อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พ.ศ..... และย้ำถึงความจำเป็นในการสานต่อข้อริเริ่มที่ได้ดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีสากล เพื่อให้มีสถาบันสถานศึกษาซึ่งสอนในระดับปริญญา ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อสร้างทั้งนักปฏิบัติ นักทฤษฎี และนักธุรกิจทางด้านของดนตรีชั้นสูง โดยเฉพาะดนตรีสากล
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พ.ศ. .... ฉบับนี้ขึ้นมานั้น ถือได้ว่าเป็นการสานต่อ จากงานที่ได้ดําเนินการกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ได้มีการจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เพื่อให้มีการจัดตั้งสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ความจริงกระผมต้องเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่าแนวความคิดในการจัดตั้งสถาบันดนตรี กัลยาณิวัฒนานั้น ในเบื้องต้นเป็นการสานต่อในเรื่องของการส่งเสริมดนตรีคลาสสิกหรือว่า ดนตรีสากล เพื่อให้มีสถาบันสถานศึกษาซึ่งสอนในระดับปริญญา ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อสร้างทั้งนักปฏิบัติ นักทฤษฎี และนักธุรกิจทางด้านของดนตรีชั้นสูง โดยเฉพาะดนตรีสากล ขณะเดียวกันในรัฐบาลที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ขึ้นและได้มีการดําเนินนโยบายในการส่งเสริมสาขาการดนตรีซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่ง ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ๑ ใน ๑๕ สาขาด้วยกัน การดําเนินการจัดตั้งสถาบันสร้างสรรค์ ที่เรียกว่าครีเอทีฟ อะคาเดมี (Creative Academy) เพื่อให้ครอบคลุม ๑๕ อุตสาหกรรม สร้างสรรค์จึงดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มหาวิทยาลัยศิลปากรนั้นได้รับเลือกให้เป็นหนึ่ง ในสถาบันสร้างสรรค์หรือว่าครีเอทีฟ อะแคดดิมีทางด้านของดนตรี ความจริงถ้ากล่าวเช่นนี้ อาจจะเห็นว่าเราไม่ใช่แต่เพียงการสานต่อข้อริเริ่มในปี ๒๕๕๐ เพียงเท่านั้น แต่เราได้ดําเนินการ ในการขยายข้อริเริ่มดังกล่าวมาสู่การเชื่อมโยงกับการสร้างรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ ของประเทศ ก็คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือว่าครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) โดยที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยมีความหวังว่านอกเหนือจากการที่ดนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่มีอารยธรรมแล้ว ทั้งดนตรีสากล ดนตรีคลาสสิกหรือว่าดนตรีไทย แต่ยังหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ในเมืองหลวงเมืองใหญ่ แม้แต่ในชนบท และรวมไปถึงในภูมิภาคอาเซียนซึ่งกําลังจะก้าวสู่ การเป็นประชาคมอาเซียน ดังนั้นการที่มีการคัดเลือกในการจัดตั้งสถาบันสร้างสรรค์หรือว่า ครีเอทีฟ อะคาเดมีในสาขาดนตรีจึงได้สอดคล้องต่อการรองรับการจัดตั้งสถาบันดนตรี กัลยาณิวัฒนาขึ้น แล้วมหาวิทยาลัยศิลปากรก็ได้ทําหน้าที่ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ รวมถึงการที่รัฐบาลได้เสนอ เป็นร่างพระราชบัญญัติ เผอิญว่าเรามีการยุบสภา สภายังไม่ให้ความเห็นชอบ แต่ก็เป็นการสานต่อ ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ขอให้มีการนําร่างกฎหมายฉบับเดิมมาสู่การพิจารณาภายใน ๖๐ วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ก็เท่ากับว่าเป็นการรับไม้ต่อ แต่การรับไม้ต่อนั้นจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานของเจตนารมณ์ของการนําเสนอร่างกฎหมาย และการที่จะก่อให้เกิด สถาบันดนตรีคลาสสิกแห่งนี้ต่อไป ความจริงดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีสากลนั้นก็เพิ่งเข้ามา ในประเทศไทยเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีเท่านั้นเอง เข้ามาพร้อมกับยุคอาณานิคม เข้ามาพร้อมกับ ยุคของการที่เราต้องเปิดประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ มาพร้อมกับ หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นอารยธรรมของตะวันตก แต่ความเป็นอารยธรรมความเจริญนั้น มันไม่มีขีดจํากัดหรือการแบ่งกั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา ดนตรีเป็นศิลปะชั้นสูง โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิกได้พัฒนาการมาเป็นเวลา ๕๐๐-๖๐๐ ปี จนกระทั่งมาสู่ประเทศไทย เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อเรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองวิวัฒนาการก็เปลี่ยนแปลง