บุญทรง เตริยาภิรมย์ หารือเรื่องการผูกขาดทางการค้า โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ตกเป็นเหยื่อ และเรียกร้องการช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมถึงการกระจายอำนาจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อลดการครอบงำตลาด
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ได้ถามกระทู้ถามในเรื่องของการผูกขาดทางการค้านะครับ วันนี้ก็ได้รับเกียรติจากสมาชิก จากจังหวัดพิษณุโลกทั้ง ๒ ท่านนะครับ
ในประเด็นเรื่องของการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งท่านผู้ถามได้เน้นไปที่ พี่น้องเกษตรกร ก็จะขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องของการแข่งขันทางการค้าในระบบเสรีนั้น มาตรการใดที่ไปทำให้เกิดการแข่งขัน ไม่เสรีก็อาจจะขัดต่อระเบียบการค้าระหว่างประเทศ หรือดับบลิวทีโอ (WTO) ได้ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นท่านครับ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะดูแลผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงพี่น้องเกษตรกรรายย่อยนะครับ จะยกตัวอย่างชัด ๆ ในเรื่องที่ได้ดำเนินการไป ในระยะนี้ก็คือกรณีที่พี่น้องเกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบในเรื่อง ของราคาต้นทุนสินค้าในเรื่องของอาหารสัตว์บางชนิดเพิ่มราคาสูงขึ้น เป็นที่เข้าใจกันครับว่า ผู้ค้ารายย่อย เกษตรกรรายย่อยนั้น อำนาจในทางการค้าในการเจรจาต่อรองทางการค้า ย่อมจะมีน้อยกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ถ้าเราจะเทียบไปแล้วผู้ประกอบการรายใหญ่ สามารถซื้อสินค้าในราคาขายส่ง หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ผลิตสินค้าต้นทุนเหล่านั้นแล้วไป จำหน่ายเองก็มี ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยเมื่อจะซื้อสินค้าทุน อย่างเช่น อาหารสัตว์ หรือปุ๋ยก็ต้องซื้อในราคาขายปลีก อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นอำนาจในทางการค้าที่จะไปต่อสู้กัน ในเรื่องของการขาย ในเรื่องของราคาย่อมจะเสียเปรียบ กระผมเองเมื่อเข้ามาอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ได้รับทราบ แล้วก็เห็นประเด็นนี้ตั้งแต่แรก ก็ได้ให้นโยบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับว่า ต้องเข้าไปช่วยดู จะทำอย่างไรให้ผู้ค้ารายย่อย เกษตรกรรายย่อยนั้นมีโอกาสได้ซื้อสินค้าทุน ให้มันถูกลงบ้าง โดยใช้กลไกภาครัฐเข้าไปช่วย ขณะนี้ก็มีองค์การคลังสินค้าที่จะเข้าไปช่วยดูแล กล่าวคือวิธีการอาจจะไปหาซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากพอที่จะได้ราคาที่มันถูกลง แล้วเอาไป กระจายให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอาหารสัตว์ เพราะว่า เมื่อมีการขึ้นราคาอาหารสัตว์ และอาหารสัตว์เป็นต้นทุนร้อยละ ๗๐ ของการเลี้ยง ถ้าหากว่า เราสามารถไปช่วยเขาผ่อนเบาภาระในเรื่องนี้ได้ผมก็เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรจะสามารถอยู่ได้ แล้วก็ขายสินค้า ผลผลิตออกมาได้ในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น และยังจะสามารถต่อสู้กับ การแข่งขันกับรายใหญ่ได้ตามสมควร นี่เป็นแนวทางที่รัฐบาลจะทำ แล้วถ้าหากว่าทำแล้ว เป็นผลในเชิงบวกก็จะขยายการดำเนินการเหล่านี้ไปสู่ภาคอื่นต่อไป ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หรือเอสเอ็มอีที่ท่านกล่าวถึงนะครับ ผมเองได้มีโอกาสพูดคุย กับทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ในเรื่องที่จะลง ไปช่วยเหลือในการจัดสรรวงเงินที่จะส่งเสริมให้เอสเอ็มอีนั้นได้มีต้นทุนการเงินที่มันถูกลง ผ่านกระบวนการสถาบันการเงินภาครัฐทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอี แบงก์ (SME bank) เป็นเอ็กซิม แบงก์ (Exim bank) หรือธนาคารออมสิน เหล่านี้เป็นต้น เพื่อจะจัดสรรวงเงิน ให้เหมาะสม มีต้นทุนเงินที่เหมาะสม ดอกเบี้ยที่ดี แล้วก็มีระยะเวลาที่ผ่อนคลายเพื่อให้พี่น้อง ที่ทำเอสเอ็มอีนั้นมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก แล้วก็จะได้มีช่องทางในการทำมาค้าขายได้สะดวก แล้วก็มีต้นทุนที่ถูกนะครับ แล้วก็สามารถแข่งขันในทางการค้า
สำหรับประเด็นที่ท่านได้ยกขึ้นมาเรื่องของอำนาจเหนือตลาด กรณีที่มี ประกาศของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าสมัยท่านเกริกไกร จิระแพทย์ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๐ นั้น ขณะนี้ก็มีคณะกรรมการที่อยู่ในกระทรวงพาณิชย์กำลังนำเรื่องนี้ขึ้นมา ทบทวน ผมก็ได้มอบนโยบายไปว่าคงจะต้องดูให้เข้มข้นมากขึ้น เห็นด้วยกับท่านครับว่าการที่ ไปประกาศว่าผู้ประกอบการ รายใดรายหนึ่งที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ ๕๐ ขึ้นไป มียอดเงินขายในปีที่ผ่านมา ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือผู้ประกอบธุรกิจ ๓ รายแรก มีส่วนแบ่งตลาดเกินร้อยละ ๗๕ แล้วก็ มียอดขายตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้อาจจะเป็นการกำหนดที่ค่อนข้างจะผ่อนปรน ดังนั้น คณะกรรมการที่กำลังทำงานทบทวนในเรื่องนี้ก็มีแนวความคิดว่าจะทำให้เข้มข้นมากขึ้น อัตราส่วนที่ได้พูดไปก็อาจจะมีการปรับเพื่อจะให้ทางผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นไม่สามารถ ที่จะครอบงำตลาดได้ง่ายเกินไป นั่นก็หมายความว่าจะมีช่องทางทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยนั้น สามารถต่อสู้และแข่งขันได้ สิ่งเหล่านี้กราบเรียนว่าเป็นแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะดูแล เรื่องของการครอบงำหรือว่ามีอำนาจเหนือตลาดตามที่ท่านได้สอบถามมานะครับ ในเรื่อง ของการทำงาน รัฐบาลขณะนี้ก็มีแนวทางในการทำงานที่จะต้องไปทำงานร่วมมือกับภาคเอกชน มากขึ้น เข้มข้นขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สภาอุตสาหกรรมก็ดี สภาหอการค้าก็ดี องค์กรที่ดูแล ธุรกิจการค้าในภาคเอกชนอื่น ๆ รวมไปถึงกลุ่มของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รัฐบาลก็ได้ มีการเปิดเวทีในการพูดจาหารือแล้วก็รับฟังปัญหาต่าง ๆ นานาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด แล้วก็จะพยายามส่งเสริมแล้วก็ถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลในการที่จะสร้างเวทีแล้วก็ จะเป็นผู้ที่จะส่งเสริมให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทั้งหลายนั้นได้มีโอกาสในการทำการค้า ทั้งในประเทศ แล้วก็ได้มีโอกาสที่จะออกไปแข่งขันทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น เหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจเดินไป อย่างเป็นธรรมทั้งรายใหญ่และรายเล็กสามารถแข่งขันกันได้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้น ๓-๔ ประเด็นตามที่ท่านได้สอบถามมาครับ ขอบคุณครับ