นิพิฐ์ อินทรสมบัติ อภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายที่กำหนดตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค และชี้ว่ากฎหมายนั้นไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากมีการกำหนดจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากเกินไป นิพิฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องการจัดตั้งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค และเรียกร้องให้ประธานสภาแสดงสถิติคดีเพื่อประกอบการตัดสินใจ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อันนี้ ผมพยายามจะอภิปรายเพื่อไม่ให้เลอะเทอะ ถ้าเลอะเทอะท่านประธานก็ท้วงติงแล้วกัน เพราะว่าผมไม่ได้ใช้กฎหมายนี้มาหลายปีแล้วครับ ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปราย ซึ่งผม เห็นด้วยว่าถ้าเราเขียนกฎหมายอย่างนี้มันจะทำให้ต้องมีตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ทั้งหมด ๕๔ คน ใน ๙ ภาค ซึ่งเยอะครับ แล้วท่านอย่าไปคิดเลยนะครับว่ารองอธิบดี ผู้พิพากษาภาคนั้นเมื่อท่านมีตำแหน่งเป็นรองอธิบดีแล้วท่านจะลงมานั่งพิจารณาคดี เหมือนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นทั่วไป ผมว่ายากครับ เพราะว่าคนเมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งรองอธิบดีแล้ว แล้วอธิบดีสั่งให้ไปนั่งพิจารณาคดี ผมว่าไม่ใช่นะครับ มันต้องไปนั่งในกรณีพิเศษ หรือคดีสำคัญจริง ๆ เท่านั้น ท่านตั้งรองอธิบดีมา แล้วอธิบดีบอกว่ารองอธิบดี ๓-๔ ท่านตรงนี้ ต่อไปนี้ไปนั่งที่ศาลเหล่านั้นเพื่อพิจารณาคดีเหมือนผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มันไม่ใช่เจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้เลย ท่านตั้งไว้เพื่อบริหารงานช่วยงานของอธิบดีผู้พิพากษาภาค ในงานธุรการหรืองานทางคดีบ้างเท่านั้น เรื่องที่ ๑ นะครับ
เรื่องที่ ๒ ครับ เวลาเขียนกฎหมายอย่าเขียนด้วยความเอาใจกัน ผมต่อว่ากรรมาธิการ ที่เป็นผู้แทนราษฎรนะครับ ท่านเขียนเอาใจศาลโดยไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร แถมให้ละครับ ท่านวิทยาพูดเมื่อวานผมชอบใจท่านวิทยาเลยอภิปรายพาดพิงท่านได้อภิปรายต่อ ท่านบอกว่าเราเขียนกฎหมายเอาใจศาลเลยแถมให้ เขาขอมา ๓ คนแถมให้ดีกว่า ใจดีครับ เราต้องการอะไรจากศาล เรากลัวศาลหรือเปล่าครับ มันต้องมีเหตุผลนะครับ อย่าเขียน กฎหมายด้วยความเอาใจหรือกลัวศาล กลัวทำไมล่ะครับศาล เขียนกฎหมายแล้วต้องดีนะครับ ท่านไปดูสิครับ ท่านประธานครับ ประธานศาลฎีกามีรองประธานกี่คนครับ ๖ คนครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ถ้าผิดท่านก็ท้วงนะครับ ผมไม่ใช้กฎหมายนานแล้ว รองประธานศาลฎีกา กฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ไม่รู้ผมเรียนมาเก่าหรือว่าของใหม่ แต่ผมดูเมื่อสักครู่ รองประธานศาลฎีกาเขากำหนดไว้ที่ ๑ คนนะครับ และไม่เกิน ๖ คน นั่นรองประธาน ศาลฎีกานะครับ แล้วประธานภาคละครับ ภาคมันมี ๙ ภาค ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๑ คน ไม่เกิน ๓ คน มันไม่มีเหตุผลเลยนะครับที่ท่านกำหนดรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค มากกว่าตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ไม่มีเหตุผลเลยครับ รองประธานศาลฎีกา เริ่มต้นที่ ๑ คน คือถ้าผมผิดท่านยกมือขึ้นเลยนะครับ ผมจะได้นั่งเลยว่าผมอภิปรายเลอะเทอะ รองประธานศาลฎีกาเริ่มต้นที่ ๑ คน ไปจบที่ ๖ คน รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเริ่มต้นที่ ๓ คน ไปจบที่ ๖ คน รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคเริ่มต้นที่ ๑ คน ไปจบที่ ๓ คน และถามว่า ศาลฎีกากับศาลภาค ศาลไหนมีคดีมากกว่ากัน ศาลฎีกามากกว่าครับ ศาลฎีกาไปได้ ทั่วประเทศนะครับ ศาลภาคก็เฉพาะในภาคนั้นเท่านั้นเอง มันไม่มีเหตุผลเลยนะครับ ที่ท่านจะไปเริ่มต้นรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่ ๓ คน แล้วไปจบที่ ๖ คน บังคับเลยว่า อย่างน้อยต้อง ๓ คน อย่างนี้ผมว่าเกินความจำเป็น เป็นการเอาใจที่ไม่มีเหตุผลเลยครับ แล้วกฎหมายนี้จะผิดหลักหมดเลย ท่านวางอัตรากำลังของศาลภาคเท่ากับอัตรากำลัง ของศาลฎีกา ท่านเปรียบเทียบให้ผมดูหน่อยสิครับว่าคดีของศาลฎีกากับศาลภาค มันเท่ากันและมีความจำเป็นจะต้องใช้รองประธานเท่ากัน ก็ไม่เท่ากันอยู่ดีครับ เพราะว่า ศาลภาคมากกว่า เริ่มต้นที่ ๓ คนครับ เพราะฉะนั้นท่านจะแต่งตั้งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ต่ำกว่า ๓ คนไม่ได้ ต้องเริ่มที่ ๓ คนและไปจบที่ ๖ คน อันนี้ครับ ท่านประธานครับ มันไม่มีเหตุผลนะครับ
