สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เหวง โตจิราการ พูดถึงระบอบประชาธิปไตยและอำนาจสูงสุดของประชาชน และเสนอแผนการแก้ไขปัญหาการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งควรสำแดงออกซึ่งอำนาจสูงสุดของประเทศ และควรตรวจสอบและเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการรวบรวมรายชื่อประชาชนในการลงนามรับรองร่างกฎหมาย และการแก้ไขกฎหมายที่บังคับให้ต้องมีผู้ริเริ่มและผู้แทนในการเสนอร่างกฎหมายนะครับ

นายเหวง โตจิราการ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมดีใจที่เห็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ได้รับการพิจารณาในที่ประชุมแห่งนี้นะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุดก็คือประชาชนครับ เพราะคำว่า ประชาธิปไตย มาจากคำว่า ประชาชน บวก อธิปไตย อธิปไตย แปลว่า อำนาจสูงสุด ดังนั้น ประชาธิปไตย แปลว่า อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชน ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานโดยใช้ศัพท์หรือคำพูดของอาจารย์ปรีดีท่านร่างไว้ในมาตรา ๑ ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ท่านพูดชัดนะครับว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนครับท่านประธานที่เคารพ เราไม่สามารถที่จะให้ราษฎรหรือประชาชน จำนวน ๖๗ ล้านคน มาบริหารประเทศชาติบ้านเมืองพร้อม ๆ กันเห็นจะไม่ได้ จึงเป็นที่มา ของการเลือกตั้ง ผมต้องกราบเรียนท่านประธานตรงนี้ให้ชัดเสียก่อน เพราะว่ามีคนโจมตี ระบบเลือกตั้ง ในวันนี้ก็ยังมีการโจมตีเรื่องระบบเลือกตั้งอยู่ หาว่าระบบเลือกตั้ง ๔ นาที หรือ ๔ วินาที ไม่เป็นประชาธิปไตย ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าเราจะต้อง ทำเรื่องนี้ให้ชัดว่าเลือกตั้งเป็นวิถีทางหนึ่งที่สำแดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และในประชาธิปไตยปราชญ์ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบันก็ได้บัญญัติชัดนะครับว่าอำนาจ แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ก็คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ดังนั้น ที่ผ่านมาเราก็พยายามที่จะให้ประชาชนได้สำแดงออกซึ่งอำนาจสูงสุดของตนเอง โดยให้ ประชาชนเลือกตัวแทนของเขาซึ่งก็เป็นที่มาของ ส.ส. หรืออาจจะมี ส.ว. ในบางประเทศ หรือของเรา ซึ่งเรื่องนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานสักนิดหนึ่งครับว่า ดังนั้น ส.ว. สรรหา ซึ่งประชาชนจำนวนมากเขาเรียกว่า ส.ว. แต่งตั้ง หลายคนเรียกว่า ลากตั้ง อันนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตยนะครับท่านประธานครับ ผมพร้อมที่จะโต้แย้งกับทุกคนที่จะไปปกป้อง ส.ว. ลากตั้ง ส่วนจะมี ส.ว. หรือไม่มี ส.ว. เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผมก็คงจะไม่ออก นอกประเด็นนี้ให้ไกลเกินไป แต่กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าประชาชนจึงเลือกผู้แทนของเขาเข้ามาทำหน้าที่แทนเขา เพราะว่า ๗๖ ล้านคน ไม่สามารถที่มาบริหารชาติบ้านเมืองได้พร้อม ๆ กัน เป็นไปไม่ได้เลย จึงเป็นที่มาของการเลือกตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งจึงเป็นวิธีที่สำคัญ วิถีสำคัญอันหนึ่ง ของระบอบประชาธิปไตยนะครับ เราต้องโต้แย้งความคิดที่ทำลายเรื่องการเลือกตั้งให้ตกไป โดยสิ้นเชิง เพราะขณะนี้ยังตกค้างอยู่ในความคิดของคนจำนวนไม่น้อย ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ว่าเขาบริสุทธิ์ใจในการที่จะแสดงความคิดอันนั้นหรือเปล่า หรือเพียงแต่ต้องการที่จะกล่าวอ้าง เพื่อเป็นเหตุให้นำไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เมื่อมีการเลือกตั้งเราก็ได้ ส.ส. มา ส.ส. นี่นะครับ เท่าที่คิดกันมา ก็คือว่ามาทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยทั้งหมด ดังนั้นกราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งจึงควรที่จะต้องสำแดงออกซึ่งอำนาจสูงสุดของประเทศนะครับ ซึ่งอำนาจสูงสุดของประเทศก็มี ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ในขณะนี้ประเทศไทยต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ว่าผมก็รู้สึกดีใจนะครับว่าอำนาจ ๒ ส่วนนี้สำแดงออกชัดเจนก็คือ อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร เกาะเกี่ยวสัมพันธ์ ตรวจสอบ ถ่วงดุล หรือว่าเชื่อมโยงกับประชาชน โดยตรง แต่ผมเองมีข้อสงสัยอยู่ ขณะนี้ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่นะครับ และกราบเรียน ฝากท่านประธานไว้ เพราะว่ากำลังอาจจะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้นะครับ ผมตั้งคำถามไว้ว่าอำนาจตุลาการควรจะต้องมีจุดยึดโยง เกาะเกี่ยวและตรวจสอบได้โดยประชาชน เพราะเท่าที่ผ่านมาผมไม่แน่ใจและผมไม่เข้าใจ และผมคิดของผมเองว่าเท่าที่เราดำเนินระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านมาอำนาจตุลาการหลุดลอย จากประชาชนไปโดยสิ้นเชิงนะครับ ผมทิ้งเป็นประเด็นที่จะให้ท่านประธานลองไปขบคิดกันดู ผมกลับมาประเด็นว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ ส.ส. จึงทำหน้าที่ ๒ ส่วนเท่านั้นเองนะครับ ก็คือว่า ทางด้านนิติบัญญัติและบริหาร ทีนี้ในเรื่องนิติบัญญัติและบริหารนี่นะครับ อันนี้เป็นข้อดี ของระบอบประชาธิปไตยอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าหลัง ๆ มาก็มีคนคิดกันนะครับว่าควรจะ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสในการที่จะร่างกฎหมายด้วยตัวเองโดยตรง ดังนั้นจึงเป็น ที่มาของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วนะครับ เพียงแต่ว่าปี ๒๕๕๐ พยายามที่จะสร้างคะแนนนิยม ให้มากกว่า ปี ๒๕๔๐ แท้ที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ร่างโดยคณะรัฐประหารนะครับ แล้วว่าไปแล้วต้องเติมสร้อยสักนิดหนึ่งว่า ร่างโดยคณะรัฐประหารที่เป็นทรราชด้วย เพราะฉะนั้นจะไปอ้างอะไรก็ตามแต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านร่างกันมานี่นะครับ ให้อำนาจประชาธิปไตยมากขึ้น ให้สิทธิเสรีภาพอะไรต่าง ๆ มากขึ้น ต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ โดยแก่นแท้แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ อัปยศ อัปลักษณ์ที่สุดของประเทศไทยและของโลกด้วย เพราะลำพังเฉพาะ มาตรา ๓๐๙ มาตราเดียวก็ทำลายหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิงนะครับ และมีบางพรรคการเมือง บางนักการเมืองพยายามอธิบายว่าถ้าเราไปยกเลิก มาตรา ๓๐๙ เท่ากับไปช่วยคนคนหนึ่ง อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาอธิบายอย่างไร เขาคิดอย่างไรก็ไม่รู้ จริง ๆ มาตรา ๓๐๙ เขาเขียน ในเนื้อความว่า การรัฐประหาร ยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธนั้น ถูกต้องชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนถามท่านประธานเถอะครับว่าการรัฐประหารและการยึดอำนาจด้วยอาวุธ ชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญหรือครับ แท้ที่จริงแล้วการรัฐประหารเป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูโดยสิ้นเชิงกับระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการยกเลิกมาตรา ๓๐๙ จึงสมควรอย่างยิ่ง หรือพูดในทางกลับกันว่าเพียงแต่มีมาตรา ๓๐๙ แค่มาตราเดียวปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เพียงพอที่จะประณามได้แล้วนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่อัปลักษณ์ที่สุดของประเทศไทย และอัปลักษณ์ที่สุด อัปยศที่สุดของโลกนะครับ

กลับมาสู่ประเด็นนี้นะครับ ก็คือว่าตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญ อนุญาตให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วผมก็อยากจะให้รัฐสภาของเรา สภาของเรานี่นะครับได้ช่วยกันสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับนี้นะครับ แต่ผมมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ๔-๕ ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ

ข้อที่ ๑ ผมอ่านดูแล้วผมก็ดีใจนะครับ ถ้าผมเข้าใจผิดท่านประธานจะได้ช่วย กรุณาแก้ไขให้ผมด้วย ผมดีใจว่าในฉบับนี้ที่นำร่างกันเข้ามา เท่าที่ผมพยายามดูทั้ง ๓ ร่าง หรือ ๔ ร่างที่เสนอกันเข้ามา ได้ช่วยลดภาระความยากลำบากของประชาชนลงไปพอสมควร ท่านประธานครับ สมมุติถ้าเราอนุญาตให้ใครคนใดคนหนึ่งทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเรามีเงื่อนไข เยอะแยะ ๆ การอนุญาตของเราเท่ากับเป็นการขัดขวางนะครับ ไม่ใช่เป็นการอนุญาต โดยบริสุทธิ์ใจ ที่ผมกำลังกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าในฉบับเก่าเวลาประชาชนจะเข้าชื่อกัน นอกจากลงลายมือชื่อในตัวแบบร่างแล้วนะครับ เขาเรียกว่า ไม่ทราบมีใครประท้วงอะไร หรือเปล่าครับ ไม่มีนะครับ ผมอนุญาตต่อนะครับ คือการเข้าชื่อของประชาชนในเท่าที่ผ่านมา มีความลำบากเพราะว่าบังคับให้จะต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนด้วย แล้วสำเนาทะเบียนบ้านด้วย ผมเองมีประสบการณ์ครับท่านประธาน เพราะว่าผมดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ ก็คือไปรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ชื่อเป็นต้นไป ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ผมสามารถรวบรวมรายชื่อกว่า ๒๐๐,๐๐๐ รายชื่อ แต่การรวบรวมรายชื่อท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่าไม่มีประชาชนคนไหน พกบัตรประจำตัวประชาชน แล้วก็ทะเบียนบ้านติดตัวออกนอกบ้านนะครับ แล้วหากว่าเรา จะไปเคาะประตูบ้านแต่ละท่าน แต่ละท่าน เพื่อให้เขาสำเนาบัตรประชาชน แล้วสำเนา ทะเบียนบ้านพร้อม ๆ กันไป ก็ทำไม่ได้ครับ เพราะเวลาไปเคาะประตูบ้าน เราไม่สามารถ ที่จะยกเอาเครื่องถ่ายสำเนาเอกสารติดตัวไปด้วย ถ้ายกได้ก็แค่คนเดียว แล้วก็ได้ถ่ายซีร็อกซ์ (Xerox) คนเดียว