ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ เสนอข้อเสนอแก้ไขจำนวนขั้นต่ำของท่านรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค จาก 1 คน เป็น 3 คน โดยอ้างอิงจากกฎหมายและเน้นย้ำว่ารองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจหน้าที่ในการช่วยเหลืออธิบดีผู้พิพากษาภาค และเสนอแนะว่าควรแก้ไขตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบการจัดสรรเงินเพื่อให้เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ผม ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ กรรมาธิการ กราบเรียนว่าประเด็นที่มีการแก้ไขโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องจำนวนขั้นต่ำของท่านรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคจาก ๑ คน เป็น ๓ คน ผมเรียนตรง ๆ ว่าเกิดจากความละเอียดในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการจริง ๆ เพราะว่าผมเอง เป็นตัวแทนศาลมาต้องตอบคำถามท่านเยอะ ท่านซักไซ้ไล่เลียงตั้งแต่ว่าทำไมเป็น ๑ คน กับ ๓ คน ก็กราบเรียนตรง ๆ ว่าจริง ๆ มันมีฐานที่มาจากตัว มาตรา ๘ ในพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ซึ่งเรามีรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในกรุงเทพฯ นะครับ มีศาลแพ่ง ศาลอาญา เราใช้อัตรา ๑ คน กับ ๓ คน เพราะฉะนั้นร่างที่เสนอมาก็เนื่องจากว่าอธิบดี ผู้พิพากษาภาคก็อยู่ในระดับศาลชั้นต้นก็มาเป็น ๑-๓ คนอย่างนั้นนะครับ ทีนี้ท่านก็ ถามต่อไปว่าแล้วเดิมมันมีอยู่เท่าไร เพราะผมเรียนท่านว่าจริง ๆ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค มีอยู่ตั้งแต่ก่อนมีการออกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็มายกเลิกไปเมื่อมีการแยกศาล ออกจากกระทรวงในปี ๒๕๔๓ ซึ่งก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กราบเรียนว่าแต่ละภาค ก็มีท่านรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคอยู่แล้ว ๓ คน คดีเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน กับขณะนี้ มันก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนะครับ มันเยอะขึ้นจนเราเรียนตรง ๆ ว่าเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ท่านก็ถามว่าแล้วปัจจุบันมีคนที่เราส่งไปช่วยท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาคอย่างไม่เป็นทางการ อย่างนี้สักกี่คน ก็แต่ละภาคก็มีกว่า ๓ คนครับกราบเรียนตรง ๆ เพราะฉะนั้น ท่านก็บอกว่าถ้ากฎหมายออกไปอย่างนี้ ๑ คน ไม่เกิน ๓ คน ไปถึงศาลก็ต้องตั้ง ๓ คนอยู่ดี มันก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นท่านก็บอกว่าก็รับความจริง แล้วก็กำหนดขั้นต่ำเป็น ๓ คน ส่วนว่าขั้นสูงเป็น ๖ คน ก็กราบเรียนว่าท่านก็มองว่า จริง ๆ แล้วถ้าเทียบกันปริมาณคดีขณะนี้กับสมัยที่ผมเป็นผู้พิพากษาใหม่ ๆ มันต่างกันเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ โอกาสที่มันจะมีจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคท่านเพิ่มขึ้นมีไหม ซึ่งผมก็กราบเรียนว่าอย่างตัวเลขที่ท่านรองประธานวิรัตน์ท่านแจ้งในที่ประชุมนะครับ อย่างภาค ๑ ตัวเลขรวมของทั้งภาคมีถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคดี น้อยที่สุดคือภาค ๙ มีอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคดี เพราะอย่างที่ผมเรียนว่าในภาคมันมีทั้งหมด ๒๐ กว่าศาล มันไม่ได้มีศาลเดียวเหมือนศาลแพ่ง ศาลอาญา เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่าบางภาคอาจจะมี มากกว่า ๓ คนก็ได้ ท่านก็เลยขยายออกเป็น ๖ คน เป็น ๖ คนก็เรียนตรง ๆ ว่าเท่าที่คุยกัน ในภายในของทางศาลก็ไม่ได้หมายความว่าออกไปแล้วจะตั้งครบ ๖ คนนะครับ ก็ต้องดู ความจำเป็น ซึ่งถ้าถามว่าปัจจุบันนี้มีที่ออกไปแล้วอย่างตำแหน่งรองประธานศาลอุทธรณ์ กำหนด ๑ คน ไม่เกิน ๓ คน มีไหมที่ตั้งไม่ถึง ๓ คน ก็มีนะครับ อย่างศาลอุทธรณ์ภาค ๙ อย่างนี้ รู้สึกจะมีเพียง ๒ ท่าน ไม่ได้ตั้งเต็ม เพราะฉะนั้น ๖ คน ก็กราบเรียนเพื่อความสบายใจ ว่า ก.ต. จะต้องพิจารณาอย่างจริงจังนะครับว่าจะเพิ่มจริง ๆ เท่าไรถึงจะเหมาะสม คงไม่เพิ่มเต็มอัตราทุกภาคไปนะครับ
