สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕

รัชดา ธนาดิเรก เสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า โดยเห็นด้วยในหลักการ แต่กังวลเกี่ยวกับความพร้อมของหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายและความชัดเจนในเนื้อหาสาระ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการประชาสัมพันธ์และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า และเรียกร้องการสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต่อร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยหลักการแล้วดิฉันก็เห็นความส้าคัญที่จะต้องมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะว่าได้มีการบัญญัติใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ แม้ว่าได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ว่าในเนื้อหาสาระถ้าพิจารณากับสภาพปัจจุบันแล้วก็ยังมีข้อที่จะต้องปรับปรุงอยู่ ในหลักการดิฉันเห็นด้วยค่ะ แต่ว่าในทางปฏิบัติก็คงจะเป็นข้อกังวลเดียวกันกับที่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาก่อนหน้านี้ว่าหากพระราชบัญญัติฉบับนี้และเนื้อหาสาระ เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอมา เมื่อน้าไปใช้จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนไทย อย่างแท้จริงหรือเปล่า ในเรื่องของความชัดเจนในเนื้อหาสาระ เรื่องระยะเวลา ในการพิจารณาการจดทะเบียนหรือว่าการปรับปรุงค่าธรรมเนียม ดิฉันไม่ติดใจค่ะ แต่ในเรื่องของ นิยามของค้าว่า เครื่องหมายการค้า ที่มีการก้าหนดเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงเสียงและกลิ่นนั้น ดิฉันไม่มั่นใจค่ะว่าถ้าครอบคลุมแล้วหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะสามารถ ด้าเนินการให้เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการคนไทยได้จริงหรือเปล่า จริงอยู่ค่ะแม้ทุกวันนี้ เครื่องหมายการค้าไม่ใช่เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ที่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของสินค้า ชิ้นหนึ่งว่ามันต่างจากอีกชิ้นหนึ่งอย่างไร เครื่องหมายการค้า ณ ปัจจุบันนี้ ในโลกธุรกิจ ที่มีการแข่งขันอย่างสูง เครื่องหมายการค้าถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดอีกชิ้นหนึ่ง ที่จะท้าให้สินค้าหรือบริการนั้น ๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น ในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการคุ้มครองในเรื่องของเสียงและกลิ่น ธุรกิจอย่างเช่น ส้านักข่าว เอ็นบีซี (NBC) ก็ได้มีการใช้เสียงเป็นเครื่องหมายการค้า บริษัทมอเตอร์ไซค์ เช่น ฮาร์เลย์ เดวิดสัน (Harley-Davidson) ก็ใช้เสียงเป็นเครื่องหมายการค้า ถามว่าถ้าในประเทศไทย ใช้เครื่องหมายการค้าที่ครอบคลุมไปถึงเสียงด้วยดีไหม ดิฉันก็คิดว่าดี เพียงแต่กังวลว่า ในกระบวนการการพิจารณาบุคลากรของเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการ เก็บเครื่องหมายการค้าที่เสียงนี้จะมีกระบวนการอย่างไร เพราะดิฉันไม่มั่นใจว่า ณ วันนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นคน อาคารส้านักงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ จะมีความพร้อมหรือเปล่า ในเรื่องของกลิ่น อันนี้ก็เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าเราจะพิสูจน์กัน อย่างไรคะว่ากลิ่นนั้นเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าชิ้นนี้ และวิธีการเก็บตราสินค้า เครื่องหมายการค้า ที่เป็นกลิ่น ทางกระทรวงพาณิชย์จะจัดเก็บกลิ่นนั้นอย่างไร จะบรรจุอยู่ในขวด ในรูปอย่างไร