กิตติรัตน์ ณ ระนอง อธิบายว่าไม่มีนโยบายแปรรูป ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้มีการประชุมหารือกันในระดับคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือไม่เคยมีการประชุมในระดับนโยบายใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสิ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตตอบกระทู้ของท่านผู้ถามนะครับ ผ่านท่านประธาน ในคำถามแรกว่ายังคงมีนโยบายในการจะแปรรูป ปตท. ไม่ให้เป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่นี่นะครับ ก็ขออนุญาตเรียนอย่างตรงไปตรงมาเลยนะครับว่าไม่เคยมีนโยบาย แล้วก็ข้อมูลที่ปรากฏ ในสื่อมวลชนจนกระทั่งนำไปสู่การสนทนากันนั้นเริ่มต้นมาจากคำถาม ซึ่งผมก็พยายามจะ เสาะหาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ขออนุญาตเรียนว่าไม่เคยมีการประชุมหารือกันในระดับ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือไม่เคยมีการประชุมในระดับนโยบายใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสิ้น เป็นเพียงข้อซักถามของสื่อมวลชนที่มีต่อท่านผู้นำทางความคิดทางเศรษฐกิจว่าการที่ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่โดยที่รัฐบาลถือหุ้นเกินครึ่งไม่มาก ถ้าหากว่าจะมีการดำเนินการ เพื่อที่จะให้มีการลดหนี้สาธารณะจะสามารถดำเนินการให้มีการลดทอนการถือหุ้นได้หรือไม่ ซึ่งผมก็ได้ไปค้นหาแล้วก็พบว่าเป็นการสนทนาในลักษณะนั้นจริง ๆ แล้วก็ต่อมาสื่อมวลชน ก็ได้มาซักถามผมว่ามีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร ผมก็ได้เรียนไปว่าก็เป็นความคิดหนึ่ง ซึ่งในความคิดหนึ่งที่จะลดการถือหุ้นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่คิดได้นะครับ แต่ว่ามิได้เป็น ความคิดของรัฐบาล แล้วถ้าหากว่าจะมีการดำเนินการกันในเรื่องนี้ ก็ขอให้เป็นเรื่องที่ไปถกแถลง ปรึกษาหารือกันให้เป็นประโยชน์ก็แล้วกัน ซึ่งผมก็เรียนว่าการที่รัฐบาลถือหุ้นเกินครึ่งก็เป็น เรื่องซึ่งมีประโยชน์อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ถามได้ถาม แล้วผมก็เห็นด้วยกับท่านนะครับว่า ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีภายหลังการที่เปลี่ยนสถานะเป็น บริษัท จำกัด (มหาชน) แล้วก็มีการระดมทุนจนกระทั่งมีความเข้มแข็งอยู่ทุกวันนี้นะครับ ซึ่งขณะที่ ปตท. มีการแปรรูปนั้นผมก็ได้ทำหน้าที่อยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แล้วท่านสมาชิกผู้ถามนะครับ ท่านรัฐมนตรีกรณ์ก็เป็น ผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวงการธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็ขออนุญาตเรียนยืนยันนะครับว่าไม่ได้เคยเป็นนโยบายแต่อย่างใด แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมี การดำเนินการในเรื่องนี้ ผมได้ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนไปแล้วในโอกาสต่าง ๆ ที่ทำได้ อย่างไรก็ตาม ในข้ออารัมภบทของท่านผู้ถามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ ตอบด้วย ก็คือว่าในกรณีของแก๊สเอ็นจีวีนั้นทุกท่านก็ทราบดีว่าเป็นราคาที่ถูกกำหนดไว้ที่ ๘.