ประการต่อไปท่านประธานครับ เวลาเราวางอัตรากำลังที่ ๓ คน ๓ คน ทั้ง ๙ ภาค ๙ คน คูณ ๓ คน ๒๗ คน ท่านต้องดูนะครับว่าแต่ละภาคมีสถิติคดีขึ้นสู่ศาล เท่ากันไหม ถ้าภาค ๑ กับภาค ๙ ภาค ๑ กับภาค ๘ มีคดีขึ้นสู่ศาลเท่ากันเป๊ะเลย ให้เขาไปเถอะครับ เท่ากัน แต่ผมเชื่อว่าแต่ละภาคมีสถิติขึ้นสู่การพิจารณาของแต่ละภาค ไม่เท่ากัน มากน้อยต่างกัน อันนี้เป็นเหตุเป็นผล ท่านต้องโชว์สถิติคดีมาดูนะครับว่า ภาค ๑ มีคดีเท่าไร ภาค ๙ มีคดีเท่าไร ท่านจึงวางรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคไว้ที่ ๓ คนเท่ากัน แต่ว่า ถ้าภาค ๙ มากกว่าหรือภาค ๑ มากกว่า ท่านวางได้ครับ แต่มันควรจะมีขั้นต้นไว้ว่าอย่างน้อย ๑-๓ คน อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ว่าถ้าท่านวาง ๓ คนเลย แล้วไปจบที่ ๖ คนนะครับ เชื่อผมเถอะครับ ไม่มีศาลไหนหรอกครับตั้งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ คนครับ ต้องขยายกรอบไป ๖ คนหมด แล้วก็จะใช้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคถึง ๕๔ คน กราบเรียนท่านประธานนะครับ เมื่อไรก็ตามที่ท่านวางรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๕๔ คน มันจะเป็นปัญหาในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนเลยครับ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค เมื่อเป็นผู้พิพากษาธรรมดาในศาลชั้นต้น แทนที่จะนั่งพิจารณาคดี เมื่อเป็นรองอธิบดี ผู้พิพากษาภาคแล้วไม่ลงไปนั่งพิจารณาแล้วครับ ผมอยู่จังหวัดพัทลุงท่านประธาน ภาคผมน่าจะอยู่ที่จังหวัดสงขลากระมัง ถ้าภาคอยู่จังหวัดสงขลาผมไม่มีโอกาสเห็น รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคไปนั่งจังหวัดพัทลุงหรอกครับ ไม่มีทางครับ นั่งอยู่ที่ภาค ๙ ที่จังหวัดสงขลานั่นละครับ เราจะเสียตุลาการไปทำงานธุรการมากถึง ๕๔ คน แทนที่จะ อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน
ประการสุดท้ายครับ กฎหมายฉบับนี้ศาลฎีกาเป็นผู้เสนอนะครับ ไม่ใช่ เราเสนอเองนะครับ ไม่ใช่ฝ่ายบริหารเสนอเองนะครับ ท่านดูนะครับ กฎหมายฉบับนี้ เสนอโดยศาลนะครับ และประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่า ที่ศาลยุติธรรมเขาเสนอโดยประธานศาลฎีกาเสนอมาให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละ ๑ คน ไม่เกิน ๓ คนนี่ศาลก็ดูครบถ้วนกระบวนความแล้ว เราจะรู้ดีกว่าศาลเขาได้อย่างไรครับ แต่เราไปเอาใจเขา แล้วศาลก็ไม่กล้าขัด เขาซื้อแค่ ๓ เราแถมให้อีก ๓ เท่านั้นละครับ ไปเอาใจกันโดยไม่มีเหตุผลนะครับ แล้วถ้ามีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคแล้ว ต่อไป ก็มีองคาพยพตามมา จะมีรถมีอะไรเข้ามาอีก เพราะต้องเรียกร้องละครับ ถ้ามี รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคแล้วไม่มีสิ่งเหล่านี้ต่อเนื่องมา ไม่ใช่แล้วครับ ไม่มีใครอยากเป็นแล้วครับ แล้วถ้าท่านประกาศว่าถ้ามีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคแล้วให้ไปนั่งพิจารณาในศาลต่างจังหวัด ไม่มีใครเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคหรอกครับ เพราะเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคแล้ว ไม่อยากไปนั่งแล้วครับ ต้องการเป็นผู้บริหารแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ไว้ที่ หลักเดิมนี่ละครับ เพราะว่าที่ท่านวางใหม่ ผมย้ำอีกครั้งนะครับ ท่านวางรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค มากกว่าศาลฎีกาอีก ซึ่งมันไม่มีเหตุผลเลยครับ ขอบพระคุณครับ