นิยม เวชกามา หารือเรื่องการยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายปี 2542 และเสนอให้มีกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมแสดงความคิดเห็นในกฎหมาย ซึ่งมีความสำคัญแก่บ้านแก่เมือง แก่พี่น้องประชาชน เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิม คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายปี ๒๕๔๒ นับมาถึงวันนี้ ๑๕ ปี ก็เป็นกฎหมายซึ่งล้าสมัยมีความจำเป็นต้องยกเลิกไป แต่เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญนั้น ผมดีใจอย่างหนึ่งคือว่าวันนี้เป็นความใจกว้างของรัฐบาล ซึ่งนำโดยท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำเอากฎหมายถึงแม้ใครเสนอมาแล้วแต่ แต่วันนี้เปิดโอกาสให้นำเสนอเข้ามาอย่างรับรอง เป็นกฎหมายเสนอเข้าสู่สภา เพราะเป็นกฎหมายที่พี่น้องประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ ด้วยตนเอง ที่สำคัญวันนี้ผมก็ดีใจคือสถาบันซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านของเมืองคือ สถาบันพระปกเกล้า ก็เอาชื่อมาเสนอเป็นกฎหมายด้วย เป็นเจ้าภาพด้วย นอกจาก ส.ส. แล้วก็ภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลักอีกอย่างหนึ่งคือสถาบันพัฒนาการเมือง ซึ่งถือว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน ส.ส. ๒๐ คนก็สามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ แต่พี่น้องประชาชนบอกเป็น ๑๐,๐๐๐ คน เป็น ๑๐,๐๐๐ คนต้องหาเผื่อไว้อีก ๒๐,๐๐๐ คน ๓๐,๐๐๐ คน ๕๐,๐๐๐ คน เพราะว่า ข้อกฎหมายมันเป็นการปิดกั้นของประชาชนอย่างหนึ่งคือต้องตรวจ ต้องละเอียด บางที เข้ามาแล้ว ๓ เดือน ๔ เดือน ไม่สามารถตรวจเสร็จ อันนี้คือประเด็นต้องคิดกัน ท่านประธานครับ ผมบอกว่าวันนี้กฎหมายฉบับนี้พี่น้องประชาชนเขารอ รอด้วยความหวังว่าถึงเวลาหรือยัง ที่เขาจะมีโอกาสเสนอกฎหมายด้วยตัวเอง นอกจากให้ผู้แทนของเขาคือ ส.ส. เป็นผู้เสนอแล้ว เขาเองก็อยากเสนอด้วยตนเองแต่ก็ถูกปิดกั้นตลอดมา กฎหมายที่เสนอโดยประชาชนหลายฉบับ ต้องตกไปเพราะความไม่ประสีประสา ความไม่ใจกว้างของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา วันนี้รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ใจกว้างครับ รับรองกฎหมายที่ผ่านมาแล้วกฎหมายเก่า จะเป็น พ.ร.บ. ฉบับใดก็ตาม แต่วันนี้บอกรับรองให้เข้ามา มีการแก้ไขเล็กน้อย กฎหมายทั้ง ๓-๔ ฉบับ ที่นำเสนอเข้าวันนี้เนื้อหาคล้ายคลึงกัน ไม่แตกต่างกันเท่าไร เพียงแต่ว่าผมอาจจะนำเสนอ เหมือนกับท่านที่เสนอคือ ที่สำคัญหลายคน ผู้ทรงเกียรติหลายคนที่มาอภิปรายในสภาแห่งนี้ บอกเป็นห่วงว่าถ้าเสนอแล้วต้องมีสำเนานี้ต้องแก้ไข ผมนำเสนอให้คณะกรรมาธิการ ซึ่งจะนำเสนอต่อไป คือต้องไปแก้ไขว่ากฎหมายที่พี่น้องประชานเขาลงชื่อเสนอเข้ามา ผมก็เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสำเนาบัตรประชาชนบ้าง ทะเบียนบ้านบ้าง แม้กฎหมายที่เสนอเข้ามาโดย ส.