้าอาจารย์คนนี้สอนเรื่องนี้ต้องตอบอย่างนี้ ตอบทำไมครับ ถ้าตอบอย่างอื่น ไม่ได้คะแนน ถามว่าคน ๒ กลุ่มนี้เราจะเอาความฉลาดให้ใคร ถ้าสังคมเราเป็นอย่างนี้นะครับ กฎหมายฉบับนี้ต้องปรับปรุงอีกเยอะ เขียนแล้วให้มันดิ้นไม่ได้เลย ท่านครับ กีฬาอาชีพ เมืองนอกนี่มันคู่กับการพนันนะครับมีคู่กับโต๊ะบอลเลยครับ วันนี้กีฬาอาชีพของเราไม่มี โต๊ะบอลทำอย่างไร ไปเปิดชายแดน อยู่ไม่ได้ สตง. ตรวจวุ่นไปเลย เพราะว่าท้องถิ่นเอาเงิน ไปลงทุนไปช่วยตรงนั้น เป็นบริษัทเอกชนช่วยไม่ได้ พูดเรื่องนี้ทำไมมันเกี่ยวกับกฎหมาย มีกฎหมายเกี่ยวกับรายงานตรงไหน กำลังพูดว่าการผิดฝาผิดตัวมันเกิดขึ้นในสังคมเรา ซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านครับ เสียดายที่ผมไม่ได้เตรียมเอกสารที่ผมค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้มา

ผมจะพูดเรื่องสุดท้าย ความรุนแรงที่สุดที่เกิดกับสตรีและเด็ก เกิดจาก กระบวนการกล่อมเกลาทางการเมือง ทางวัฒนธรรม ทางสังคม เกิดการกดขี่ทางวัฒนธรรม ของจักรพรรดินิยมภายใน ศูนย์กลางคือกรุงเทพฯ กดขี่ภาษาที่เป็นภาษาท้องถิ่นนี่ ทั่วประเทศ เกิดความรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่กี่วันก่อนวันวาเลนไทน์ (Valentine) ท่านประธาน ผมได้อยู่ดูรายการหนึ่งผมตกใจครับ ออกกลางคืนง่วงก็ง่วงครับ พอได้ยินพิธีกรพูดเรื่องนี้ขึ้น ผมตาสว่างครับ เขายกตัวอย่างเรื่องเสื้อผ้า ยกเสร็จแล้วเขาบอกว่า อย่างไรครับ พูดกันหัวเราะตลก บอกว่าอย่างไร บอกว่าก็ใส่เสื้อคออย่างนี้ก็เหมือนกับเรา ไปนอนกับผู้ชาย ไปนอนบ้านอื่นมากับผู้ชาย รุ่งเช้าไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนก็เปลี่ยนคอเสื้อนี้มาใส่ ก็ดูสวยดี ฟังแล้วไม่ได้คิดครับ แต่คุณกำลังจะบอกให้เด็กที่ฟังเรื่องนี้ที่ไปเปิดซ้ำตอนเช้าด้วยว่า การไปนอนกับผู้ชายคนอื่นนี่มันไม่ผิด เห็นไหมครับ เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครพูด ไม่มีใครคิดเท่าไร วันนี้ผมคิดว่าอยากจะให้พวกเราที่เป็นคนอยู่ในกรอบของการทำงานซึ่งเป็นมันสมองของชาติ ทั้งหลายนี่ อย่าได้ใช้ อย่าได้ทำลายภาษาท้องถิ่น วันนี้คนภาคเหนือกับคนภาคอีสาน นี่เจ็บปวดมาก ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองที่ทำลายล้างกันนี่ ยกระดับเป็นการดูถูกวัฒนธรรม ท้องถิ่นความรุนแรงจะเกิดขึ้นไม่ว่าหญิง ว่าชาย ว่าเด็ก วันนี้ภาคเหนือนะครับ ภาษาสุภาพ ที่สุดของภาคเหนือของผมนี่ กลายเป็นคำหยาบโลนของภาคกลางแล้วพูดเยาะเย้ยถากถาง อย่างเมามัน บ้านผมนี่เอาของไหม เอาไหม ไม่เอา เอาไม่เอา เป็นภาษาสุภาพมาก แต่วันนี้ กลายเป็นเรื่องเซ็กส์ (Sex) ของคนภาคกลางแล้วเอาไปกดหัวคนทั่วประเทศ ระวังให้ดีจะไม่มี ถนนเดินครับ ความรุนแรงเหล่านี้บางคนไม่เข้าใจ การทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นนี่อันตรายมาก อย่าให้เกิด ทุกคนเข้าใจว่าเกิดความสูญเสียความเป็นมนุษย์การตอบโต้จะรุนแรงและป่าเถื่อน อย่างที่คนไม่เคยคิดก็แล้วกัน ผมพูดทั้งหมดนี่ ผมอยากจะเห็นรายงานอย่างนี้ แล้วท่านไปลอง สรุปหน้า ๒๑ หน้า ๒๒ ในทัศนะของท่านเพื่อต้องการแก้ปัญหาสังคมนี่ แล้วมานำเสนอ ในคราวหน้า หากผมมีโอกาสอยู่ในสภานี้ หรือสภามีอายุยืนถึงวันนั้น ผมจะอ่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วผมเข้าใจว่าที่ผมพูดนี่ ผมมีเจตนาเพียงอย่างเดียว อยากจะให้เห็นความรุนแรงที่ไม่ได้เกิด จากการกระทำโดยตรง ที่เป็นรูปธรรมที่มองเห็น ผมเห็นว่าความรุนแรงที่สุดในขณะนี้คือ การทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ย่อยยับ กระบวนการตั้งรับที่แข็งแรงนี่คืออะไร ท่านประธานครับ คือให้วัฒนธรรมท้องถิ่นลุกขึ้นมาตอบโต้วัฒนธรรมส่วนกลาง ให้คนภูมิใจในการเป็นคนในถิ่นนั้น เราไปเที่ยวเมืองจีนนี่ ชนชาติว้าเขาจะบอกเลยว่าในอดีตญาติของเขา บรรพบุรุษของเขานี่ ทำนาทีหนึ่งก็ไปไล่ตัดคอคน แล้วเอาคอคนมาแช่น้ำ เข้าใจว่าจะได้ปุ๋ยได้อะไร บูชาเทพเจ้า แล้วข้าวมันจะดี เขาบอกว่าเขามาจากคนพวกนั้นเขาภูมิใจ แต่วันนี้คนบ้านผมบางตำบลไม่กล้าบอก แม้แต่ว่าผมเป็นคนก้อ บ้านก้อ ตำบลเล็ก ๆ ไม่กล้าบอกเพราะอะไรครับ เพราะเขาถูกมองว่า เขาเป็นคนชั้น ๒ เหมือนกันครับกรุงเทพมหานครไม่ได้ใหญ่ที่สุด กรุงเทพมหานครคือส่วนรวม ของทุกที่ เมื่อไรกรุงเทพมหานครคิดว่าตัวเองใหญ่ที่สุดนี่ ก็จะไม่มีอะไรแตกต่างไปจาก พ.ศ. ๒๔๑๑ ขอบคุณครับท่านประธานครับ