ดิฉันยังนึกภาพไม่ออกนะคะ ก็จึงท้าให้เกิดความกังวลใจอย่างนี้เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดว่าคณะกรรมาธิการได้พิจารณาและทางคณะรัฐมนตรีสามารถชี้แจงให้กระจ่าง และยืนยันได้ว่าการครอบคลุมนิยามของเครื่องหมายการค้าที่ให้รวมถึงเสียงและกลิ่น จะเป็นประโยชน์และท้าได้จริง ดิฉันก็คงจะเกิดความสบายใจขึ้น อย่างไรก็ตามในเมื่อ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรุณานั่งอยู่ในที่นี้แล้วดิฉันก็มีข้อเสนอที่คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการด้าเนินการในการปกป้องสิทธิประโยชน์และการบังคับใช้กฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในเรื่องแรก ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการคนไทยนั้น ได้ตระหนักถึงความส้าคัญของเครื่องหมายการค้า จริงอยู่ตัวเลขจ้านวนของผู้ประกอบการ ที่มายื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในช่วง ๖-๗ ปีหลัง มีตัวเลขที่สูงขึ้นเยอะขึ้น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับจ้านวนตัวเลขของผู้ประกอบการที่มายื่นค้าขอกับจ้านวนตัวเลข ที่ผู้ประกอบการได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน อย่างในปี ๒๕๕๓ ผู้ประกอบการไทยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจ้านวน ๒๔,๗๘๑ ราย แต่มีเพียงแค่ ๑๓,๒๖๘ รายเท่านั้นที่ได้รับการจดทะเบียน แล้วตัวเลขก็ต่างกัน ๕๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ค่ะ นับถอยหลังไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ไปถึงปี ๒๕๔๘ นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการยังไม่มีความเข้าใจว่าหลักการในการขอยื่นจดทะเบียน หรือว่ายังมีการขอ จดทะเบียนซ้าซ้อนกันอยู่เกิดขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องรณรงค์ อธิบาย และให้ความรู้เกี่ยวกับผู้ประกอบการ อีกอย่างหนึ่งแม้ว่าตัวเลขของผู้ยื่นขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าจะมีตัวเลขที่สูงขึ้นเรื่อยมา แต่ถ้าเปรียบเทียบตัวเลขของประเทศไทย กับประเทศที่เขามีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ถือว่ายังเป็นตัวเลขที่น้อยมากนะคะ ของไทยมีจ้านวนการขอจดทะเบียน ในปี ๒๕๕๓ รวมทั้งผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างประเทศ ๒๑,๘๓๐ ราย นี่คือในปี ๒๕๕๓ แต่ถ้าเทียบกับ ประเทศเกาหลีใต้ ในปี ๑๙๘๐ หรือว่า ๒๐ กว่าปีที่แล้ว จ้านวนผู้ที่ได้รับจดทะเบียนเขามีตั้ง ๘๐,๐๐๐ รายการ นี่คือปี ๑๙๘๐ ของเขา เขามี ๘๐,๐๐๐ รายการ แต่ว่าปี ๒๐๑๐ ของเรายังมีเพียงแค่ ๒๐,๐๐๐ รายการ ประเทศเกาหลี ก็เป็นอย่างนี้ เขาน้าเราไปเยอะมาก เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ แม้ว่าจะเป็นประเทศเล็ก ๆ ถ้าเทียบกับประเทศไทย แต่ถ้าดูตัวเลขเมื่อปี ๑๙๘๐ เขามีจ้านวนผู้ที่ได้รับจดทะเบียน ๕๘,๐๐๐ รายการ ซึ่งก็สูงกว่าประเทศไทย ณ ทุกวันนี้มาก จึงเห็นได้ว่าในเรื่องของ การประชาสัมพันธ์และการสร้างความตระหนักรู้ของทางหน่วยงานราชการให้เกิดขึ้นแก่ ผู้ประกอบการยังมีน้อยอยู่นะคะ

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือในเรื่องของมาตรา ๕ ดิฉันเห็นว่าในร่างพระราชบัญญัติ ได้ก้าหนดให้ทางกระทรวงมีบทบาทในการสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐบางหน่วยงาน สามารถมาจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้ามากขึ้น นั่นหมายความว่ากลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นความส้าคัญของเครื่องหมาย การค้า คงไม่ใช่ตีกรอบเฉพาะภาคประชาชน และภาคผู้ประกอบการธุรกิจเท่านั้น คงจะต้อง