สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สามารถ ราชพลสิทธิ์ เสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ในท้องที่เขตห้วยขวาง เขตวัฒนา และเขตสาทร กรุงเทพมหานคร

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ในท้องที่เขตห้วยขวาง เขตวัฒนา และเขตสาทร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น อันที่จริงรถไฟฟ้าสายนี้มีการก่อสร้างแล้วเสร็จ เปิดให้บริการแล้วก็คือเส้นทางจากหัวลำโพง ผ่านรัชดาภิเษก ผ่านลาดพร้าวไปสิ้นสุดที่บางซื่อ ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร สาเหตุ ที่ต้องตราเป็นร่างพระราชบัญญัติก็เพราะว่ามีที่ดิน หรือมีอสังหาริมทรัพย์บางแปลง ที่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตราไว้เพื่อใช้ ในการกำหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากการตราเป็นพระราชบัญญัติ เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินนั้น หน่วยงานราชการ จะต้องถือกรรมสิทธิ์ หรือครอบครองกรรมสิทธิ์นั้น แต่การตราเป็นพระราชบัญญัติกำหนด ภาระในอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ครับ แต่ว่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้น มีภาระที่เจ้าของจะนำไปใช้ หรือดัดแปลงการก่อสร้างไม่ได้ เพราะอาจจะกระทบถึง โครงสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน เดิมนั้นที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเส้นทางนี้ เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่มีปัญหาอยู่ ที่มีการเจรจา มีการตกลงซื้อขายหรือโอนกันอยู่นะครับ ทั้งหมด ๑๑๓ แปลง ๑๑๓ แปลงนั้น ปรากฏว่า ๙๖ แปลงสามารถเจรจาตกลงกันได้ ใน ๙๖ แปลงนั้นแบ่งเป็น ๘๑ แปลง เป็นที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของเอกชน อีก ๑๕ แปลงนั้นเป็นของราชการ ๑๕ แปลงแบ่งเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ๑๔ แปลง อีก ๑ แปลงนั้นเป็นที่ดิน ของราชพัสดุ ก็ถือว่าสามารถเจรจาตกลงกันได้ ๙๖ แปลง หรือคิดเป็น ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มีปัญหาอยู่ ๑๗ แปลงเท่านั้นที่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ แต่ทั้ง ๑๗ แปลงนั้นเจ้าของ อสังหาริมทรัพย์ได้มารับเงินที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ได้วางไว้ที่ธนาคารแล้วนะครับ อันนี้ละครับเป็นคำถามที่น่าสนใจว่าเหตุใดจึงไม่สามารถ เจรจาตกลงกันได้ อาจจะเป็นเพราะว่าค่าทดแทนในภาระของอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งการคิดค่าทดแทนได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง มีสูตรการคิดตายตัว เรื่องนี้จำเป็นที่ รฟม. ต้องไปทบทวนดูว่าสูตรการคิดค่าทดแทนให้กับที่ดินที่มีภาระนั้น เหมาะสมหรือไม่ หรืออาจจะเป็นว่าพื้นที่ดิน ลักษณะที่ดินที่ถูกกำหนดให้เป็นภาระ มีพื้นที่กว้างเกินไปหรือไม่ ต้องดูให้ดีนะครับ ตรงนี้ละครับที่ทางรัฐบาลหรือ รฟม. ต้องไป ทบทวนว่าสิ่งเหล่านี้เหตุใดเจ้าของที่ดิน เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั้ง ๑๗ แปลงนั้น ถึงไม่ยอมรับ ไม่สามารถเจรจากันได้ แต่เรื่องนี้ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่ว่าจะต้อง ตราเป็นพระราชบัญญัติ เพราะว่าโครงการซึ่งทางนี้ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว แต่เพื่อเป็นการป้องกัน เจ้าของที่ดิน เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั้ง ๑๗ แปลงมาต่อเติม มาตอกเข็ม หรือดัดแปลง อาคาร ซึ่งอาจจะกระทบไปถึงทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน อาจกระทบไปถึงอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินก็ได้ แต่สิ่งที่อยากจะขอให้ภาครัฐดูก็คือเรื่องวิธีการคิดค่าทดแทนในภาระของที่ดินเหล่านั้น ท่านประธานครับ ผมขอถือโอกาสนี้สอบถามไปทางรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ นี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติให้ รฟม. กู้เงินจากกระทรวงการคลังเป็นการกู้เงินในประเทศ สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง ๑๒.๖ กิโลเมตร และเส้นทางสายสีน้ำเงินจากบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง ๑๓ กิโลเมตร และสายสีน้ำเงิน จากหัวลำโพง ผ่านท่าพระ-บางแค ระยะทางประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ทั้งหมดนั้น ครม. ได้อนุมัติกรอบเงินงบประมาณประมาณ ๗๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรวมทั้งค่าก่อสร้างงานโยธา รวมทั้งค่าจ้างที่ปรึกษาในการบริหารการก่อสร้าง รวมทั้งที่ปรึกษาในการควบคุมการก่อสร้าง ผมได้ตรวจสอบแล้วครับว่าสัดส่วนของค่าจ้างที่ปรึกษานั้นสูงครับ สูงกว่าเส้นทางรถไฟฟ้า สายสีม่วงจากบางซื่อ-บางใหญ่ ผมดูสัดส่วนค่าจ้างที่ปรึกษาของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีเขียวจะอยู่ประมาณที่ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ของค่าก่อสร้างงานโยธา ไปเปรียบเทียบ ดูกับสัดส่วนของค่าจ้างที่ปรึกษารถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งมีร้อยละ ๓.๓ เท่านั้น สายสีน้ำเงิน สายสีเขียวนั้นค่าจ้างที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันที่จริงสัดส่วนนี้จะต้อง ไม่เพิ่มขึ้น เพราะเป็นการเทียบเคียงกับค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าก่อสร้างงานโยธานั้นเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วน ๓.๓ เปอร์เซ็นต์จะต้องคงที่ ผมถึงขอฝากให้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคมได้ไปตรวจสอบว่าเหตุใดค่าจ้างที่ปรึกษาทั้งบริหารโครงการและควบคุมงานก่อสร้าง จึงเพิ่มขึ้นถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หวังว่าท่านคงตามผมทันนะครับ จะต้องไม่เพิ่มขึ้น เพราะเรา เทียบเคียงเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นสัดส่วนตัวนี้จะต้อง คงเดิมหรือน้อยกว่าเดิมก็จะเป็นผลดีแก่ภาครัฐ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมติดตามมาโดยตลอด ก็คือเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทต่อสาย ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก มาตอบแทน ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่านครับ ในวันนั้นท่านก็ยอมรับว่าไม่สามารถดำเนินการ ทำให้มีค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสายได้ทันที แต่ขอเวลา ๓ เดือน บอกว่าจะเห็นเป็นรูปธรรม ผมก็รอมาครับ เวลานี้ประมาณ ๕ เดือนแล้วก็ยังไม่เห็นมีความคืบหน้า ก็ขอฝากไปยังรัฐบาล ผ่านท่านประธานครับว่าให้เร่งรัดเรื่องนี้ เพราะมีพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครนั้น รอคอยกันมากมาย แต่อยากจะฝากถึงท่านว่าการทำค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้ลดลง เหลือ ๒๐ บาทตลอดสายนั้นท่านจะต้องเจรจากับผู้รับสัมปทานทั้ง ๒ โครงการ ก็คือ ผู้รับสัมปทานของรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็คือบริษัท