วันหนึ่งอย่างเก่งก็ทำได้ประมาณสัก ๑๐๐ บ้านเรือนเท่านั้นเอง แล้วเรา จะซื้อเครื่องถ่ายเอกสารจำนวนมหาศาลได้อย่างไร ดังนั้นในร่างฉบับนี้เท่าที่ผมพยายาม ตรวจดูนะครับ ไม่ได้เรียกร้องให้มีสำเนาทะเบียนบ้านด้วย ซึ่งอันนี้ผมต้องขอบคุณนะครับ คนที่นำเสนอร่างนี้มาขอบคุณเป็นอย่างสูงนะครับ แล้วกราบเรียนท่านประธานไว้นะครับว่า ถ้าหากมันไปหลงอยู่ตรงไหนนี่ผมก็ขอสงวนสิทธิในการที่อภิปรายคัดค้านนะครับว่าเวลา ให้ราษฎรรวมตัวกันเพื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายนี่นะครับ ไม่ควรจะเรียกเอาสำเนาทะเบียนบ้านด้วย เพราะในวันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและด้วยความทันสมัยของประเทศเราใน กระทรวงมหาดไทย เพียงแต่เรามีสำเนาบัตรประชาชน หรือเรามีรหัส ๑๓ หลัก ของบัตรประชาชน เราก็สามารถให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็นตำบล อำเภอ หรือจังหวัด เขาคีย์ (Key) ใส่คอมพิวเตอร์ คุณก็สามารถจะปริ้นท์ (Print) เอาสำเนาทะเบียนบ้าน ออกมาได้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นประการแรกเลยที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าในนี้ผมขอบคุณคนร่างนะครับ ที่เวลาเรียกร้องให้ราษฎรที่เข้าชื่อไม่ต้องแสดง สำเนาทะเบียนบ้านด้วย ต้องขอบคุณนะครับ และหากว่าหลงอยู่ตรงไหน ผมยังสงวนสิทธิ ในการที่จะให้ตัดข้อเรียกร้องในเรื่องสำเนาทะเบียนบ้านทิ้งเสีย เพราะเป็นไปไม่ได้เลย แต่การพกบัตรประชาชนเป็นไปได้นะครับ แล้วทุกคนก็พกอยู่แล้ว ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานให้เห็นความยากลำบากเพราะว่าในตอนที่ผมไปร่วมกับ คปพร. คณะกรรมการ ประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่นะครับ เราเดินทางไปทั่วประเทศ แล้วเวลา เราเดินทางไปเราก็ไปทุก ๆ จุดที่เป็นที่ชุมนุมชนนะครับ อย่างเช่นเป็นตลาดนัด อย่างเช่น เป็นบริเวณที่รอรถโดยสารประจำทาง หรือขึ้นรถไฟ เรือยนต์ต่าง ๆ ซึ่งเวลาไปอธิบายให้ประชาชน เข้าใจถึงตัวร่างของเราแล้วนี่ เราไปขออย่างเก่งเราจะได้สำเนาบัตรประชาชนเท่านั้นเอง สำเนาทะเบียนบ้านเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ ดังนั้นท่านประธานจึงไม่ต้องแปลกใจนะครับว่า ทำไมผมรวบรวมรายชื่อมาได้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ แต่พอมาตรวจสอบความครบถ้วน สมบูรณ์ ปรากฏว่าครบถ้วนสมบูรณ์แค่เพียง ๗๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ ดังนั้นก็เป็นประเด็นแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เสนอขึ้นมาผมต้อง กราบขอบพระคุณทั้ง ๓-๔ ร่าง ที่เสนอขึ้นมานะครับว่าท่านไม่ได้เรียกร้องให้มี สำเนาทะเบียนบ้านด้วย อันนี้ขอบคุณนะครับ

แล้วข้อต่อมาผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าในนี้บังคับว่า ต้องมีผู้ริเริ่ม ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าผมคิดว่าการมีผู้ริเริ่มเป็นเรื่องที่ดีครับ เวลามีผู้ริเริ่ม ผู้ริเริ่มเขาจะรับผิดชอบในการไปดำเนินการให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือให้ได้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าการไปบังคับตามกฎหมายผมเห็นว่าอันนี้ก็เป็นการจำกัดสิทธินะครับ เพราะบางทีเขาอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องมีผู้ริเริ่มก็ได้ ถ้าหากว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าว เขาไม่สำแดงตัวออกเป็นผู้ริเริ่ม แต่เขาสามารถลงมือไปดำเนินการที่จะรวบรวมรายชื่อ ประชาชนจำนวน ๑๐,๐๐๐ รายชื่อขึ้นไปพร้อมสำเนาบัตรประชาชนได้ เขาก็ควรได้รับสิทธิ ในการที่จะเสนอได้นะครับ หากว่าเข้มงวดกวดขันตามร่างฉบับนี้แล้วละก็ผมเป็นห่วงครับ ท่านประธานครับ เพราะในนี้ บังคับไว้ว่าต้องมีผู้ริเริ่มไม่น้อยกว่า ๒๐ คน การมีผู้ริเริ่มผมไม่คัดค้านนะครับ แต่บังคับว่า มีเฉพาะผู้ริเริ่มเท่านั้นเองนะครับ ถ้าไม่มีผู้ริเริ่มแต่เขาสามารถรวบรวมรายชื่อได้ ๑๐,๐๐๐ รายชื่อแล้วนะครับ แล้วคุณไปบังคับว่าเขาต้องมีผู้ริเริ่มคุณอาจจะปัดเขาตกไปเลย ก็ได้ อันนี้อาจจะเป็นวิถีทางในการที่จะปัดตกร่างแก้ไขกฎหมายของราษฎรจำนวน ๑๐,๐๐๐ ชื่อขึ้นมาก็ได้นะครับ เขาอาจจะอ้างตามกฎหมาย คนที่อ่านโดยเถรตรงว่าต้องมี ผู้ริเริ่ม ในเมื่อขั้นตอนของคุณไม่ได้เริ่มต้นที่ผู้ริเริ่มแล้วนี่ ดังนั้นคุณผิดขั้นตอนของกฎหมาย ดังนั้นที่คุณเสนอมาถือว่าเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แล้วเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เป็นการทำลายเจตจำนงพื้นฐานของกฎหมายนะครับ ดังนั้นการมี ผู้ริเริ่มหรือไม่มีผู้ริเริ่มไม่ควรจะบังคับไว้นะครับ และในนี้ท่านประธาน ผมยังแปลกใจมาก และผมก็รู้สึกตกใจนะครับ ไม่เพียงแต่มีผู้ริเริ่มนะครับ ในนี้ยังบังคับเลยนะครับว่ามีรายชื่อ ของผู้แทนการเสนอร่างไม่เกิน ๖๐ คน คือท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราออกเป็นกฎหมายแล้วนี่ หมายความว่าทุกคนต้องเคร่งครัดและเข้มงวดในการปฏิบัติตามกฎหมาย ใครก็ตาม ที่ปฏิบัติไม่ได้เคร่งครัดและเข้มงวด หรือครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมายนี่ต้องถือว่าโมฆะ หรือว่าใช้ไม่ได้นะครับ ดังนั้นที่ท่านบอกว่าควรจะต้องมีผู้ริเริ่ม ผมไม่ได้เห็นแย้งนะครับ แต่ไม่มีผู้ริเริ่มก็น่าจะได้นะครับ น่าจะเขียนไว้สักที่หนึ่งว่าไม่มีผู้ริเริ่มก็ได้ แต่ขอให้รวบรวมมาครบ ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ แล้วครบถ้วนต่าง ๆ โดยมีสำเนาบัตรประชาชนและเซ็นชื่อ และแสดงเจตจำนงในสำเนาบัตรประชาชน แล้วก็ในเอกสารแม่แบบนะครับ ผมก็เรียก แบบฟอร์มนั้นไม่ถูก ข.ก. ๑ หรืออะไรทำนองแบบนี้นะครับ ในนี้ไม่เพียงแต่มีผู้ริเริ่มเฉย ๆ บังคับไว้ด้วยนะครับว่าจะต้องมีผู้แทนการเสนอร่าง จึงกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ถ้าท่านอยากจะมีผู้ริเริ่ม ท่านอยากจะมีผู้แทน ก็ควรจะเปิดช่องไว้ว่า ถ้าประชาชนที่เขา รวบรวมชื่อได้ครบ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ โดยที่เขาไม่ได้ทำตามขั้นตอนนี้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ควรจะเป็นเหตุให้ตกไปนะครับ ถ้าเขาสามารถรวบรวมรายชื่อ ๑๐,๐๐๐ รายชื่อได้ครบถ้วนตามที่ท่านได้ตราไว้ในมาตราอื่น ซึ่งอันนี้ผมเคารพ เพราะมันปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานไว้นะครับว่า การมีผู้ริเริ่มหรือผู้แทนนี่บังคับเข้มงวดหรือไม่ ผมเอง เห็นว่าไม่ควรจะบังคับเข้มงวด ไม่อย่างนั้นเขารวบรวมมาได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อยากมากนะครับ ท่านประธานครับ แล้วปรากฏว่าคุณมาเถียงว่าคุณไม่มีผู้ริเริ่ม คุณไม่ได้เริ่มต้นที่ผู้ริเริ่มก่อน ตกไปเลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่เขารวบรวมมาได้ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือไม่บอกว่ามีผู้ริเริ่มแล้ว ยังต้องมีผู้แทนอีก คุณไม่ได้เสนอผู้แทนมาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนนี้ ก็เป็นอันว่าตกไป ผมคิดว่าไม่ควรจะทำอย่างนั้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนด้วยกันที่คิดร่างนี้ขึ้นมา ควรจะต้องเปิดทางสะดวกให้ประชาชนได้มีโอกาสในการเสนอร่างกฎหมายนะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนนะครับว่าไม่ควรจะมีบังคับนะครับว่ามีผู้ริเริ่มหรือว่าต้องมีผู้แทน

แล้วข้อต่อมา ท่านประธานที่เคารพ ผมเองเป็นคนซึ่งมีประสบการณ์ตรง ในเรื่องกฎหมายเข้าชื่อนี่นะครับ แล้วผมเป็นผู้ที่ยื่นเสนอรายชื่อ เป็นตัวแทนในการเสนอ รายชื่อ ๑ ใน ๕ แล้วก็เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้แถลงต่อรัฐสภาหรือต่อสภาในวันที่จะต้องมี โอกาสชี้แจง ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับ ในช่วงนั้นผมก็ถูกจำขังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่ง ผมขออนุญาตที่จะไม่พูดนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเป็นเหตุให้เรื่องนี้บานปลาย ออกไป เพราะว่าผมยังมีความรู้สึกว่าผมไม่ได้รับความเป็นธรรมในตอนนั้น อันที่จริงการออกมา ชี้แจงในสภาและกลับเข้าไปในเรือนจำไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผู้เสนอกฎหมายท่านช่วยไตร่ตรองเรื่องนี้สักนิดหนึ่ง ได้ไหมครับว่า เกิดบังเอิญด้วยเหตุประการใดก็แล้วแต่ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ในการรับผิดชอบชี้แจง ต่อรัฐสภาในเรื่องร่างกฎหมายที่เข้าสภา บังเอิญด้วยเหตุประการใดก็แล้วแต่ถูกจำขัง ไม่ถึงขนาดพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดนะครับ ซึ่งตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเรา ก็บอกชัดนะครับว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ต้องปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนหนึ่งไม่มีความผิด เมื่อเป็นอย่างนั้นสมมุติว่าถ้าคนดังกล่าว มีความจำเป็นต้องชี้แจงต่อรัฐสภาแล้วถูกจำขังด้วยเหตุอื่นโดยยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ว่ามีความผิดจริง ท่านประธานครับ ท่านได้โปรดเขียนในที่บางแห่งได้ไหมครับว่าขอให้ผู้ซึ่ง ถูกจำขังโดยที่ยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดจริงนี่นะครับ ขอให้เขาได้รับสิทธิ ในการประกันตัวออกมาชั่วคราวในการชี้แจงกฎหมายได้หรือไม่ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เพราะว่าเป็นประสบการณ์ตรงของผมนะครับ ในวันนั้น แทนที่ผมจะได้มีโอกาสชี้แจง ซึ่งแน่นอนครับเพื่อนของผม ท่านก็ได้รับมอบภารกิจมาชี้แจง ซึ่งผมก็เคารพนะครับ แต่ผมก็ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่ามีบางประเด็น เพื่อน ๆ ที่มาชี้แจงก็อาจจะไม่สามารถที่จะเข้าใจและชี้แจงได้อย่างถนัดถนี่เท่ากับที่ผมมาชี้แจง ด้วยตนเอง ดังนั้นกราบเรียนไว้นะครับว่าคนที่เสนอร่างนี้ลองไปเขียนเพิ่มเติมได้ไหมครับ หรือกรรมาธิการวิสามัญที่จะนำไปปรับร่างเขียนไว้ในที่บางแห่งได้ไหมครับว่า เจ้าของร่าง หรือคนที่ได้รับมอบหมายให้ชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภาหากมีเหตุบังเอิญจะต้องจำขัง ด้วยเหตุประการใดก็แล้วแต่โดยยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด เขาควรจะได้รับสิทธิ ในการประกันตัวออกมาชี้แจงในรัฐสภาได้ นี่เป็นประสบการณ์ตรงของผมแล้วนะครับ