ให้ไปถึงหน่วยงานราชการด้วย ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างกรณีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มีเครื่องหมายการค้า ก็คือเป็นเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ แล้วก็พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เครื่องหมายการค้านี้เป็นที่รู้จักกันอย่างดีของประเทศไทยว่า เป็นตรา ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการร้านอาหารจ้านวนมาก ละเมิดตราสินค้า หรือว่าตราของ ททท. ตรงนี้ แต่ว่า ททท. เองก็เพิ่งตื่นขึ้นมา เพิ่งจะเห็นว่า การที่ไปรักษาสิทธิตรงนี้ ไปจดทะเบียนให้เป็นเครื่องหมายการค้าให้ถูกต้องเพิ่งจะไปท้ามา เมื่อไม่นานมานี้ ในขณะที่ถูกละเมิดมานาน นั่นก็หมายความว่าการที่เครื่องหมายการค้า ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยถูกใช้อย่างไม่ถูกต้อง มันก็อาจจะมีผลต่อชื่อเสียง ของประเทศไทย เพราะว่าในหลาย ๆ ที่ก็มีผลิตสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ เป็นร้านอาหาร ที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่ว่ามีตราของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอยู่ จึงเป็นกรณีตัวอย่างว่า กระทรวงพาณิชย์เองก็มีความจ้าเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ มีความเข้าใจในเรื่องของเครื่องหมายการค้าด้วย

ในประเด็นต่อมา นอกจากที่จะต้องเร่งรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ให้ผู้ประกอบการเห็นความส้าคัญ และเข้ามาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดิฉันคิดว่า จ้าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ้านวยความสะดวกและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ในประเทศที่ผู้ประกอบการนั้นไปด้าเนินธุรกิจอยู่ เพราะว่าธุรกิจไทยหลาย ๆ บริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเรดบูล เป็นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ก็มีกรณีที่ถูกละเมิดตราสินค้าในประเทศใหญ่ ๆ หลายแห่ง ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายที่เหตุการณ์ เหล่านี้เกิดขึ้น กระทรวงเองก็ควรจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้มีการไปจดทะเบียนในต่างประเทศด้วย

ประเด็นสุดท้าย ดิฉันไม่แน่ใจกับท่าทีของรัฐบาลต่อพิธีสารมาดริด ว่าจะเดินหน้าต่อหรือยังชะลออยู่ เพราะว่าเมื่อตรวจเข้าไปในเว็บไซต์บางที่ก็เห็นว่า ทางกระทรวงพาณิชย์อยากจะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญามาดริด แม้ว่าสนธิสัญญามาดริดจะมีข้อดีก็คือ หากผู้ประกอบการนั้นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในประเทศไทย ก็จะได้รับการคุ้มครองในประเทศอื่น ๆ ที่เป็นภาคีในพิธีสารมาดริดนี้ด้วย แต่ว่าการเป็นภาคีของพิธีสารมาดริดนี้มันก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย มันหมายถึงว่าถ้าเรา เป็นประเทศภาคีแล้ว ประเทศไทยเราก็ต้องยอมรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของประเทศอื่น ๆ ดังนั้นดิฉันคิดว่าถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าในการเข้าเป็นภาคีของพิธีสารมาดริด ก็คงจะต้องมีกระบวนการในเรื่องของการประชาพิจารณ์ การรับฟังความคิดเห็นของบุคคล ที่เกี่ยวข้อง บริษัท แล้วก็ภาคประชาชนด้วย แม้ว่าสุดท้ายคงจะต้องมีการเสนอเรื่องเข้าสู่ รัฐสภา หากรัฐบาลจะเดินหน้าในเรื่องพิธีสารมาดริด แต่ดิฉันไม่อยากให้เป็นการด้าเนินการ ในลักษณะของนาทีสุดท้าย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ของประเทศชาติ แล้วก็ผู้ประกอบการของคนไทยนะคะ ก็เรียนมาเท่านี้ ขอบคุณค่ะ