สมคิด เสนอปรับลดผู้ลงชื่อเหลือ ๕,๐๐๐ คน ขยายช่องทางยื่นออนไลน์-โทรศัพท์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สมคิด บาลไธสง เสนอความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยเสนอปรับลดจำนวนผู้ลงชื่อจาก ๑๐,๐๐๐ คนเหลือ ๕,๐๐๐ คน และเรียกร้องให้กำหนดสัดส่วนการรับรายชื่อตามภูมิภาคเพื่อสะท้อนความหลากหลายของประชาชน พร้อมทั้งเสนอขยายช่องทางในการยื่นข้อเสนอทางอิเล็กทรอนิกส์และโทรศัพท์เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการพิจารณา ร่างกฎหมายจากภาคประชาชนโดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในอดีตที่ร่างกฎหมายครูถูกเพิกเฉยมาหลาย

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ผมขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ผมเห็นด้วย ตั้งแต่ต้นนะครับ ตั้งแต่ นปช. เขาส่งเข้ามาตั้งแต่เริ่มสภางวดแรก แต่ว่าทางสภาเรา ก็ได้ละเลยมาทุกสมัย จนถึงวันนี้ถึงได้เอาเข้ามาในสภาก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางรัฐบาล ให้ความสำคัญความคิดเห็นในการร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามายังสภาผู้แทนราษฎรครับ กระผมยังเห็นว่า ๑๐,๐๐๐ คน มันมากไปในการที่จะเสนอชื่อ น่าจะสัก ๕,๐๐๐ คน ๔-๕ ภาคน่าจะเฉลี่ยไปภาคละ ๑,๐๐๐ คน ผมเห็นด้วยในการที่จะเสนอชื่อ ไม่ใช่ว่า เอากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง น่าจะทั้งประเทศ น่าจะเป็นสัดส่วนตามจำนวนประชากรโดยพื้นฐาน ภาคใต้ ๑๔ จังหวัดมีประชากรเท่าไร ควรจะมีสัดส่วนเท่าไร ภาคอีสานมี ๒๐ ล้านคน ควรจะใช้สัดส่วนประชากรเท่าไร ในจำนวน ๑๐,๐๐๐ คน หรือ ๕,๐๐๐ คน ตามที่เราได้ดู ในร่างนี้นะครับ ผมเสนอว่าถ้าเป็นไปได้ ๕,๐๐๐ คนได้ไหม เฉลี่ยภาคละประมาณ ๑,๐๐๐ คน ภาคอีสานอาจจะ ๑,๐๐๐ กว่าคน ภาคใต้อาจจะ ๗๐๐ คน อย่างนี้นะครับ อันนี้ผมเพียง ยกตัวอย่างให้เห็นว่าการเข้าชื่อยื่นเสนอร่างกฎหมายต่าง ๆ ก็ตาม ไม่ว่ากฎหมายฉบับใดก็ตามที่ ภาคประชาชนทำ ผมมีเหตุผลว่าดังนี้นะครับ ถ้าสมมุติว่าภาคอีสานมีคน ๒๐ ล้านคน ถ้าไปลงโดยไม่กำหนดสถานที่หรือที่มาของประชาชน เกิดภาคอีสานไปบอกว่าให้ประเทศไทย นับถือศาสนาพุทธทั้งหมดมันก็เดือดร้อนภาคใต้ ที่ผมบอกว่าต้องเสนอมาทุกภาคส่วน พี่น้องประชาชนทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ๑๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคใต้นะครับ ถ้าเขาไม่เห็นด้วยเขาไม่ลงชื่อ ถ้าไม่ครบก็เสนอกฎหมายนี้ไม่ได้ ผมเห็นว่าน่าจะเป็นอย่างนี้ สัดส่วนในการทำกฎหมายน่าจะเป็นที่มาของพื้นฐานของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถึงแม้จะอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหงตามที่ท่านวัชระว่า มีนักศึกษาเป็นแสนคน แต่ต้องนักศึกษาทุกภาคนะครับ เป็นตามสัดส่วน นี่ผมอยากให้ เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่ามีมากแล้วเสนอกฎหมายเพื่อจะมาข่มคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะกฎหมาย ประเทศไทยทุกคนต้องยอมรับได้ ผมก็อยากเสนอตรงนี้นะครับ ตรงที่ว่าการเสนอชื่ออย่าเพียงเสนอบัญชีเลย ให้เสนอได้ หลาย ๆ แบบ อย่างกรณีตามร่างที่ส่งมานี้ผมอ่านนะครับ เขาบอกว่ามีผู้นำหรือผู้ก่อการ ในการที่จะเอารายชื่อบุคคลมา ผมบอกว่าให้ทำได้หลาย ๆ แบบได้ไหมนอกจากรายชื่อที่เซ็นมา ๑. เราตั้งเป็นการหารายชื่อทางโทรทัศน์อย่างนี้ ให้เขาส่งมาเลยบอกว่าเขาชื่ออะไร เขาสามารถที่จะลงรายชื่อโดยที่ตัวแทนลง เขาชื่ออะไร อยู่บ้านเลขที่อะไร หรือส่งเอสเอ็มเอส (SMS) มายังคณะผู้ก่อการในการที่จะร่างกฎหมายไม่ใช่ว่าไปเอาแค่รายชื่อกับสำเนา บัตรประชาชนมาให้ได้มาหลาย ๆ แบบนะครับ หรือนอกจากส่งมาโดยตรงแล้ว หรือส่งแฟกซ์ (Fax) มาอย่างนี้ครับ เขาส่งบัตรประจำตัวประชาชนเขามา เขาแฟกซ์มา เขาไม่สามารถจะเดินทางมาร่วมได้ คณะกรรมการผู้ก่อการทั้งหลายก็ตั้งแฟกซ์เลขที่เท่าไร บอกว่าให้เขาส่งมาเลยก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว ผมว่ามันน่าจะมีหลาย ๆ แบบ หรือส่ง ทางอินเตอร์เน็ต (Internet) หรือเอสเอ็มเอสเข้ามา หรือโทรศัพท์ เขาโทรศัพท์บอกว่า เขาชื่ออะไร อยู่บ้านเลขที่เท่าไร เลขบัตรประชาชนเท่าไร อันนี้ก็น่าจะแบ่งมีผู้ลงชื่อมา ตามเอสเอ็มเอสมีเท่านี้ ทางโทรศัพท์มีเท่านี้ ถ่ายเอกสารส่งเอกสารมา โทรสารมาก็มีเท่านี้ แล้วส่งชื่อโดยตรงจากผู้ไปตามรายชื่อมาก็เป็นอีก รวมกันแล้วเป็นเท่าไร มันน่าจะ เปิดช่องทางให้กว้างเลยถ้าบ้านเมืองเราจะเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ อย่าไปปิดบังเลยนะครับ ผมก็อยากเสนอตรงนี้นะครับ สำหรับกระผมเองผมเคยร่วมในการยื่นกฎหมายหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจทั้งภาคประชาชน ทั้งภาคราชการ ผมเป็นครูมาก่อน เป็นครูประเภทแนวหน้าในการแก้กฎหมายครูต่าง ๆ ไม่ได้รับความสนใจ ผมแบกหาม บัญชีรายชื่อครูทั้งประเทศจากลานพระบรมรูปทรงม้าเป็นรถสิบล้อนะครับ หามกันมา ไม่เห็นใครให้ความสนใจ นี่คือมันเสียเวลา ผมเห็นด้วยกับหลายท่านที่บอกว่าเมื่อมีการส่งร่าง ของประชาชนหรือกลุ่มองค์กรอาชีพอะไรก็ตาม ไม่ว่าประชาชน หรือเกษตรกร หรือครูบาอาจารย์ หรือแพทย์ หมอก็ตาม ตามองค์กรต่าง ๆ ที่เขาส่งรายชื่อมา ผมเห็นด้วยในการที่ว่า น่าจะกำหนดเวลาว่าควรจะใช้เวลาเท่าไรในการพิจารณาร่างกฎหมายที่เขาเสนอมา ไม่ใช่ ปล่อยทิ้งไป ผมเห็นว่ามันเสียเวลา เสียความรู้สึกของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ที่เขา เสนอกฎหมายมา ผมเห็นว่าสภาของเราน่าจะให้เกียรติกลุ่มประชาชนต่าง ๆ ที่เขาเสนอกฎหมายมา ก่อนที่ ส.ส. เราจะเสนอด้วย ส่วนใหญ่เรามาเสนออยู่ตามที่พวกเราเสนอมา อย่างกฎหมายนี้ ผมดูตั้งแต่เข้ามาสภาแรก ๆ เลย ร่างของประชาชนเข้ามาวาระไหนก็เอาอันอื่นข้ามมา ๆ จนปีที่ ๕ นี่ครับเพิ่งมาถึง ไม่รู้จะผ่านหรือไม่ผ่าน อันนี้ก็อยากตั้งข้อสังเกตให้ว่า เราเป็นผู้แทนราษฎรเราน่าจะให้ความสำคัญตรงนี้นะครับ ให้ความสำคัญของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ก่อนที่พวกเราจะเสนอ พวกเราเสนอน่าจะเป็นลำดับรองเพราะเราเป็นคนมาคิดแทนคนอื่น ขอบคุณมากครับ