ประเด็นต่อมาก็เป็นเรื่องของงบประมาณ ก็กราบเรียนว่าเท่าที่ ตรวจสอบกันภายในคงจะต้องตั้งมาจากท่านผู้พิพากษาชั้น ๔ คือระดับศาลอุทธรณ์ คงไม่แตกต่างอะไรกับรองอธิบดีศาลชั้นต้นมากนัก ก็คือตั้งมาจากชั้น ๔ ซึ่งชั้น ๔ ที่มานี่ ก็นับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถท่านมีครบถ้วนอยู่แล้วไม่มีอะไรเพิ่ม คือ พูดง่าย ๆ ว่าท่านย้ายตัว ย้ายตำแหน่งมาทำงานเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเท่านั้นเอง ส่วนเมื่อตำแหน่งเดิมที่อยู่มันว่างลงก็มีการขยับขยายกันขึ้นไปจนกระทั่งถึงผู้พิพากษา ระดับล่างสุดก็จะต้องมีการบรรจุอัตราผู้ช่วยผู้พิพากษาเข้ามาทดแทน ซึ่งตรงนั้น ไม่เป็นปัญหา เพราะว่าอัตราผู้ช่วยผู้พิพากษาที่เรามีอยู่มีอยู่เพียงพอนะครับ สอบได้เท่าไร ก็คงจะรับได้หมดนะครับ
ประเด็นต่อไป ประเด็นเรื่องของอำนาจหน้าที่ ผมกราบเรียนว่าอำนาจหน้าที่ ของรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคอยู่ในมาตรา ๑๔ ที่เรามีการแก้ไขในครั้งนี้ มาตรา ๔ แก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๑๔ วรรคสอง ซึ่งอำนาจหน้าที่ของท่านโดยหลักเป็นอำนาจหน้าที่ในการ ช่วยเหลือท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค คือพูดง่าย ๆ ว่าถ้าท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาคมอบหมาย ภารกิจที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอยู่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคดีความ ตามมาตรา ๑๑ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสำนวน หรือการนั่งพิจารณาคดี ท่านมอบหมายไป รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคก็จะมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับท่านอธิบดี ผู้พิพากษาภาค แต่ว่าไม่ใช่เฉพาะคดีสลักสำคัญนะครับ มันมีอีกมาตราหนึ่งถ้าท่านดูต่อไปใน มาตรา ๕ มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๘ (๓) ท่านครับ บางครั้งศาลจังหวัดในภาคอาจจะมี ข้อขัดข้องในเรื่องของผู้พิพากษา อาจจะไม่เพียงพอหรือคดีความมันบังเอิญมากขึ้นผิดปกติ อย่างนี้นะครับ มันมีเหตุจำเป็นสุดวิสัยจริง ๆ ที่ผู้พิพากษากำลังไม่พอ อย่างนี้ท่านอธิบดี ผู้พิพากษาภาคก็จะให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคไปนั่งพิจารณาด้วยก็ได้นะครับ ถึงแม้ว่าคดีนั้น อาจจะเป็นคดีที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขต เป็นคดีสำคัญที่ท่านกำหนดว่าจะต้องมีการรายงานมา เพื่อตรวจสำนวนอะไรทำนองนั้นนะครับ ก็เป็นการแก้ปัญหาในกรณีที่องค์คณะ ขาดแคลนได้เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ท่านรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค นอกจากท่านตรวจสำนวนแล้ว ท่านยังมีอำนาจที่ไปนั่งพิจารณาคดี ทั้งคดีธรรมดา ๆ ในกรณี ที่มีปัญหา ท่านผู้พิพากษาองค์คณะเกิดมีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ แล้วรวม ไปถึงคดีสำคัญ ๆ ตามมาตรา ๑๑ (๑) ครับ
สุดท้ายจริง ๆ ก็กราบเรียนว่าประเด็นที่ท่านบุญเลิศ ขออภัยที่เอ่ยนาม ว่าท่านตั้งข้อสังเกตว่าจริง ๆ ควรจะเขียนว่าให้มีตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคและโยน ไปให้ทางศาล ท่านกำหนดเอง จริง ๆ ก็อยากได้อย่างนั้นนะครับ แต่ต้องกราบเรียนว่า ความเป็นมาของธรรมนูญศาลมันมีที่มาที่ไปอยู่ในเรื่องของตำแหน่งผู้บริหารนะครับ ทั้งในเรื่องของการกำหนดจำนวน ในเรื่องของการกำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ เพื่อไม่ให้ มีผลกระทบต่อการพิจารณาความเป็นอิสระของท่านผู้พิพากษานะครับ ในเมื่อประวัติศาสตร์ ความเป็นมาอย่างนี้ทุกครั้งที่มีการเพิ่มจำนวนผู้บริหาร หรือลดจำนวนจะต้องมาขอ ความเห็นชอบจากสภาทุกครั้งครับ ขอบพระคุณครับ