สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

สมัย เจริญช่าง หารือเรื่องการบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงการบริหารบุคลากรในลักษณะของระบบธรรมาภิบาล วางคนให้เหมาะกับงาน และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลในเรื่องนี้ โดยเปิดกว้างให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมสามารถสับเปลี่ยนถ่ายโอนบุคลากรเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครได้

นายสมัย เจริญช่าง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสมัย เจริญช่าง คณะกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาในสาระรายละเอียดใน ๒ มาตรานี้ ใช้ระยะเวลายาวนานมาก ทั้งมาตรา ๖ และมาตรา ๗ สิ่งหนึ่งที่พวกเราได้มีการรับหลักการ จากสภาผู้แทนราษฎรไปในวาระที่ ๑ ก็คือมีร่างพระราชบัญญัติอยู่ ๔ ฉบับด้วยกัน ร่างของ รัฐบาลก็กําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการ ร่างของกระผม ร่างของคุณวิชาญก็ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ สําหรับร่างของท่านถวิล ไพรสณฑ์ นั้นขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้เสนอร่างโดยผ่านวาระที่ ๑ ไปก็คือให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ ทีนี้เมื่อไปถึงคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเราก็ ได้รับฟังความคิดเห็นด้วยกันทุกฝ่าย สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องยอมรับก็คือว่ากรุงเทพมหานครเป็น เมืองประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ริเริ่มในการที่จะให้มีการควบรวม ซึ่งแต่เดิมนั้นทุกครั้งที่จะมี การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานครก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมทั้งสิ้น ตั้งแต่ วันแรกที่จะมีการรวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี เป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี โดยใน คําสั่งปฏิวัติสมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร ก็มีการคัดค้าน แต่ในที่สุดก็รวมกันสําเร็จ แล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อจากนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็นกรุงเทพมหานคร ที่ใช้มาจนถึง ปัจจุบันนี้ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๙ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรก ก็คือ นายธรรมนูญ เทียนเงิน ก็ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นหลังจากที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้ระยะหนึ่งก็เกิด การขัดแย้งกันระหว่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนกระทั่งมีการประกาศยุบทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นมา ๒๕๑๘ ส.ส. ถวิล ไพรสณฑ์ ส.ส. จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตเอ่ย นาม เป็นผู้เสนอกฎหมายที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรก็ให้มีการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ ๒๕๒๘ ที่ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เข้ามาเป็น รองผู้ว่าฯ กทม. ตลอดระยะเวลาที่บริหารราชการแผ่นดินมา เราต้องยอมรับครับว่าเราก็ได้ ใช้หลักในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เดิมกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่จะทํา อะไรก็ขึ้นกับมหาดไทยทั้งสิ้นละครับ วันก่อนตํารวจก็อยู่กับกระทรวงมหาดไทย การปกครองท้องถิ่นทั้งหมดก็ไม่มี อบจ. ไม่มี อบต. อยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เมื่อ บ้านเมืองเจริญขึ้น การกระจายอํานาจก็มากขึ้น ตํารวจก็แยกจากกระทรวงมหาดไทยไป ในขณะนี้ ไปเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติขึ้นกับสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องของท้องถิ่นแทนที่ จะอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัดเรื่องงบประมาณเวลานี้ก็ไปอยู่กับ อบจ. มีนายก อบจ. เป็นคน ควบคุมดูแล แต่เราหันมามองถึงการบริหารกรุงเทพมหานคร ในขณะนี้ต้องยอมรับครับว่า สิ่งที่เรากําลังพิจารณาก็คือ เรื่องของการบริหารบุคคล เรื่องของการบริหารบุคลากร ทั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการและบุคลากรก็หมายถึงในส่วนของลูกจ้าง แล้วก็ในส่วนของ พนักงาน ที่มีอยู่จํานวนประมาณเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ คน วันนี้ทําอย่างไรครับถ้าเราเอางานมา เป็นตัวตั้งว่าทําอย่างไรจะให้มีการบริหารราชการแผ่นดินโดยการบริหารบุคลากรในลักษณะ ของระบบธรรมาภิบาล วางคนให้เหมาะกับงาน วันนี้เราต้องยอมรับครับว่า ถ้าสมมุติว่า เราจะปกครอง กทม. โดยให้เขาเป็นรัฐอิสระแล้วก็ไม่ได้มีการเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น ผมยกตัวอย่างครับว่าวันนี้เรื่องการศึกษาที่หลายต่อหลายท่านบอกว่าเราดูแลตั้งแต่อนุบาล จนถึงระดับอุดมศึกษา ท่านทราบไหมครับ ผู้อํานวยการสํานักการศึกษาเวลานี้มาจากไหนครับ มาจากนายช่าง โยธาธิการที่ถนัดในเรื่องการสร้างถนนแล้วมาสร้างคน วันนี้เรามีในเรื่องของการโยธาธิการที่ เราก็น่าจะได้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทางด้านของโยธาธิการในด้านอื่น ๆ แต่การถ่ายโอน บุคลากรจากที่อื่นมาจาก กทม. เป็นเรื่องที่ไปได้ยาก ที่เป็นปัญหาหนึ่งที่น่าจะต้องคิด ประเด็นที่เราเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีควรจะเข้ามากํากับดูแลในเรื่องนี้ อย่างน้อยก็คือเป็น การเปิดกว้างว่าทุกกระทรวง ทบวง กรม สามารถที่จะมีการสับเปลี่ยนถ่ายโอนเข้ามาอยู่ใน กรุงเทพมหานครได้ด้วยกันทั้งสิ้น วันนี้ ก.ก. ที่ใช้หลักในการพิจารณาการบริหารบุคคลอยู่ใน ปัจจุบันจะมีการโอนข้าราชการข้ามสังกัด กําหนดไว้ ๓ อย่างเท่านั้นแหละครับ ๑. ต้องมีตัว สับเปลี่ยน ๒. คู่สมรสรับราชการใน กทม. หรือว่า ๓. เป็นข้าราชการ กทม. เป็นคู่สมรส ถ้านอกจากนี้เขาไม่รับโอนปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ละครับเราก็มองกันถึงมุมกว้าง แต่ถ้าหากว่า จะมองถึงกระทรวงมหาดไทย ผมเรียนท่านประธานครับว่าในอดีตที่ผ่านพ้นมาผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครอย่างน้อยก็ ๓ ยุคครับที่มีปัญหากับกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างท่านธรรมนูญ เทียนเงิน กับท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยในวันนั้นก็ดี ท่าน พลตรี จําลอง ศรีเมือง กับท่านรัฐมนตรีประมาณ อดิเรกสารก็ดี เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นตัวอย่างที่เราเอามาประกอบในการ พิจารณาทั้งหมด แล้วผลก็ตกผลึกว่าทางออกที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดก็คือ ๑. กทม. เป็นการ บริหารปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แต่ไม่ใช่รัฐอิสระที่จะต้องบริหารโดยที่คํานึงถึง ความเป็นเอกภาพโดยมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่เสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็น ประธานคณะกรรมการ ก.ก. ก็มาจากแนวคิดอันนี้แหละครับ ก็ขออนุญาตได้นําเรียนต่อ ท่านประธานและที่ประชุมอันทรงเกียรติครับ