สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ขจิตร ชัยนิคม เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณากฎหมาย โดยเน้นย้ำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายที่มีความสำคัญ โดยไม่ให้รัฐบาลหรือสภาสกัดกั้นหรือเลื่อนวาระ และกำหนดเวลาพิจารณาให้ชัดเจน

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในกฎหมายฉบับนี้ผมเห็นด้วย ในหลักการ แต่ว่าในรายละเอียดทั้งฉบับมีหลายเรื่องซึ่งผมไม่เห็นด้วย ก็ขอเสนอความเห็น ดังนี้ครับ

ในเรื่องกรณีที่บัญญัติถึงผู้ริเริ่มในการเสนอกฎหมาย ผมไม่เห็นด้วย กับการกำหนดจำนวนในการที่จะกำหนดว่าผู้ริเริ่มในการที่จะเสนอกฎหมาย ถ้าเขาคิด ๒ คน ๓ คน ก็ให้เขาริเริ่มได้ การที่จะมาสนับสนุนก็เป็นงานต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการในการที่จะ หาคนมาสนับสนุน นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ มีหลายท่านพูดแล้ว ผมก็เห็นด้วยก็คือว่าการเสนอกฎหมาย ผู้เสนอไม่ควรจะได้แนบสำเนาทะเบียนบ้านหรืออะไรมาหรอกครับ แล้วตรงนี้ก็ควรจะมี บริการจุดเดียวให้ได้ตลอดในการตรวจสอบ ไม่ใช่ส่งไปโน่นไปนี่แล้วทำให้เสียเวลา ทำให้ เหมือนประเทศนี้ยังไม่ได้พัฒนา ถ้าเสนอลงชื่อ ๕๐,๐๐๐ คน ต้องหอบกระดาษ ๕๐,๐๐๐ แผ่น หรือประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ แผ่น มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำ ถ้าจะตรวจสอบว่าคนนี้คือคนไทย หรือไม่ มีอะไร ก็เขียนชื่อแบบที่หลาย ๆ ท่านพูด แล้วเอาเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนไป เสร็จแล้วก็ปั๊มลายมือไป แผ่นหนึ่งได้ ๑๐ คน ๒๐ คน ไม่ใช่มากองกันอยู่แล้วก็ต้อง เอากระดาษแสน ๆ แผ่นถึงจะเสนอกฎหมายได้ ผมว่าควรจะยกเลิก

ประการต่อไป ในการตรวจสอบหลักฐานควรจะกำหนดตรวจสอบได้ที่จุดเดียว ไปส่งจุดไหนก็จุดนั้นละตรวจ กระบวนการตรวจสอบมันทันสมัยอยู่แล้ว ผมไม่ต้องพูดมาก ประเด็นนี้

ประเด็นต่อไป ผมเห็นด้วยกับการเขียนให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มาช่วยระดมคนมาลงชื่อช่วย หรือมาช่วยร่างกฎหมาย แต่ผมเห็นว่าในหลักข้อนี้ ควรจะเขียนลงไปว่าให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วก็ในกฎหมายฉบับนั้น ฉบับที่กำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเขามีหน้าที่อยู่แล้ว ผมเป็นกรรมาธิการร่าง เขามีหน้าที่ในการที่จะดูแลช่วยเหลือประชาชนในการที่จะเสนอกฎหมาย เขาเขียนไว้ชัด ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก็ควรจะเขียนฉบับนี้ให้สอดคล้องกันเสีย ว่าให้คณะนี้เป็นคนที่ช่วยประชาชนในการร่างกฎหมาย

ลำดับต่อไปที่ผมจะพูดค่อนข้างยาวก็คือว่า กระบวนการพิจารณากฎหมาย ผมคิดว่าเท่าที่เขียนไว้นี่ไม่พอ ในรัฐบาลที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายแก้ไข รัฐธรรมนูญ ขออนุญาตออกชื่อฉบับที่หมอเหวงท่านลงชื่อก่อนเพื่อน ถูกแซงขึ้นมาแล้ว แซงแล้วแซงอีก ประชาชน ๒๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๑๐๐,๐๐๐ คน ไม่ได้มีความหมายเลย ถูกวาระอื่นข้ามมาหมด ผมเป็นผู้แทนราษฎรในสมัยนั้น ผมเสนอบอกให้เอามาพิจารณา ผมก็แพ้เสียงส่วนใหญ่ ท่านประธานครับ ผมกำลังบอกว่าในกฎหมายฉบับนี้ถ้าจะจริงใจกับประชาชน จะต้องเขียน ไม่ให้รัฐบาลสมัยที่ประชาชนเสนอนี้สกัดกั้นกฎหมายได้ ผมหมายความว่าให้ได้รับ การพิจารณาในสภา ส่วนสภานั้นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะผ่านกฎหมายออกไปหรือไม่ผ่าน ก็อย่าให้ใช้เวลานาน มีอย่างที่ไหนครับ เสนอไว้ ๒ ปียังไม่ได้รับการพิจารณา มันไม่ควรเป็น อย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการบรรจุวาระแล้วควรจะมี การกำหนดเวลาให้สภานี้พิจารณาภายในกี่วัน ๆ ว่าไปเลย ให้เสร็จ ถ้าสภาพิจารณาไม่ได้ ก็ยกประโยชน์ให้ประชาชนเลย ให้เอาของเขามาใช้ มันถึงจะมีกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน ซึ่งยากลำบากอยู่แล้วกว่าจะมาเสนอโดยประชาชน แปลว่าเสนอโดยรัฐบาล รัฐบาลก็ไม่เสนอ เสนอโดยผู้แทนราษฎร ๒๐ คนก็ไม่ได้ เพราะผู้แทนราษฎรอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องนโยบายพรรค หรือเรื่องอะไรของพรรค ไปจนถึงประชาชนต้องเสนอเอง แล้วผมมีความเห็นว่า กฎหมายอะไรก็ตามที่ประชาชนเสนอเองมันเป็นการสะท้อนการอยากจะแก้ปัญหาที่เขาอยู่ เขาให้ความสำคัญ จนกระทั่งเขาจะต้องลงชื่อกันเป็นหมื่น ๆ เป็นแสนคนเพื่อจะแก้กฎหมายนี้ ควรจะเห็นความสำคัญตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงกระบวนการพิจารณากฎหมาย ๑. ต้องเขียน ไม่ให้มีการสกัดกั้นหรือมีการเลื่อนวาระขึ้นมา ผ่านแล้วทั้ง ๆ ที่อยู่วาระด่วนก็ไม่ด่วน ด่วน ก็ต้องรอไป ๒ ปี ด่วนอื่นแซงขึ้นมาหมด อย่างนี้ไม่ได้ ไม่ควรจะมีอยู่ในกระบวนการพิจารณา ของสภานี้ แล้วก็ฝากสำหรับองค์กรประชาชนที่เสนอกฎหมาย ผมเป็นกรรมาธิการพิจารณา กฎหมายที่เสนอโดยประชาชนมาแล้วประมาณ ๔-๕ ฉบับ ตั้งแต่กฎหมายองค์กรอิสระ เพื่อผู้บริโภค องค์กรอิสระเพื่อพิจารณาเรื่องให้ความเห็นสิ่งแวดล้อม ผลกระทบ ทางธรรมชาติและสุขภาพ แล้ววันนี้ร่างพระราชบัญญัติสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย ก็เสนอ โดยแพทย์แผนไทยทั้งหลายนี้นะครับ ผมก็เป็นกรรมาธิการอยู่ ข้อควรพิจารณาในเรื่อง กระบวนการหรือการตั้งตัวแทนก็ต้องฝากไปยังฝ่ายประชาชนที่เสนอกฎหมายว่าท่านต้องคัดเลือก คนที่พร้อมจะเสนอความเห็นในขั้นกรรมาธิการ ไม่ใช่มานั่งแล้วก็ไม่เสนอความเห็น แล้วไปภายนอกก็บอกว่าคนอื่นมีมติอะไรทำให้กฎหมายคลาดเคลื่อนจากเจตนาของตนเอง อันนี้ฝากไปยังประชาชนที่จะเสนอกฎหมายด้วยเวลาตั้งตัวแทนเข้ามาพิจารณาในขั้น กรรมาธิการ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเน้นเป็นพิเศษก็คืออย่าให้กระบวนการเสนอกฎหมายถูกยับยั้ง โดยรัฐบาลหรือโดยสภา จงกำหนดเวลาให้ชัดเจนเสีย รัฐบาลหรือสภาชุดนั้นจะเอา หรือจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กฎหมายที่ประชาชนเสนอก็ให้มีมติ ไม่เอาก็ให้ตกไปนะครับ ถ้าเอาก็เอาเป็นคุณูปการหรือเป็นการเคารพประชาชน ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ขอบคุณมากครับ