ประการต่อมา ท่านประธานครับ ผมเสนอมาอยู่ในวาระที่หนึ่ง ๒ ปีกว่า ๆ ครับ ผมจึงสงสัยนะครับ นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญหรือเปล่า นี่เป็นวิธีการหนึ่ง ที่แสดงความไม่จริงใจหรือเปล่า นี่เป็นวิธีการหนึ่งในการฉีกรัฐธรรมนูญมาตรานั้นหรือเปล่า ของผมรออยู่ในวาระที่หนึ่ง ๒ ปีกว่าครับท่านประธาน ปรากฏว่ามาทีไรก็ทิ้งไปทุกที มาทีไร ก็ทิ้งไปทุกที อ้างว่าเรื่องอื่นสำคัญกว่า ซึ่งถ้าหากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า ถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการทรราชอยู่นี่ ผมถามท่านประธานเถอะครับว่าอะไร มันจะสำคัญยิ่งไปกว่าในการที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับทรราช ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตย ผมไม่เข้าใจจริง ๆ นะครับ แล้วผมก็จะไม่ไป ลำเลิกเรื่องเก่า แต่ผมไม่เข้าใจครับ คือด้วยวิธีการที่จะอาศัยมติของที่ประชุม หรือการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาอะไรก็แล้วแต่ สามารถที่จะเลื่อนเวลา หรือเตะถ่วง หรือแช่เย็น หรือแช่แข็งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของ คปพร. เป็นเวลา ๒ ปีกว่า อันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ในทัศนะส่วนตัวผมก็คือว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเตะถ่วงพวกนั้นคือคนที่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ พวกนั้นละคือคนที่ ฉีกรัฐธรรมนูญ พวกนั้นละคือคนที่ไม่เคารพประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อเป็นอย่างนี้เหตุการณ์ มันเกิดขึ้นแล้วครับ เราควรจะต้องมีการแก้ไขและป้องกันไหมครับว่า ถ้าเป็นร่างแก้ไข ของประชาชนครบถ้วนนะครับ เช่น ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือ ๕๐,๐๐๐ ชื่อนะครับท่านประธาน ควรจะต้องเขียนไว้ในนี้ไหมครับว่าจะต้องบรรจุพิจารณาภายในสมัยนิติบัญญัติในสมัยนั้นเลย เขียนไว้ให้ชัดครับ แล้วทำให้สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ใช้วิธีการ เตะถ่วงอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับร่าง คปพร. ซึ่งเป็นประสบการณ์ของผมนะครับ

แล้วข้อต่อมานี้นะครับ ในนี้ผมต้องขอบคุณคนที่เขียนมาก็เป็นคนที่มี ความรอบคอบแล้วก็มีใจคอกว้างขวาง คือท่านบอกในมาตรา ๖ ในกรณีที่ผู้ริเริ่มประสงค์ จะให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยกร่างพระราชบัญญัติให้ ก่อนที่จะแจ้ง ประธานรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง ก็ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้ ตามควรแก่กรณี ท่านประธานที่เคารพครับ คือเวลาเขียนกฎหมายอย่างนี้คนที่จริงใจเขาก็ทำดีครับ แต่ท่านประธานครับ ถ้าหากเขาไม่จริงใจมันก็มีเหตุเตะถ่วงได้เช่นกัน