สงวน พงษ์มณี หารือเรื่องการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างศาลและนิติบัญญัติ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผล
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน จริง ๆ แล้วผมเองสนใจกฎหมายฉบับนี้มากและตั้งใจจะไป แปรญัตติในเรื่องนี้ด้วย แต่เนื่องจากว่ามันติดเสาร์ อาทิตย์ ก็ช้าไป ๑ วัน พอท่าน ได้แก้มาอย่างนี้ผมเห็นด้วย ทีนี้ผมมีเหตุผลสนับสนุนสำคัญหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ไม่มีใคร พูดถึงเลย เป็นโอกาสดีที่ผมพูดทีหลัง ก็คือว่าเรามองกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร ผมค่อนข้างไม่สบายใจที่จะพูดต่อที่ประชุมแห่งนี้ให้ดูกระบวนการยุติธรรมของเรา วันนี้ กระบวนการยุติธรรมเหมือนกระทรวงศึกษาธิการ น่าตกใจมาก นิติบัญญัติของเราไม่ได้สนใจ เรื่องนี้บ้างเลย ผมถามว่ากระทรวงศึกษาธิการหมายความว่าอย่างไร กระทรวงศึกษาธิการ มีซี ๑๑ หลายคนนะครับ แล้วจะทำอย่างไรถ้าศาลเป็นอย่างนั้นด้วย วันนี้เรามีศาลปกครอง ก็มีประธานศาล มีอะไรหลายอย่าง โอกาสต่อไปนี้ถ้ามีการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญโดย สสร. ผมคิดว่าต้องฝากท่านประธานไปยังตัวแทนศาลว่าท่านต้องเร่งจัดสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน กับพวกเรา เพราะว่าสังคมต้องการศึกษาเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยให้มี ๓ เพราะอะไรครับ เพราะว่าศาลเองได้กำหนดคุณธรรมของตัวเองอย่างน่ากลัวมากสำหรับคนภายนอกอย่างผม มีตำแหน่งมากบางทีสอบได้นิดเดียว ใช่ไหมครับ บรรจุนิดเดียว ตำแหน่งมีเยอะ บรรจุนิดเดียว เพราะอะไรครับ เพราะว่ากำหนดคุณธรรมไว้สูง จิตวิญญาณของศาลต้องเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ ท่านกำหนดคุณธรรมของท่านเอง ทีนี้ผมมองว่าอธิบดีไหนในประเทศนี้ ไม่มีรองอธิบดี ก็มีศาลนี่ล่ะไม่มีรองอธิบดี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาเป็นอย่างนี้ แล้วข้อเท็จจริงคือท่านมีคนไปทำหน้าที่ไม่ต่ำ ๓ คนสักภาค ๕ คน ๖ คน ๗ คน ๘ คนก็ยังมี นี่คือข้อเท็จจริง ทีนี้กฎหมายต้องทำให้ข้อเท็จจริงของกฎหมายนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วันนี้ถ้าคนไปอ่านหรือไปช่วย ๘ คน ๗ คน ๖ คนนั้น เขาไม่มีศักดิ์ทางกฎหมายเขาตัดสินไม่ได้ เขาเป็นเพียงคนหนึ่งที่ไปช่วยงานเท่านั้นเอง ภารกิจสำคัญขององค์กรไม่มีใครพูดถึงเลย เรื่องอะไรครับ คือภารกิจซึ่งเรียกว่ากระบวนการสร้างองค์ความรู้ร่วมกันของท่านให้กับสังคม วันนี้ท่านไปอ่านคำพิพากษาของท่านเองสิครับที่กระจัดกระจายอยู่ไปหมด ตกใจมาก ใช้หลักการหลายหลักการในการพิพากษาตัดสินในหลายเรื่อง พิจารณาอย่างไร ก็ไม่เป็นเหตุเป็นผลที่จะมาโต้แย้งกันได้ว่าทำไมหลักการอย่างนี้ เหตุผลอย่างนี้ คดีนี้ตัดสิน อย่างนี้ คดีนี้ตัดสินอย่างนี้ เพราะอะไรครับ มันขาดกระบวนการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ของพวกท่านนั่นเอง มีคำพิพากษาคำพิพากษาหนึ่งของศาลฎีกา แล้วเราก็ถือกันมาตามนั้นว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาอย่างนี้ก็เป็นแนวทางปฏิบัติ แต่ท่านลืมอ่านมาตรา ๓ หรือเปล่า รัฐธรรมนูญมี ๗ มาตราเท่านั้นนะครับ มาตรา ๓ ในอดีตที่คำพิพากษาเป็นอย่างนั้นเพราะว่า อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน ใครกระชากมาได้ ประชาชนไม่คัดค้าน ตอนนั้นถือว่า เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาอำนาจเป็นของประชาชน จะใช้คำพิพากษานั้นมาใช้ ในขณะนี้ได้หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา แล้วมาตรา ๖ อีกล่ะ ท่านประธานครับ วันนี้ผู้พิพากษาทั้งหลายพิพากษาเนื่องจากไม่มีการศึกษาองค์ความรู้ร่วมกัน พิพากษา ตามกฎหมาย ไม่ได้พิพากษาตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายหลายฉบับขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งสิ้น แต่คำพิพากษาเป็นไปตามกฎหมายเพราะอะไร เพราะไม่มีกระบวนการ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่กำหนด ๓ คน ผมเชื่อว่าหลายศาลมี ๑ คน หลายศาลมี ๒ คน แต่ถ้ากำหนด ๓ คนเป็นเบื้องต้น ท่านจะมีตำแหน่งว่างเท่าไรครับ ๓ คูณ ๙ เท่ากับ ๒๗ คน ตำแหน่งมันว่างท่านจำเป็นต้องเลือกสรรคนขึ้นมาทำงานในหน้าที่นั้น แล้วในที่สุดผมคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะอะไรครับ เพราะว่า ๕๐,๐๐๐ คดี เต็มเหยียดแล้ว ถ้ามาสัก ๑๐,๐๐๐ คดีก็จะยุ่งแล้ว แล้วท่านลองอ่านคำพิพากษาของท่าน แต่ละฉบับแต่ละชุด มันยาว มันซับซ้อน มันพิพากษาเกินเลยจากคำฟ้องไม่ได้ มันสับสน ไปหมดเลย ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก เพราะฉะนั้นภาระหน้าที่ ๓ อย่าง ผมคิดว่า อย่างที่ ๓ ที่ท่านไม่พูดถึงท่านต้องบอกกับผู้พิพากษาว่าองค์คณะของอธิบดี ท่านมีภารกิจสำคัญเพื่อให้กับสังคม คือสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน การปรึกษาหารือกัน แล้วผม คิดว่าการที่ท่านไปช่วยนั่งร่วมพิจารณาในคดีพิเศษก็จะเกิดขึ้น ผมเห็นด้วยกับท่านประธาน ที่จะอนุญาตให้ทางฝ่ายกรรมาธิการชี้แจง เมื่อครู่ผมเห็นชัดว่ามีจินตภาพร่วมกันในเรื่องนี้ ผมเองคิดว่าถ้าเราร่วมกันวันนี้และส่งสัญญาณไปยังศาล ผมว่ามีหลายเรื่องที่เราต้องแก้ ถามเรื่องแรกเลยครับ อำนาจของสำนักงานท่านเป็นอำนาจบริหารหรืออำนาจตุลาการ ยังเป็นอำนาจบริหารอยู่ ต้องแก้หรือเปล่า นี่คือในประเด็นหนึ่ง หลายเรื่องจะเป็นอย่างนี้ครับท่าน สำนักงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าที่ผมพูดทั้งหมดนี่ ผมเห็นด้วยกับท่านที่แก้ไข และคิดว่าจะเป็นโอกาสแรกที่ศาลกับนิติบัญญัติจะมาสร้างองค์ความรู้ร่วมกันแบบที่เรา กำลังพูดจากันนี้อยู่ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