ส. ก็ดี โดยประชาชนเองก็ดี หรือโดยสถาบันทางกฎหมายก็ดี ยังเน้นไปที่บอกว่าต้องมีสำเนาบัตรประชาชน ในความคิดผมนะครับไม่มีความจำเป็น แค่เซ็นชื่อแล้วใส่เลขที่บัตรประชาชน ๑๓ เลขก็พอครับ การตรวจสอบเดี๋ยวนี้มันออนไลน์ (Online) กันทั่วประเทศครับ ตรวจที่ไหนก็ได้ บ้านผมจังหวัดสกลนครตรวจถึงที่ไหน ปักษ์ใต้ ภาคเหนือได้หมดครับ อันนี้คือเป็นประเด็นว่าไม่ต้องคิด หลายคนเป็นห่วงว่าไม่รู้ที่ไม่รู้อะไร เดี๋ยวตัวไม่เห็น หาที่อยู่ไม่เจอ ครับ ใส่เลขบัตรประชาชนเข้าไป ๑๓ หลักแล้ว ตรวจสอบ ได้หมดครับ กรมการปกครองตรวจสอบได้ รัฐสภาเองก็ตรวจสอบได้ นี่เป็นประเด็น ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องห่วง อันไหนซึ่งเป็นของประชาชนหลายท่านเป็นห่วงหมด กลัวจะไม่ได้บ้าง กลัวอะไรบ้าง ทีของ ส.ส. เราก็ใส่แค่เลขบัตร เลขที่สมาชิกของ ส.ส. ก็ยัง ทำได้อยู่ ไม่เห็นต้องมีสำเนาบัตรอะไร อันนี้ต้องคิดว่าพี่น้องประชาชนเขาก็เหมือนกัน เขาเลือกเรามาด้วยหัวจิตหัวใจ พวกผมเองเป็น ส.ส. เข้าใจวันนี้ว่าเขาเลือกมาเขาอยากให้มา ทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นในสิ่งไหนที่เขาทำได้ด้วยตนเองก็ให้เขาทำ ไม่ต้องห่วงครับ เขาทำได้ แล้วตรวจสอบได้ ผมก็หวังว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์จริง ๆ เพียงแต่ต้องไปแก้ ในบางมาตราว่าระยะเวลาต้องชัดเจนด้วย โดยเฉพาะการตรวจสอบเอกสารของที่ลงชื่อ แล้วใส่เลข ๑๓ หลักที่ว่าไม่ต้องแนบบัตรประชาชน แต่เมื่อการตรวจสอบไม่มีระยะเวลา ผมก็เหมือนประเด็นที่คนอื่นพูดแล้วว่าผมอยากให้ชัดเจนเลยบอกว่าตรวจสอบต้องแล้วเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน ๖๐ วัน ใส่เข้าไปในเนื้อหาตรงนี้ ไม่อยากให้มีว่าตรวจสอบเป็นเดือนเป็นปี ก็ไม่เสร็จ มันไม่ใช่ เพราะว่าเห็นกฎหมายที่แก้รัฐธรรมนูญของประชาชนเสนอเข้ามา ผมคิดว่าไม่ทันถ้าปล่อยตามกติกา ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ไม่ทันแน่นอน ไปตรวจอยู่ ๓ ปีก็ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นดีแล้วที่หลายฉบับเสนอเข้ามามันเป็นเงื่อนไขต้องบอกว่าถึงเวลาที่จะต้องช่วยกัน ประชาชนเขาก็เป็นคนมีความคิด มีความรู้ ไม่ต้องกลัวหรอก ไปคิดแทนหมด อย่าไปคิดแทนเขา เขาคิดได้ เขาเลือกเรามาเขาคิดได้แล้วครับ ส่วนค่าใช้จ่ายก็เหมือนคนอื่นครับ มันมีกองทุนพัฒนาการเมือง ไม่ใช่เป็นปัญหา เพียงแต่ว่า เอามาใส่ไว้ให้เขา ทำไมจะใส่ไม่ได้ เงินมันมี เงินทำอย่างอื่นก็ทำได้ครับ ผมจึงหวังว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่บรรจุชื่อหรือพี่น้องประชาชนเขาเซ็นชื่อรับรองกฎหมายที่จะ เข้ามาสู่รัฐสภา โดยเงื่อนไขดังกล่าวประกาศชัดเจน เอาไปติดประกาศ ประกาศ ทุกที่ว่าการอำเภอ ทุก อบต. ให้มีว่าเขาลงชื่อจริงแล้ว ถ้าใครไม่สมัครจะลงชื่อหรือมีการแอบอ้าง จะได้เห็น จะได้ทักท้วงได้ อันนี้เป็นประเด็นบอกว่าไม่ต้องห่วง อย่าไปคิดแทนเขา เป็นห่วงอันนั้น อันนี้ทุกอย่าง มันไม่ใช่ครับ สิทธิประโยชน์มันควรได้ ควรมี เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน แบบนั้น ผมก็หวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะต้องได้รับการรับรองคงไม่มีใครคัดค้านอย่างแน่นอนครับ ขอบคุณมากครับ