อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องเงินที่ใช้ฟื้นฟูพื้นที่ที่น้ำท่วม และเรียกร้องให้ตรวจสอบทุจริต พร้อมชี้แจงว่าเงินที่ใช้ในการช่วยเหลือภัยพิบัติจากน้ำท่วมเป็นส่วนน้อย และเงินที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นเงินจากงบประมาณปกติ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ ๔ ครับ ท่านบอกว่ามาขอเงินเพื่อที่จะไปดูแลเรื่องน้ําท่วม ตรวจสอบเรื่องทุจริตหรือยัง กราบเรียนว่า น้ําท่วมเงินที่ใช้ไปนะครับ เอายอดแรกก่อน ยอดแรกที่ผมพูดถึงการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน ๕,๐๐๐ บาท ไร่ละ ๒,๐๐๐ บาทนี้ เวลานี้ที่บางจังหวัดเงินยังออกไม่ได้ เพราะเราไม่ยอมให้มีการทุจริต บางพื้นที่ครับ ไม่ใช่บางจังหวัด เนื่องจากว่ามีการไปทําตัวเลขมา หรือแจ้งเข้ามาในพื้นที่ ในอําเภอหรือตําบลซึ่งไม่มีน้ําท่วม หรือเรียกว่าเหมารวมมาหมดเลย ครับว่าประชากรในพื้นที่นั้นมีเท่าไร ขอมาหมดเลย เสมือนกับว่าทุกคนถูกน้ําท่วมหมด เราไม่ให้ครับ ที่ช้าคือช้าตรงนี้ครับ ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนบางคนที่ร้องเรียนเข้ามาว่าทําไม พื้นที่ของเขาช้า ถือโอกาสประชาสัมพันธ์เลยครับว่าขอให้ไปทําตัวเลขให้เป็นจริง แล้วเงิน ก็จะมีการอนุมัติต่อไป แต่ที่สําคัญกว่านั้นครับ ถ้าผมคิดอยากจะทุจริตกับเงินในส่วนนี้ ผมไม่เสนอสภาอย่างนี้ครับ วิธีที่ผมจะทํา ผมก็ต้องไปเอาเงินงบกลางนี่ละครับ ที่ท่านบอกว่า ผมยังเหลืออยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วผมก็ไปทําโดยไม่ต้องให้สภาตรวจสอบ แต่ผมจะกลับมาทํางบกลางปีแบบที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณเคยทําก็คือมาขอเป็น เงินงบกลางสํารองจ่ายฉุกเฉินหรือโครงการซึ่งไม่มีรายละเอียดหลายหมื่นล้านบาท แล้วก็ เป็นอํานาจของนายกรัฐมนตรีหรือผู้เกี่ยวข้องไปอนุมัติ ไม่ทําครับ ผมตัดสินใจว่าวันนี้ เมื่อจะต้องไปฟื้นฟูและทราบอยู่แล้วว่าพี่น้องประชาชนก็จะต้องกังวลว่าถนนหนทางที่จะซ่อม โรงเรียน วัด ที่จะทํากระจายไปตามพื้นที่เป็นธรรมไหม เสียหายจริงไหม จะมีการทุจริตไหม ผมก็คิดว่าผมเชื่อในระบบรัฐสภา ผมเอามาให้สภาตรวจสอบ และเป็นครั้งแรกที่งบประมาณ โครงการเล็กกว่า ๑๐ ล้านบาทก็ทํารายละเอียดมาให้เป็นซีดีเพื่อกรรมาธิการจะได้ใช้ ประโยชน์ต่อไป มีการถ่ายภาพสถานที่จริงของโครงการที่จะดําเนินการเพื่อให้ตรวจสอบ ความเสียหายได้ ท่านให้เหตุผลอีก ๒ ประเด็นครับ ที่บอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการจะเอาเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทไปทําตรงนี้
ประเด็นที่ ๕ ที่ท่านบอกว่าทําไมครั้งนี้ผมไม่เชื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ผมยังไม่ทราบนะครับว่า คําว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ของท่านหมายถึงผู้บริหารท่านใด เพราะว่ายังตรวจสอบไม่ได้ว่าผู้ที่ให้สัมภาษณ์เป็นใคร แต่ไม่เป็นไรครับ บังเอิญท่านไปเปรียบ กับการที่ผมพูดว่าควรจะเชื่อธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนหรือ นโยบายดอกเบี้ย ผมกราบเรียนว่าตรงนี้ที่ต้องแยกแยะ สิ่งที่เราควรจะให้ความเป็นอิสระกับ ธนาคารกลางเหมือนกับในสากล โดยเฉพาะประเทศที่มีการพัฒนาแล้วคือนโยบายการเงิน และการบริหารเรื่องของทุนสํารองและการกํากับดูแลเงินทุนไหลเข้าออกครับ เขาควรจะเป็น อิสระ เขาควรจะใช้ดุลยพินิจ เขาอาจจะมาปรึกษาหารือ เราอาจจะคุยกันในเรื่องเป้าหมาย การบริหารเศรษฐกิจ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเขาควรจะเป็นอิสระ ในทางกลับกันครับ นโยบายการคลังคือเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องของรัฐบาลครับ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าผมพูดว่า ควรจะเชื่อธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องนโยบายการเงิน แล้วมาบอกว่าผมจะต้องเชื่อ เรื่องนโยบายการคลังด้วย ไม่ใช่ครับ ระบบไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ และก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ที่สําคัญก็คือว่าผมไม่ทราบว่าที่ท่านพูดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยท้วงติง ผมคิดว่าถ้าไปถาม เฉย ๆ ว่าจะทํางบกลางปี ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะเหมาะไหม ถ้าผมได้ยินประโยคนี้โดยไม่ได้ ดูรายละเอียด ผมก็จะพูดเช่นเดียวกันครับว่าไม่น่าทํา เอาเงินมาใช้เพิ่ม ๑๐๐,๐๐๐ แสนบาท ผมไม่เห็นด้วยเด็ดขาด เหมือนกันครับ แต่บังเอิญ ๑๐๐,๐๐๐ แสนบาท ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท มันไปใช้หนี้ครับ มันจึงเป็นความแตกต่างอย่างชัดเจน และอีก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งผมเห็นว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่มองเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ ซึ่งเราควรจะทํา ซึ่งผมจะได้พูดต่อไปในตอนท้าย เพราะฉะนั้นเหตุผลนี้ก็เช่นเดียวกันครับว่า ไม่ใช่ที่จะบอกว่ากรณีนี้ต้องเชื่อธนาคารแห่งประเทศไทยถ้าเป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างแท้จริง ผมสอบถามท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านก็บอกท่านไม่ได้ ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้
ส่วนประเด็นสุดท้าย ท่านบอกว่าผมเคยบอกว่าจะใช้งบไทยเข้มแข็ง ได้ใช้ครับ ทั้งงบไทยเข้มแข็งที่สามารถปรับได้ ทั้งงบประมาณประจําปีที่สามารถปรับได้ แม้แต่งบ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีการกันเงินไว้ยังไม่ได้ทําสัญญาสามารถปรับเปลี่ยนได้ คณะรัฐมนตรี ได้ให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปดูเพื่อใช้เงินตรงนั้นก่อน ก่อนที่จะมาใช้เงินตรงนี้ ท่านจะสังเกตว่าบางกระทรวงเขาก็เสียหายจากน้ําท่วมเหมือนกัน แต่เขาไม่มีรายการมาในวันนี้ เพราะเขาสามารถที่จะไปปรับ เกลี่ยงบประมาณที่มีอยู่ในปี ๒๕๕๔ หรือสามารถไปเอางบที่ กันไว้จากปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนครับว่าตรงนี้ความจริง ถือเป็นส่วนน้อย ๙,๙๐๐,๐๐๐ บาท เทียบกับคําขอซึ่งเข้ามาและเงินที่ใช้เกือบทั้งหมดหลาย หมื่นล้านบาทครับ
ก็กราบเรียนว่าทั้ง ๖ ประเด็นที่ท่านบอกท่านไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าผมได้ชี้แจง อย่างตรงไปตรงมาว่าทําไมผมจึงเห็นว่ามันเหมาะสม แล้วผมก็จะต้องพูดในช่วงท้ายต่อไป แต่ทีนี้หลังจากนั้นท่านก็ไปเรื่องการเมืองบ้าง บอกงบนี้เป็นงบที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องรัฐธรรมนูญ หรืออะไร ไม่ใช่ครับ ผมตอบไปแล้วเมื่อเช้า ย้ําอีกครั้งนะครับ เพราะเรามีรูปให้ท่านเห็นหมด ถนนเสียหาย ท่านจะให้ผมตั้งงบประมาณที่กระทรวงวัฒนธรรมหรือกระทรวงอะไรครับ ผมก็ต้องตั้งที่กระทรวงคมนาคม โรงเรียนเสียหายผมก็ต้องตั้งที่กระทรวงศึกษาธิการ ผมไม่ได้ดูหรอกครับว่าพรรคไหนกํากับกระทรวงใด และผมก็แปลกใจว่าท่านคิดบอกว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้มี ส.ส. อยู่แค่ ๕ คน แปลว่าได้เงินกันไป คนละกี่ร้อยล้านบาทไม่ทราบ ไม่ได้สักบาทหรอกครับ ส.ส. พรรคกิจสังคมทั้ง ๕ ท่านนี้ ไม่มีสิทธิจะได้ครับ เงินก็ต้องไปทําตามโครงการการฟื้นฟูของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แล้วถ้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี ส.ส. ๑๐๐ กว่าคนก็ได้เท่านี้ ไม่ได้เพิ่มมากไปกว่านี้ เพราะเราไม่ได้จัดในเรื่องของ ส.ส. หรือพรรคการเมือง เราจัดตามความเสียหายที่ได้ มีการสํารวจจัดลําดับความสําคัญ ซึ่งมีคณะกรรมการที่ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์เป็นประธาน และเราพร้อมที่จะให้คณะกรรมาธิการ ตรวจสอบในรายละเอียดทุกโครงการ ไม่มีการเมือง ไม่มีต่างตอบแทน เป็นเรื่องของการให้ ตามความจําเป็นล้วน ๆ เช่นเดียวกันครับ ไม่ใช้คําว่า ซุกซนก็ได้ แต่ว่าที่ท่านเอาตัวเลขของ กระทรวงมหาดไทยมา ๘,๗๒๖ ล้านบาทนี้ ถ้าท่านดูรายละเอียดท่านก็จะทราบ ไม่ใช่หรอกครับ เพราะอันนี้ไปรวมเบี้ยยังชีพสําหรับคนพิการและผู้สูงอายุอยู่ด้วย ถามว่าทําไมจัดให้ตามนี้ จัดให้ล้อตามแผนงานที่จัดเอาไว้ในปี ๒๕๕๔ เพียงแต่เรากําลังจัดเงินให้กับผู้พิการ กับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นก็ต้องมีเงินมาให้เพิ่มขึ้นประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ไม่ต้องพูดเรื่อง ต่างตอบแทนเลยครับ คนได้คือคนอายุเกิน ๖๐ ปี และคนพิการที่ได้ไปเต็ม ๆ ตามยอดนี้ เดือนละ ๕๐๐ บาทตามจํานวนที่ระบุไว้ เห็นไหมครับ ผมถึงกราบเรียนว่าถ้าท่านนําเสนอ ตัวเลขต่าง ๆ นี้ขอให้ได้เสนอแล้วก็ลงไปในรายละเอียดตามสภาพความเป็นจริงจะได้ภาพ ที่แท้จริง ทีนี้หลังจากนั้นมาเนื่องจากว่าท่านประธานเห็นว่ายังอยู่ในประเด็นของการ อภิปรายนี้ท่านก็เริ่มไปไกลถึงการวิเคราะห์เรื่องของโครงสร้างงบประมาณ การจัดงบขาดดุล เรื่องของหนี้สาธารณะ ผมก็เลยจําเป็นต้องชี้แจงครับท่านประธาน แม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นเรื่อง ที่อยู่ในตัว พ.ร.บ. ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยตรง
ประเด็นแรก ท่านแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องของโครงสร้างงบประมาณ ของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องรายจ่ายประจํา การขาดงบลงทุนอะไรต่าง ๆ กราบเรียนว่า เวลาที่เราเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ โดยธรรมชาติแล้วสิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือว่าการจัดเก็บรายได้ จะหายไปก่อน เมื่อรายได้หายไปเราก็จะติดเพดานในเรื่องของการจัดงบประมาณ งบที่จะตัด ยากที่สุดก็คืองบประจํา เพราะท่านยอมรับเองว่างบนี้ตัดไม่ได้ สัดส่วนของงบประจํา จะสูงขึ้นเสมอในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ แต่งบประจํา ในที่นี้ผมขอ กราบเรียนว่าบางทีเราไปเปรียบเทียบในลักษณะของธุรกิจ แต่กับประเทศนี้จะไม่เหมือนกัน ผมลงทุนในเรื่องของคน เรื่องของการศึกษานี้ เงินช่วยเหลือทางการศึกษาทั้งหมดนี้จะไม่ถูก นับเป็นงบลงทุนเลยครับ แต่ผมถือว่าเป็นการลงทุนที่มีค่าที่สุดสําหรับประเทศชาติบ้านเมือง คือในลูกหลานของเรา โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี และโครงการในลักษณะนี้เงินต่าง ๆ ที่ลงไปนี้ จะไม่ถูกนับเป็นงบลงทุน แต่เรากําลังลงทุนในสิ่งที่มีค่าที่สุดในประเทศของเรา คือคนของเรา ลูกหลานของเรา อย่างนี้เป็นต้นครับ การจัดสวัสดิการก็ถูกนับเป็นงบประจําครับ แต่วันนี้คือ หลักประกันสําหรับคนที่เสียเปรียบ คนที่ด้อยโอกาสที่สุด ที่เราให้เขาเดือนละ ๕๐๐ บาทละครับ ไม่พออยู่พอกินละครับ แต่มีความหมายมากสําหรับ คนยากคนจนหลายล้านคนทั่วประเทศ หรือเงินในโครงการประกันรายได้เกษตรกรที่ท่านพูด เมื่อกี้ ท่วม แล้ง แมลง ก็เป็นครั้งแรกที่จะท่วมหรือแล้งหรือมีแมลง เกษตรกรได้ประโยชน์ ทุกครัวเรือนที่มาขึ้นทะเบียนในกรณีที่ราคาพืชผลไม่ดีจากรัฐบาล เพราะถ้าเป็นโครงการ จํานํา ไม่ได้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน เพราะฉะนั้นการจะดูลําพังเพียงแค่ว่า ตัวเลขงบประจําลงทุนมันไม่พอ ที่สําคัญกว่านั้นก็คือว่าในช่วงวิกฤตินี้ครับ แนวทางที่เราใช้ ในการลงทุนก็คือเราจะพึ่งเรื่องของไทยเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นสัดส่วนที่ท่านดูเฉพาะใน งบประมาณประจําปีมันจะไม่สะท้อนสัดส่วนของการลงทุนจริงในส่วนของรัฐบาล นี่ก็เป็นอีก ประเด็นหนึ่งที่อยากจะกราบเรียน แล้วก็สุดท้ายในประเด็นนี้ก็คือว่าในรัฐสมัยใหม่นี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะทําโดยระบบงบประมาณตามปกติน้อยครับ จะไปอยู่ที่ รัฐวิสาหกิจเยอะ และจะไปอยู่ในลักษณะของโครงการที่เอกชนเป็นผู้ลงทุน เพราะฉะนั้น อย่างท่านมาบอกว่างบเท่านี้ทํารถไฟฟ้าได้ไม่กี่สาย ไม่ใช่ครับ เพราะระบบการลงทุน ในรถไฟฟ้ามันจะไม่มาเอาเงินตัวนี้ก่อน แต่มันลงทุนแน่นอน ผมยืนยันได้ว่าในรัฐบาลชุดนี้ ได้เริ่มต้นก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายสาย เพิ่งมาเริ่มต้นกันได้ แล้วก็จะดําเนินการต่อไปอีกนับเป็น ๒๐๐ กิโลเมตร ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การลงทุนเกิดขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนว่ามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ท่านพูด ว่ารัฐบาลไม่สนใจ ใส่ใจในการลงทุน วางโครงสร้างพื้นฐานอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ครับ ถามว่าขณะเดียวกันรัฐบาลกําลังก่อหนี้เยอะแยะ มากมายไปหมด ตามตัวเลขที่ท่านพูดว่ารัฐบาลนี้รัฐบาลเดียวมากกว่า ๗๖ ปีอะไรต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร เอาละครับ ไม่ใช้คําที่บาดใจ ท่านสมาชิกก็บอกว่าตรงนี้ท่านก็จะสร้างสรรค์ ไปหน่อยครับ เรื่องการบวก ลบ คูณ หาร ประการแรก ท่านลืมไปหรือเปล่าครับว่างบปี ๒๕๕๒ ที่ขาดดุล ๔๔๑,๐๖๐ ล้านบาท ๓ ใน ๔ ของยอดนี้รัฐบาลท่านเองเป็นคนจัดงบประมาณเอาไว้ เพราะงบปี ๒๕๕๒ ทําก่อนผมเข้ามา ทําไมมาบวกให้ผมด้วยละครับ ตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ แล้วแถมผู้อภิปรายเป็นรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนเสนองบประมาณตรงนี้ด้วย ทําไมปัดมาให้ผมเฉยเลย ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านก็นับบวกเข้าไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน บอกอย่างนี้ต้องนับด้วย แต่พอนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านไม่นับ พ.ร.