ตามไปด้วย จากที่เคยอยู่ในการดูแลและส่งเสริมสนับสนุนโดยกรมวังหรือกระทรวงวัง ก็มาสู่การดูแลของกรมศิลปากร แล้วในที่สุดการส่งเสริมดนตรีคลาสสิกก็ทําอย่างเป็น กิจจะลักษณะภายใต้ระบบการศึกษา แต่ท่านประธานก็คงจะทราบว่าไม่แต่เพียงที่เรามุ่งหวัง ในการที่จะให้มีการผลิตบัณฑิต หรือนักดนตรี หรือว่านักธุรกิจทางด้านของดนตรีคลาสสิก แต่เรายังหวังว่าดนตรีคลาสสิกนั้น หรือดนตรีสากลที่เป็นพื้นฐานโดยส่วนใหญ่จะสามารถ ผสมผสานที่เรียกว่าดนตรีในยุคสมัยศตวรรษที่ ๒๑ เป็นดนตรีแนวร่วมสมัยหลังจากที่มีดนตรี คลาสสิกเกิดขึ้นเมื่อ ๕๐๐-๖๐๐ ปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคบาโรก (Baroque) มายุคคลาสสิก มาสู่ยุคของอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) มาควบคู่ขนานระหว่างดนตรีกับจิตรกร ภาพศิลปะนั้น และรวมถึงสถาปัตยกรรมนั้นจะมาคู่ขนานในการพัฒนาในยุคสมัยที่มีแนว รูปแบบที่พัฒนาเป็นแต่ละช่วง แต่ละอัตลักษณ์ แต่ละเอกลักษณ์ วันนี้อาจกล่าวได้ว่าดนตรี ไม่ใช่แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจแนวใหม่ขึ้น ประเทศไทยนับแต่เราได้ขับเคลื่อนอย่างจริงจังในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปี ๒๕๑๒ เมื่อรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศพันธสัญญา ๑๒ ข้อ แล้วประกาศให้เรา เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอาเซียนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ แล้วรวมถึงการเปลี่ยนโมเดล (Model) เศรษฐกิจของเราจากการที่เราเลียนแบบ การพัฒนาอุตสาหกรรมหลักจากตะวันตกมาในช่วง ๑๐๐ กว่าปี มาสู่การเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่าเป็นสมาร์ท โพรดัคชัน (Smart Production) แทนที่จะเป็นแมส โพรดัคชัน (Mass Production) อย่างในอดีต ที่ต้องขายแรงงานถูก ๆ ขายทรัพยากรที่เรามี สิ่งแวดล้อมที่เรามี มาสู่แนวใหม่ดนตรี แล้วดนตรีคลาสสิกนั้นสามารถที่จะส่งออก วันนี้ท่านประธานคงจะทราบว่า ทั้งวงดุริยางค์ไม่ว่าจะของรัฐหรือของเอกชนได้สร้างชื่อเสียง แม้แต่ไวทยากรของเราก็มีชื่อเสียง ในระดับโลก การที่เราได้มีการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาขึ้น ในวันนี้ จึงถือว่าเป็นความเหมาะสมสอดคล้องต่อแนวทางการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นการรับไม้ต่อ ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่ที่นี่เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีจะได้นําความเห็น ความเป็นมาเป็นไป ของการจัดตั้งสถาบัน ไม่ใช่เป็นเพียงการตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นมาสถาบันหนึ่งเท่านั้น แต่ความหมายยังเป็นสถาบันหลักอันหนึ่งในการที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มาสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ้าท่านประธานได้เห็นและได้ไปเยี่ยม ชมวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ของมหิดล ท่านจะเกิดความเข้าใจว่านั่นคือเวิลด์ มิวสิค วิลเลจ (World music village) เรากล้าพูดได้ถึงขนาดนั้น ว่านั่นคือหมู่บ้านดนตรีของโลก หรือว่า เฉพาะในอาเซียนก็ถือว่าเป็นหนึ่ง เป็นเอก เรามีของดีอยู่มากมาย แต่คนไทยมักจะไม่ได้รับรู้ รับทราบ หรือมองไม่เห็น เราอาจจะมีความขัดแย้งทางการเมืองมากเกินไป เราอาจจะหมกมุ่นประเด็นเรื่องอํานาจ ผลประโยชน์มากเกินไปจนลืมสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือระดับการพัฒนาที่ก้าวหน้าของประเทศ และชีวิตที่มีคุณภาพของชุมชนและประชาชน สถาบันที่มีอยู่และสถาบันที่กําลังเกิดขึ้น ต้องการการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในเชิงของงบประมาณและในเรื่องของ นโยบาย ผมหวังอย่างยิ่งว่าการสานต่อภารกิจดังกล่าวโดยเฉพาะในเรื่องของสถาบันดนตรี กัลยาณิวัฒนานั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ของการก้าวพ้นความแตกแยกขัดแย้งมาสู่ การทํางานที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็สืบสานกันต่อไป ประชาชนก็จะเกิดความสุขและเกิดมอง อนาคตไปข้างหน้าว่าวันนี้ประเทศไทยของเรานั้นมีมุมที่เราสามารถที่จะร่วมมือกัน มีมุมของ การที่เราจะทํางานร่วมกันเพื่อประโยชน์และเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุน และผมยินดี ที่จะยกมือสนับสนุนสําหรับร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาที่คณะรัฐมนตรี ได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้ ขอบคุณครับ