สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับศาลยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนั่งครบองค์ตามรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะวิธีการเพิ่มคุณภาพในการพิจารณาคดี รวมถึงเรียกร้องให้ประชุมปรึกษาหารือเพื่อหาข้อยุติที่ดีที่สุด

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ ขอประทานกราบเรียนว่าเรื่องนี้มีการโต้เถียงหารือกัน ในที่ประชุมกรรมาธิการถึง ๕ นัด เหตุผลสำคัญเพราะว่าเป็นจังหวะดีที่สำนักงาน ศาลยุติธรรมได้เสนอกฎหมายเข้ามา แล้วมีหลายมุมหลายประเด็นที่เป็นปัญหาคาใจ ของผู้ปฏิบัติงานในศาล

เรื่องแรก ขอประทานที่ต้องเอ่ยถึงท่านนิพิฏฐ์ ก็คือการไม่ครบองค์ รัฐธรรมนูญบังคับครับว่าจะต้องครบองค์ แต่ว่าในเนื้อแท้ในการพิจารณาแล้ว ถ้าไม่ครบองค์ จะทำอย่างไรก็ได้อย่าให้คู่ความค้าน นั่นคือการหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญโดยจงใจ ซึ่งพวกผม ทำหน้าที่อยู่อย่างไรก็ไม่สบายใจ แล้วจะให้ทนายภูธรโต้แย้งคัดค้านตุลาการมันเป็นเรื่องยากมาก เพราะฉะนั้นเรื่องแรกที่ย้ำกันนักกันหนาว่า ถ้ามีการแก้กฎหมายนี้แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่า จะต้องครบองค์จริง ๆ เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง ท่านเลขานุการ ท่านพงษ์เดช ท่านชาญณรงค์ ซึ่งผ่านตำแหน่งอธิบดีมาแล้ว ถือว่าเป็นอาวุโสแล้วนี่นะครับ ยืนยันว่าจะให้ท่านประธานศาลฎีกาออกคำแนะนำเรื่องการนั่งครบองค์จริง ๆ ไม่ใช่ขึ้นไปนั่ง ๒ คน ทำคนละเรื่อง หันก้นชนกัน แล้วต่างคนต่างก็ทำของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ ของการนั่งครบองค์ที่แท้จริง นั่นคือเรื่องที่ ๑ ที่เราคุย

เรื่องต่อมา เรื่องที่เจ็บปวดมากแล้วก็คาใจกันมาตลอดก็คือการนั่งพิจารณา แบบต่อเนื่อง คำว่า ต่อเนื่อง คือเอาคดีมาติดกัน สืบโจทก์เช้า สืบจำเลยบ่าย หรือสืบโจทก์วันนี้ พรุ่งนี้สืบจำเลย ซึ่งถามเจตนารมณ์เขาก็อยากให้คดีเสร็จเร็ว แต่ผลสุดท้ายคดีคุณภาพ มันหมดไป นี่คือสาระ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ เหตุ หลาย ๆ ผลที่ได้มามีโอกาสนั่งคุยกัน ผมก็ถามที่ประชุมครับว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มา จนถึงปี ๒๕๕๕ นี่นะครับ ๑๕ ปีนี้ มีอธิบดีผู้พิพากษาภาคแต่ไม่มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค เมื่อไม่มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค สำนักงานศาลแก้อย่างไรครับ แก้โดยเอาผู้พิพากษาอาวุโสที่ผ่านหัวหน้าศาลแล้ว ไปนั่งทำหน้าที่ ถามว่าหน้าที่ที่ทำทำอะไรได้ ก็คือไปช่วยตรวจร่างคำพิพากษา โน้ตดินสอ ให้ท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาคช่วยดู แต่ผมมานั่งดูจำนวนคดีในปี ๒๕๕๔ ภาค ๑ ปีเดียวนะครับ ทั้งแพ่ง ทั้งอาญาเข้ามา ๒๕๐,๐๐๐ คดี ภาค ๒ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ คดี ภาค ๓ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ภาค ๔ ๑๑๐,๐๐๐ คดี ภาค ๕ ๗๐,๐๐๐ คดี ภาค ๖ ๕๕,๐๐๐ คดี ภาค ๗ ๗๐,๐๐๐ กว่าคดี ภาค ๘ นครศรีธรรมราช ๖๐,๐๐๐ คดีเศษ ภาค ๙ บ้านผมลงไปนะครับ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คดี ต่ำสุดคือ ๕๐,๐๐๐ คดี พอจำนวนคดี ๕๐,๐๐๐ คดี ไม่ได้เข้ามาที่สำนักงานศาลทุกคดีครับ แต่จำนวนมาก พอมากนี่ดูว่าถ้าต้องการรวดเร็ว เพื่อตอบคำหารือของท่านไพจิตนี่นะครับ ทำอย่างไรให้คดีมีคุณภาพ ผู้พิพากษา ถ้ามีรองผู้พิพากษาขึ้นมาก็สามารถตรวจสำนวนโดยชอบ ทำความเห็นแย้ง นั่นคือเรื่องที่ ๑ ที่เราอยากให้เกิดให้ได้