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม มาตั้งแต่ต้นเลยนะครับ แล้วก็เป็นที่ยอมรับกันว่าราคาดังกล่าวถือว่า ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งที่มีการจำหน่ายก๊าซเอ็นวีจีในโลกนี้นะครับ แล้วก็ในขณะเดียวกัน ปตท. นอกจากจะเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วเขายังเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งก็มีหน้าที่ที่จะต้องดูแล สิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ไม่ใช่รัฐด้วย เอ็นจีวีเป็นแก๊สซึ่งเราเองสามารถ ใช้ประโยชน์ได้แล้วก็มีหน้าที่จะต้องขยายการให้บริการไปยังผู้ที่มีความเหมาะสมในการใช้ นั่นคือเหตุผลที่ ปตท. ไม่สามารถที่จะขยายสถานีบริการหรือการให้บริการเอ็นจีวีให้กับ ผู้ใช้ได้อย่างทั่วถึง เพราะว่าจะต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้นอื่น ๆ ด้วยว่าถ้าหากว่าธุรกิจนี้ไม่มี กำไรหรือธุรกิจนี้ขาดทุนอยู่ การที่จะไปขยายธุรกิจในลักษณะที่มีการขาดทุนอาจจะเป็นเรื่อง ที่ไม่เหมาะสมแล้วก็นำมาสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในฐานะที่เป็นบริษัทมหาชน ด้วยเกรงว่า การที่จะดำเนินการในลักษณะนี้จะมีความไม่เหมาะสมนี่นะครับ ก็ได้มีการประชุมในเรื่องนี้ อย่างรอบคอบนะครับ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติก็ได้ดูเรื่องนี้แล้วก็ได้มีแผน ในการที่จะเพิ่มราคาก๊าซเอ็นจีวีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แล้วก็มีการดูแลไม่ให้ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ที่ ดำเนินภารกิจในเรื่องของรถโดยสารสาธารณะได้รับผลกระทบ ซึ่งจะใช้เวลาในการอธิบาย มากกว่านี้นะครับ แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการที่อยากจะให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผ่านรัฐวิสาหกิจในราคาถูกนั้นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาล อยากจะทำนะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าการดำเนินการอะไรก็แล้วแต่มันผิดธรรมชาติไปก็จะมี ผลเสีย ผลข้างเคียง เมื่อสักครู่นี้ท่านถามถึงกรณีที่การใช้ไฟฟรี ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่เกี่ยวกับ ปตท. นักนะครับ แต่ว่าในกรณีของการใช้ไฟฟรีนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้ไฟฟรีโดยใช้ งบประมาณของรัฐเป็นตัวสนับสนุน ระบบการใช้ไฟฟรีนั้นเป็นการขอให้ภาคธุรกิจเป็น ผู้รับภาระการใช้ไฟฟรีของภาคประชาชนที่ใช้ไฟฟรี ดังนั้นในกรณีที่รัฐก็มีหน้าที่จะต้องดูแล ทุก ๆ ฝ่ายด้วยนะครับ แล้วก็ไม่ได้เป็นการดำเนินการตรงนี้เพื่อไปเอื้อภาคธุรกิจโดยที่ ไม่นึกถึงประโยชน์ของผู้ใช้ไฟ แต่ว่าในขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็มีหน้าที่ที่จะต้องแข่งขันให้ได้ กับผู้ที่ประกอบธุรกิจในประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ ในขณะเดียวกันการใช้ไฟฟรีในจำนวนที่ได้ เคยกำหนดไว้มีข้อมูลบ่งชัดว่านำไปสู่ความไม่ระมัดระวังในการใช้ไฟของผู้ใช้ไฟรายย่อย เหมือนกัน แล้วก็เข้าใจดีครับว่าในขณะที่เราเห็นว่าประชาชนมีความยากลำบากก็ต้องการให้ ใช้ไฟฟรี แต่ในขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายที่จะขอให้ผู้ที่มีรายได้น้อยมีโอกาสที่จะ มีรายได้ที่สูงขึ้น การที่มีรายได้ที่สูงขึ้นแล้วก็จะสามารถดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วยตัวเองตาม สมควรโดยที่ไม่เกิดความเดือดร้อนนั้น แล้วก็ทำให้กลไกต่าง ๆ ในเรื่องของราคามีความสอดคล้อง ใกล้เคียงกับภาวะตลาด ซึ่งขออนุญาตเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้นะครับ ในเรื่องของราคาพลังงานรัฐบาลได้แถลง นโยบายเอาไว้ว่าจะมีการดำเนินงานเพื่อปรับเปลี่ยนมุ่งสู่การที่ทำให้ราคาพลังงานต่าง ๆ เป็นไปตามกลไกตลาด ผมใช้คำว่า มุ่งสู่ ไม่ได้แปลว่าจะปรับให้กลายเป็นกลไกตลาดเสียทีเดียว แต่การเคลื่อนออกจากราคาที่ถูกกดเอาไว้แล้วก็ผิดธรรมชาติ ขยับขับเคลื่อนขึ้นไปใกล้ระดับ ที่เป็นราคาตลาดก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการนะครับ ขออนุญาตตอบในรอบแรกเท่านี้ครับ