สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วิภูแถลงว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำถึงอำนาจอธิปไตยของประชาชน และเรียกร้องการปฏิบัติตามหลักการนี้ในการออกกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเสนอกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐสภาเคารพและให้เกียรติกฎหมายที่ถูกเสนอโดยประชาชน

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม วิภูแถลง พัฒนภูมิไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพรักครับ ผมเห็นด้วย ผมเห็นถึงความสำคัญ ผมเห็นถึงความจำเป็น แล้วก็สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่สำคัญ ๒ ประการครับ

ประการที่ ๑ พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ตอบโจทย์สำคัญของการปกครอง ประเทศในระบอบประชาธิปไตย

ประการที่ ๒ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือเรียกว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะแนวโน้มของโลกในอนาคตเป็นที่แน่นอนว่าระบอบ ประชาธิปไตยที่จะมาแทนที่ประชาธิปไตยระบบตัวแทนนั้น ต้องเป็นประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะในหลาย ๆ ครั้ง ในหลาย ๆ โอกาส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงครับ ท่านประธานครับ ไปสนับสนุน ไปเห็นด้วยกับอำนาจนอกระบบเหล่านี้เป็นต้น ฉะนั้นการปกครองประเทศในระบอบ ประชาธิปไตย ต้นทางของระบอบการปกครองนี้ต้องเป็นประชาชนเท่านั้น จะชอบ หรือจะไม่ชอบใครก็ไม่มีสิทธิที่จะไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการสำคัญ ๓-๔ ประการที่กฎหมายฉบับนี้ ได้ตอบโจทย์ ประการที่ ๑ หลักการที่ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชน ฉะนั้นการที่ ประชาชนมีสิทธิที่จะเสนอกฎหมายโดยลงชื่อ ๑๐,๐๐๐ คน เสนอกฎหมายพระราชบัญญัติ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาได้ ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ก็เป็น การตอบโจทย์ พ.ร.บ. ฉบับนี้ตอบโจทย์ว่าอำนาจอธิปไตยมันมีต้นทางมาจากประชาชน แล้วก็มาโดยตรงเสียด้วย ที่สำคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพรักครับ การที่ประชาชน ได้มีโอกาสเสนอกฎหมาย ก็เท่ากับว่าประชาชนได้มีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะอำนาจนิติบัญญัติคือ ๑ ในอำนาจอธิปไตย ฉะนั้นอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อำนาจนิติบัญญัติก็เป็นของปวงชนชาวไทยเช่นเดียวกัน ผมประหลาดใจเสียด้วยซ้ำไป ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ มาตรา ๓ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชน ก็หมายความว่า อำนาจบริหารก็คือรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน อำนาจตุลาการ หมายถึง อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีก็ยึดโยง กับปวงชน อำนาจนิติบัญญัติก็เฉกเช่นเดียวกัน แต่ผมไม่เข้าใจครับท่านประธานครับ บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่ประเทศนี้ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ไม่มาจาก ปวงชนชาวไทย แต่มีสถานะเป็นกฎหมายปกครองประเทศอยู่ได้ อันที่จริงกฎหมายใดก็ตาม ถ้าขัดด้วยรัฐธรรมนูญ มันเป็นโมฆะไม่ใช่หรือครับท่านประธาน แต่ในประเทศนี้บางครั้ง กฎหมายก็เป็นได้แต่เพียงกระดาษเปื้อนน้ำหมึกเท่านั้นเอง เพราะถ้าอำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง บรรดาประกาศ บรรดาคำสั่ง บรรดากฎหมายที่ต้นทาง ไม่ใช่มาจากปวงชนชาวไทยใช้บังคับไม่ได้ครับท่านประธานครับ แต่เอาเถอะครับ กฎหมายฉบับนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นต้นทาง เป็นต้นทางเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเสนอกฎหมายเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา ผมจึงเห็นด้วย สนับสนุน และเห็นว่ามีความจำเป็นในเหตุผล ประการที่ ๑ ในหลักการที่ ๑ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ในหลักการที่ ๒ ระบอบประชาธิปไตยจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ประชาชน ต้องมีสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการเสนอกฎหมาย นี่ก็สอดคล้องแล้วก็ตอบโจทย์สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ ๒ ของหลักการการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ผมจะไม่ข้องแวะกับตัวละคร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะไม่ยอมให้พระพุทธรูปมาบดบังพระธรรมเป็นอันขาด ฉะนั้น ใครจะอย่างไรผมถือว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องใหญ่คือหลักการที่ถูกต้อง เหตุผลที่ตอบถูกต้อง ฉะนั้นประการที่ ๒ ของหลักการประชาธิปไตยผมถือว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ตอบโจทย์แล้ว นั่นคือให้สิทธิประชาชน แต่ก็มีปัญหาอีกเหมือนกัน เพราะถึงว่าจะให้สิทธิ จะให้โอกาส แต่มาติดที่ขั้นตอนของรัฐสภา เพราะว่าการหยิบขึ้นมาพิจารณาก็ดี การบรรจุเข้าสู่ ระเบียบวาระก็ดี ช้าไป การที่ช้าไปก็เท่ากับการไม่เคารพ การไม่ให้เกียรติกฎหมายที่ถูกเสนอ โดยประชาชน ฉะนั้นในรายละเอียดของบทบัญญัติผมว่าก็น่าจะได้พิจารณา

ในหลักที่ ๓ เพราะ ๗ นาที เอาแต่หลัก ๆ เอาแต่เนื้อ ๆ เอาแต่สิ่งที่จำเป็น ที่จะเรียนต่อสภานี้ นั่นก็คือหลักแห่งนิติรัฐ นิติธรรม หลักนี้ก็หมายความว่าคน ต้องเล็กกว่ากฎหมาย กฎหมายต้องใหญ่กว่าคน ฉะนั้นเมื่อประชาชนซึ่งเป็นปวงชนชาวไทย ได้เสนอกฎหมายแล้ว ต้นทางของกฎหมายมันมีความชอบธรรมเพราะในระบอบ ประชาธิปไตยต้นทางของระบอบคือประชาชน ประชาชนคือศูนย์กลาง ฉะนั้นการเปิดโอกาส ให้ประชาชนได้เสนอกฎหมายก็เท่ากับว่าจะได้มีกฎหมายในประเทศนี้ที่มาจากปวงชนชาวไทย อย่างแท้จริง มีความชอบธรรมที่จะใช้ปกครองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นอยู่ แต่เพียงในบทบัญญัติหรือเป็นอยู่แต่ในห้องเรียน แต่ในภาคปฏิบัติยังมีกฎหมายอีกมากมาย ที่มีต้นทางมาจากการยึดอำนาจก็ดี ที่มีกฎหมายมาจากสภานิติบัญญัติก็ดี ที่เป็นประกาศ คำสั่งของคณะปฏิวัติ ปฏิรูปต่าง ๆ ก็ดี กฎหมายเหล่านี้ไม่เป็นนิติรัฐและไม่เป็นนิติธรรม เพราะที่มาไม่มีความชอบธรรม ในบางครั้งนอกจากมีที่มาไม่มีความชอบธรรมแล้วยังไม่พอ เนื้อหาก็ไม่เป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป ฉะนั้นผมจึงสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้เพราะผมถือว่า ประชาชนคือรัฏฐาธิปัตย์ครับท่านประธานที่เคารพรักครับ ขอบคุณมากครับ