ประการที่ ๒ ต่อข้อหารือของกรรมาธิการกรณีไม่ครบองค์ อย่างที่ ท่านผู้อาวุโส ท่านนิพิฏฐ์ได้กล่าวถึง จะต้องมีคำแนะนำแล้วคำสั่งการที่ชัดเจนจาก สำนักงานศาลลงไป ศาลรู้นี่ครับว่าศาลเบตงพรุ่งนี้ไม่ครบองค์ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค จะต้องเดินทางไปร่วมเป็นองค์คณะ ศาลปัตตานีไม่ครบองค์อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ ก็ต้อง ส่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคไป แปลว่ารองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่ทำหน้าที่ตรวจสำนวนส่วนหนึ่ง ท่านลองดูสิครับ ๑๓๐,๐๐๐ คดีต่อปี ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ คดีต่อปี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคดีต่อปี เป็นจำนวนคดีที่มากกว่าคดีที่ขึ้นศาลฎีกา มากกว่าคดีที่ขึ้นศาลอุทธรณ์แต่ละภาค มากกว่า เยอะเลยครับ มากกว่าเป็นสิบ ๆ เท่า เพราะฉะนั้นถ้ามีการตรวจสำนวนที่แท้จริง ตามความเห็นจริงลงไปนั่งครบองค์คณะ แล้วคงจะต้องมีข้อชัดเจนว่าถ้าไม่ครบองค์ศาลต้องเลื่อน ไม่ใช่ว่าพอไม่ครบองค์ปั๊บ คู่ความไม่ค้านนะศาลพิจารณาไปได้ ไม่เอานะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมก็เชื่อว่าเจตนารมณ์ในการกำหนดคนเหล่านี้ก็ทุกคนเห็นด้วยว่าให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค แต่ว่าจำนวนเท่าไร อันนี้ผมก็อยากจะเรียนข้อมูลที่ปรากฏในชั้นคณะกรรมาธิการให้ฟัง ก็แล้วแต่มติที่ประชุม ปัจจุบันต้องเรียนว่าไม่มีตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ จนถึงปี ๒๕๕๕ จนถึงปีนี้นะครับ แต่มีผู้ช่วย ตำแหน่งที่ผมกราบเรียนคือ เลยจากหัวหน้ามาแล้ว อาวุโสแล้วประมาณอธิบดีหรือภาคละ ๔ คน ๕ คน ๖ คน ๘ คน รวมถึงผู้พิพากษาอาวุโส อาวุโสก็คือเป็นอุทธรณ์แล้วเกิน ๖๐ ปีก็เป็นอาวุโส อยู่ในศาลฎีกา เกินแล้วก็มาเป็นอาวุโส แต่ละภาคจะมีบุคลากรเหล่านี้ ๖ คน ๘ คน ๙ คน ส่วนจำนวน เท่าไร อันนี้ผมไม่อยากจะไปปิดกั้นความคิดเห็นของท่านสมาชิกนะครับด้วยความเคารพ เพราะฉะนั้นถ้าคำนึงถึงความเป็นธรรม ความรวดเร็ว แล้วก็ประสิทธิภาพของเนื้องานแล้ว ผมเมื่อสอบถามข้อมูลแล้ว แล้วก็คุยกันในกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วก็บอกว่า ๓ คน น่าจะเหมาะ ใช่ครับ อย่างที่ท่านผู้อาวุโส ท่านนิพิฏฐ์บอกว่าศาลฎีกามีเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ แต่จำนวนคดีมันมาก แล้วถ้าความเป็นธรรมมันเกิดตั้งแต่ชั้นล่าง ความถูกต้องตั้งแต่ชั้นล่าง มันก็จะลดคดีในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาไปได้ในส่วนหนึ่ง นี่คือดำริที่ได้ประชุมปรึกษาหารือกันนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มีการแก้แค่ ๒ มาตรา แต่ประชุมกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย จนอะไร เพราะอยากจะให้ได้ข้อยุติที่ดีที่สุด แล้วที่ประชุมก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น ๓ คน แต่ไม่เกิน ๖ คน น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสม เพราะว่าบางภาระ บางหน้าที่แม้ว่าอาจจะ ไม่ชี้แจงที่นี่ได้ แต่คงจะต้องมีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคไปทำหน้าที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในเรื่องงานบ้านงานเมืองบ้างซึ่งก็มีบ่อย อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนเพื่อท่านได้ทำความเข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการประชุมปรึกษาหารือ ไม่ได้เอาใจใครครับ เพราะว่าวันหนึ่งที่บอกว่าท่านประธานศาลฎีกาคงจะต้องออกระเบียบว่า ถ้ามีทนายคัดค้านขึ้นมาในการพิจารณาคดีว่ามีพยานที่จะต้องสืบ จะต้องหยุดคดีต่อเนื่อง แยกออกไป ซึ่งเรื่องต่อเนื่องเป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับพวกผู้ประกอบวิชาชีพมานาน แต่ว่า ในรอบที่ผ่านมาใน ๕-๖ ครั้ง ผมกราบเรียนเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ว่าได้รับ ความร่วมมืออย่างดียิ่งในระดับหนึ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นเขี้ยว เพื่อให้คู่ความได้มีโอกาส ได้ทำคดีให้มีคุณภาพที่แท้จริง ในชั้นนี้อยากจะกราบเรียนที่ประชุมเพื่อโปรดทราบ ขอบพระคุณท่านประธาน