ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องกฎหมายที่จะยกระดับความเป็นเลิศทางดนตรีชั้นสูงหรือดนตรีคลาสสิกในประเทศไทย โดยเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการตั้งสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาเสนอกฎหมายและเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ยังชี้แจงว่า มาตรา ๘ และมาตรา ๙ กำหนดให้สถาบันต้องมีอำนาจในการอนุมัติและการกำหนดนโยบายในการพัฒนาดนตรีคลาสสิก และยังเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตกลงกันเพื่อตัดวัตถุประสงค์มาตรา ๖ ออกเพื่อให้สถาบันมีอำนาจในการดำเนินการได้อย่างเต็มที่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช บังเอิญเมื่อกี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อผมได้ยินกรรมาธิการชี้แจงผมจำเป็นต้องพูด และเมื่อ ท่านชี้แจงเป็นครั้งที่ ๒ ผมต้องขอความกรุณาจากท่านประธานว่าจำเป็นต้องพูด เพราะว่า ต้องทำกฎหมายให้เกิดความชัดเจน เพราะกฎหมายฉบับนี้เราต้องการที่จะยกระดับ ความเป็นเลิศทางด้านดนตรีชั้นสูงหรือดนตรีคลาสสิกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และถ้าหากว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการจำได้ ผมได้เรียนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการตอนเสนอ กฎหมายฉบับนี้วาระที่หนึ่งว่าต้องเข้าใจเจตนารมณ์ในการเสนอกฎหมายฉบับนี้ วันนั้น ผมเรียกร้องด้วยซ้ำไปว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาเสนอกฎหมายและมาเป็น ประธานคณะกรรมาธิการ เพราะท่านต้องไปขับเคลื่อนสถาบันความเป็นเลิศนี้ให้เกิดขึ้น ในประเทศไทยของเราในยุคที่เราจะต้องนำพาประเทศไปสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) แต่ว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมกลับมาต่อประเด็นในมาตรา ๑๘ ที่ผมได้ตั้งข้อท้วงติง เอาไว้ว่ากรรมาธิการใช้อำนาจในฐานะตัวแทน พวกผมเป็นตัวการในสภานี้นะครับ มอบอำนาจ ให้ท่านไปเป็นตัวแทนพิจารณากฎหมายและท่านพูดให้เห็นแล้วว่าท่านไปทำเกินกว่าตัวการ คือไม่มีคนแปรญัตติแต่ท่านกลับไปแก้ไข โดยไม่มีมาตราอื่นแก้ไขเลย และเมื่อผมกรุณาชี้แจง ด้วยเหตุผลเบื้องต้นเพื่อขอความร่วมมือให้ว่า เนื่องจากว่าหลักของการบริหารมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นมีการบริหารอยู่ ๓ ระดับ ที่ท่านอ้าง มาตรา ๓๐ นั้น เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของอธิการบดี เมื่อมีอำนาจอธิการบดีเป็นคนร่างนโยบาย แล้วต้องมาเสนอตามมาตรา ๒๐ คือคณะกรรมการบริหารสถาบันครับ แล้วเขาให้อำนาจของ สภาสถาบันเป็นอำนาจที่เป็นองค์กรที่เรียกว่ามีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารมหาวิทยาลัย ผมเป็นรัฐมนตรีผมให้เกียรติสภามหาวิทยาลัย เพราะต้องการให้สภามหาวิทยาลัยหรือ สถาบันนั้นมีความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างแท้จริง อำนาจจากภายนอกรวมทั้งรัฐมนตรีด้วย ไม่ควรที่จะเอาไปเกี่ยวข้องกับการที่จะอนุมัติวางนโยบายหรืออนุมัติแผนในการพัฒนาสถาบัน เพราะฉะนั้นประการแรกที่ผมอยากกราบเรียนว่าท่านไปทำให้แคบเข้าควรตัดออกนะครับ
ประการที่ ๒ ท่านอ้างว่าผมไม่ได้ดู มาตรา ๘ และมาตรา ๙ ที่เขียนเอาไว้ว่า ภายใต้วัตถุประสงค์ นั่นละครับยิ่งต้องให้ท่านตัดออกเลยครับ เพราะมาตรา ๘ มาตรา ๙ นั้น เขียนบัญญัติไว้ว่า ภายใต้วัตถุประสงค์ให้สถาบัน ผมกลับมองว่าการที่เราจะพัฒนาดนตรี คลาสสิก ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องวิจัย เกี่ยวข้องกับการที่จะต้องแสวงหาความร่วมมือ จะต้อง ให้สภาเป็นคนมีอำนาจในการที่จะอนุมัติ ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็ภายใต้วัตถุประสงค์ มาตรา ๖ ในมาตรา ๘ มาตรา ๙ นั้น ก็แสดงว่าสถาบันก็คือจะตีความว่าแค่อำนาจตามมาตรา ๓๐ กระทำได้ไหมครับ ผมจึงกราบเรียนว่าเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ในประเทศไทย ของเรา ท่านประธานครับ เรามีสถาบันระดับอุดมศึกษาที่สอนเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกอยู่ที่ มหาวิทยาลัยศิลปากรที่วันนี้เรากำลังพิจารณากฎหมายที่จะตั้งเป็นสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และเรามีสถาบัน หรือเรียกว่า วิทยาลัยดุริยางคศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ผมท้วงติง เรื่องนี้เพราะในช่วงปีที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการอนุมัติปริญญาของมหาวิทยาลัยมหิดล ผมจึงต้องการให้ท่านเปิดกว้างเพื่อให้สภาสถาบันแห่งนี้เขามีอำนาจโดยตรงในการที่จะได้ ตัดสินและกำหนดวางนโยบายได้กว้างขวางขึ้นในการที่จะทำให้การตัดสินใจในการที่จะ พัฒนาทางด้านวิชาการอย่างแท้จริงครับ ไม่มีเหตุผลอันอื่นเลยครับที่ท่านต้องมาเพิ่มตรงนี้ เพราะฟังเหตุผลที่ท่านชี้แจงแล้วไม่ว่าจะไม่มีคนแปรญัตติก็ดี เหตุผลที่ท่านอ้าง มาตรา ๓๐ ก็ดี และเหตุผลที่ท่านอ้าง มาตรา ๘ มาตรา ๙ ก็ดี ในส่วนประเด็นของมาตรา ๖ นั้น กระผม อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าจริง ๆ ผมก็ไม่ติดใจละครับ เพราะมาใช้คำว่า สถาบัน ดนตรีชั้นสูง และกำกับไว้ด้วยเหตุผลในการเสนอกฎหมายแล้ว ผมคิดว่าคนที่จะไปบังคับใช้ กฎหมายก็คงจะเข้าใจว่าสถาบันแห่งนี้เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการจะขับเคลื่อนอย่างไร แต่ผมอยากจะเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าท่านสามารถ ตกลงกันได้ ท่านก็ตัดเพียงวัตถุประสงค์มาตรา ๖ ในมาตรา ๑๘ ออกก็เป็นเหมือนเดิมนะครับ ดีอยู่แล้วครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