ในนี้ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ครับว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรท่านจะใช้เวลาเท่าไร ซึ่งผมเคารพท่านประธานนะครับ ว่าโดยทั่วไปผมมองคน มองมนุษย์ในแง่ดี โดยทั่วไปจะไม่มีปัญหาในเรื่องการเตะถ่วง แต่หาก เป็นประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือดแหลมคม ท่านประธานครับ ตรงนี้ก็จะเป็นช่อง ในการที่จะทำให้เกิดการเตะถ่วงได้ เพราะกลายเป็นว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่านอาจจะใช้เวลาประมาณ ๒ ปี ในการยกร่างขึ้นมา อย่างนี้ก็เสร็จสิครับ ความฉับพลัน ความเร่งด่วน และความจำเป็นนี้ก็เป็นการเสียหายไป ดังนั้นก็กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ตรงนี้ถ้าหากว่าทางประชาชนเขาอยากจะพึ่งอาศัยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มายกร่างพระราชบัญญัติควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่าให้ทำเสร็จภายใน ๓๐ วัน เพื่อจะได้ ปิดช่องไม่ให้เกิดการเตะถ่วงอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีของผมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนะครับ

ผมเองก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานในประเด็นที่สำคัญทั้งหมด เพียงเท่านี้นะครับ แล้วก็กราบเรียนยืนยันกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าผมสนับสนุน ร่างฉบับนี้ แต่ผมเห็นจุดอ่อนข้อบกพร่องในประการต่าง ๆ ที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว แล้วขณะนี้ก็มีร่างแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยื่นมา ๖ ร่างนะครับ ดังนั้นกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ตรงนี้จะเป็นการทดสอบและพิสูจน์ สภาของเราด้วยเช่นกันว่าเราเคารพรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่นะครับ ตัวผมเอง ผมไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่บ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป ดังนั้นผมเคารพนะครับ ผมก็เลยใช้ช่องทางของมาตรา ๒๙๑ เดินมา เสนอมา ๕๐,๐๐๐ ชื่อ โดย นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ดังนั้นท่านประธานครับ เราควรจะต้องทำโดยกระชับฉับไวแล้วควรจะให้ร่างทั้ง ๖ ร่าง ขณะนี้มี ๖ ร่างนะครับ ควรได้รับการพิจารณาในสมัยนิติบัญญัติของเราในสมัยนี้นะครับ ไม่ใช่ไปเตะถ่วงร่างของประชาชนว่าจะต้องไปตรวจสอบรายชื่อว่าถูกต้องหรือไม่ มีสำเนา บัตรประจำตัวประชาชนหรือไม่ มีสำเนาทะเบียนบ้านหรือไม่ ต้องตรวจสอบครับ แต่อย่าไป เตะถ่วงเวลานะครับ แล้วต้องไปติดประกาศอยู่ในหมู่บ้านเลยนะครับ เท่าที่ผมทราบก็คือว่า ต้องไปติดประกาศในหมู่บ้านเพื่อให้คนซึ่งมีชื่อตามที่ปรากฏดังกล่าวมาแสดงการคัดค้านว่า เขาถูกหลอกลวง หรือถูกอ้างโดยที่เขาไม่ได้จริงใจหรือเปล่า ดังนั้นก็กราบเรียนประธาน ทิ้งท้ายไว้นะครับว่าขอให้ท่านประธานได้โปรดเร่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ ความถูกต้องของร่างแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ที่เสนอมาทั้งหมด ๖ ร่างนี้นะครับ โดยเร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่อย่าให้พ้นวาระนิติบัญญัติวาระนี้นะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