นิพนธ์ บุญญามณี แสดงความไม่เห็นด้วยในเรื่องการเพิ่มจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรจุตำแหน่งผู้พิพากษา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประเด็นที่ผม ได้สงวนคำแปรญัตตินั้นผมไม่ได้ขัดแย้งเรื่องจำนวนสูงสุด ๖ คน แต่ผมไม่เห็นด้วยในข้อที่ ไปกำหนดจำนวนต่ำสุดไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า ๓ คน ในตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ซึ่งมันไม่มีเหตุผลที่ต้องไปเขียนกฎหมายอย่างนั้น ผมคิดว่าเขียนไว้แบบร่างเดิมก็คือเริ่มต้น ที่ ๑ คน ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ ๑ คน ถ้าจำเป็นต้องใช้ ๒ คน คือปริมาณคดีที่ส่งสำนวน มาให้สำนักงานอธิบดีตรวจสำนวน มันไม่ใช่ทุกคดีที่เกิดขึ้นในศาลใดแล้วต้องส่งทุกสำนวน มันเฉพาะที่เป็นคดีสำคัญในแต่ละภาค คดีที่มีทุนทรัพย์สูงหรือว่าคดีที่มีโทษจำคุกสูง อย่างนี้เป็นต้น ที่ต้องส่งไปให้อธิบดีได้ตรวจสำนวนคำพิพากษาหรือต้องรายงานให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคได้ดู คดีผู้จัดการมรดก ถ้าเป็นมรดกเยอะ ๆ ก็ต้องส่งไปให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคได้ดู ได้รับทราบ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นภารกิจที่บอกว่าอาจจะเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คดี หรือเป็น ๑๐,๐๐๐ คดี ทุกคดีไม่ได้ไปสู่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค เพราะฉะนั้นจำนวนที่จะเป็น ๖ คน หรือเป็นอะไรผมไม่ติดใจ แต่ว่าผมคิดว่าที่ผมแปรญัตติ เอาไว้ เจตนาคือให้เริ่มต้นจาก ๑ คน แล้วไป ๒ คน ไป ๓ คน อาจจะไป ๔ คน ไป ๕ คนก็ได้ หรือไป ๖ คน เต็มเลยก็ได้ แต่ไม่ใช่บังคับว่าต้องเริ่มต้นที่ ๓ คน เป็นอย่างน้อยหรือว่า ๓ คน ขั้นต่ำ ถ้าภาคใดมันไม่มีเหตุผลต้องใช้ ๓ คนขั้นต่ำ ใช้ ๒ คนก็ได้ ซึ่งที่ตลอดมามันไม่มี ยังอยู่ได้เลย อยู่มา ๑๕ ปี ถ้าสมมุติจะเริ่มต้น ๑๕ ปี เอาล่ะ มันไม่มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค มาเลย ๑๕ ปีที่ผ่านมา แต่ว่าเราก็ยังปฏิบัติหน้าที่กันได้โดยส่งไปช่วยราชการ ๑ คน เราอยู่กันมา ๑๕ ปี พอมาวันนี้เราจะบอกว่าช่วย ๑ คน ทำไม่ได้เลย ถ้าอย่างนั้น พูดในมุมกลับกัน แสดงว่า ๑๕ ปีที่ผ่านมามันไม่ได้เกิดความยุติธรรมกับประชาชนเลย ถ้าจะพูดตามนัยดังกล่าว ซึ่งผมก็ไม่ได้พูดอย่างนั้น ผมพูดแต่เพียงว่าทำไมต้องไปบังคับให้คณะกรรมการศาลยุติธรรม ต้องมีดุลยพินิจว่าเห็นด้วยต่ำจาก ๓ คนไม่ได้ ต้อง ๓ คนขั้นต้น อันนี้เป็นข้อที่ผมได้ สงวนคำแปรญัตติในประเด็นนี้ ซึ่งผมด้วยความเคารพกรรมาธิการที่บอกว่า ที่ต้องเพิ่ม จำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากถึง ๖ คน แล้วก็แต่งตั้งอย่างน้อย ๓ คน เพื่อต้องการ ที่จะไปนั่งพิจารณาให้ครบองค์คณะ อันนี้ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่ง เพราะนี่มันคือเรื่องหลักการ มันทำเฉพาะกรณีจำเป็น ๆ เท่านั้นเหมือนอย่างที่ กำหนดว่าคดีอะไรบ้างที่ต้องส่งมาให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคได้ตรวจสำนวน อย่างนี้ได้ ผู้พิพากษาถ้าเราบอกว่าไม่ครบองค์คณะ ในข้อสังเกตข้อที่ ๒ นั่นละครับเป็นข้อสังเกตของผม ผมบอกว่าถ้ามีปัญหาเรื่ององค์คณะไม่ครบก็เป็นข้อสังเกตให้กับรัฐบาล ฝากไปถึงรัฐบาลว่า ถ้าเราเชื่อว่าการที่พิจารณาคดีด้วยองค์คณะที่ไม่ครบองค์คณะมันบั่นทอนความยุติธรรม ให้กับประชาชนเป็นภาระ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องไปจัดสรรงบประมาณให้ครบ เพื่อนำไปสู่การบรรจุตำแหน่งผู้พิพากษาให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จะบอกว่า ไม่มีงบประมาณไม่ได้ละครับ รัฐบาลไม่มีหน้าที่พูดเรื่องไม่มีงบประมาณให้กับการอำนวย ความยุติธรรมให้ประชาชน ผมเลยเสนอทางออกให้เป็นข้อสังเกตเป็นข้อ ๒ เอาไว้ก็คือว่า เราไม่อยากให้อ้างเรื่องว่าไม่มีงบประมาณมาบรรจุผู้พิพากษาเพื่อมาอำนวยความยุติธรรม ให้ประชาชน เพราะฉะนั้นเราต้องแยกประเด็นระหว่างจะเอารองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ซึ่งมาจากศาลอุทธรณ์ไปนั่งพิจารณาคดีให้ครบองค์คณะในศาลชั้นต้น ถ้าเราคิดอย่างนี้ มันก็ผิดหลักการบริหารสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว มันจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกว่าทำไมคดีนี้ เอารองอธิบดีมานั่งเป็นองค์คณะ ทำไมคดีอื่นไม่มีรองอธิบดีมาเป็นองค์คณะ ไม่อย่างนั้น ต้องแก้ธรรมนูญศาลยุติธรรมว่าต่อไปนี้ต้องมีรองอธิบดีมานั่งให้ครบองค์คณะอีกอย่างนั้นหรือ เพราะเราต้องยอมรับแล้วว่าประสบการณ์ระหว่างผู้พิพากษาในการดำรงตำแหน่งใหม่ ๆ กับคนที่มาเป็นรองอธิบดีซึ่งผ่านหัวหน้าศาลมาแล้วมีอาวุโสมาก ถึงศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว มานั่งเป็นองค์คณะนี่ประสบการณ์มันต่างกัน การวินิจฉัยกฎหมายมันอาจจะต่างกันก็ได้ นี่คือประเด็นที่ไม่เห็นด้วย ผมไม่อยากให้เอาเรื่องปัญหาซึ่งเกิดในทางปฏิบัติมาปะปนกับเรื่อง หลักการในการพิจารณาคดี ผมจึงคิดด้วยความเคารพว่า ผมจึงเห็นว่าประเด็นนี้คือ เป็นประเด็นที่มันเป็นปัญหาของหลักการ ผมจึงต้องขอสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ เพื่อนหลายคน ในกรรมาธิการบอกว่าขอร้องเถอะอย่าสงวน ผมบอกว่ามันไม่ได้ละครับ เพราะว่า นี่คือหลักการการร่างกฎหมาย เพราะฉะนั้นผมเรียนประธานว่านี่คือเหตุผลที่ต้องสงวน คำแปรญัตติ เพราะว่ามันเป็นหลักการการร่างกฎหมายจริง ๆ ครับ