ก. กู้เงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ หายไปเฉย ๆ เลย ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๕ ทําไมละครับ ผมถึงบอกว่าตัวเลขของท่านมันคลาดเคลื่อน แล้วที่สําคัญก็คือว่าตัวเลขที่ท่าน เอามาบวก ๆ ขณะนี้ เอาละ ปี ๒๕๕๒ ท่านพยายามยัดเยียดให้ผม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ คือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นงบกลางปี ปี ๒๕๕๓ ท่านสังเกตไหมครับ ท่านสังเกตไหมครับว่าจริง ๆ เราตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ทําไม กู้จริงแค่ ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นก็คือว่าแนวที่รัฐบาลนี้ได้ทําคือการประกาศเจตนา ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อการประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นซึ่งเกิดความเชื่อมั่น เกิดการใช้จ่าย เศรษฐกิจฟื้นตัว เราก็จะไม่ได้กู้ตามจํานวนที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น เหมือนไทยเข้มแข็ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่วุฒิสภาคว่ํา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ วุฒิสภาเขาไปแก้มาตราที่เกี่ยวข้องกับการจะรับทราบหรือพิจารณาในเรื่องโครงการ ก็จึงเข้ามาที่กรรมาธิการร่วม แต่รัฐบาลเป็นคนตัดสินใจว่าในที่สุดอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องกู้เพราะเศรษฐกิจเข้มแข็งแล้ว ฟื้นตัวแล้ว ไม่ใช่ปัญหาประชาชน ไม่มีนะครับ แต่ไม่ควรที่จะไปกู้เพิ่ม กู้พิเศษ กู้นอกระบบมาเพื่อใช้อัดฉีดในระบบเศรษฐกิจแล้ว นี่คือข้อเท็จจริง ๒๓๒,๐๐๐ ล้านบาทแทนที่จะเป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะช่วงแรก เมื่อเราทํางบประมาณขาดดุลไป กระทรวงการคลังก็ยึดถือตามประมาณการ ก็จะไปเริ่มกู้เงิน โดยคาดว่าทั้งปีจะกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏเอาเข้าจริง ๆ เศรษฐกิจพอเรากระตุ้นไป มีรายได้กลับเข้ามามากกว่าที่เราคิด ในที่สุดเขาหยุดกู้ครับ พอหยุดกู้ปั๊บ สิ่งที่เกิดขึ้นท่านไปดู ตัวเลขตัวหนึ่งน่าสนใจครับ งบประมาณปี ๒๕๕๓ เงินคงคลังเทียบต้นปีกับปลายปี เงินคงคลังจะเพิ่มขึ้นมา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดตามจริงก็คือว่าปี ๒๕๕๓ ที่เดิมตั้งใจว่า อาจจะต้องกู้ถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บริหารจริง ๆ แทบไม่ต้องกู้เลยครับ กู้ไปหลักหมื่น เท่านั้นเองครับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่โป่งอยู่ในเงินคงคลังตรงนี้ก็จึงทําให้ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ซึ่งตั้งงบประมาณขาดดุลที่ท่านบอกสูงสุดเป็นประวัติการ แต่ยังไม่กู้เงินเลยครับ เพราะยังมีเงินคงคลังที่จะใช้ในการบริหารได้อีก เพราะฉะนั้นกว่าจะสิ้นปีงบประมาณนี้ ตัวเลขที่ท่านเอามาบวกทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ครับ และถ้าจะใช้เกณฑ์เดียวกันอย่างที่ผม กราบเรียนว่าไปเทียบกับรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านต้องบวกไปอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นะครับที่ออก พ.ร.ก. ปี ๒๕๔๕ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่ามันไม่ใช่ และที่มันไม่ใช่และ มันไม่ได้กําลังเดินไปสู่ความหายนะ การที่เรามายืนอยู่ตรงนี้มันบอกในตัวของมันเองอยู่แล้ว นั่นก็คือว่าเรากําลังทําเงิน เก็บเงินได้มากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ถึง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และเราเอามาใช้จริงแค่ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทครับ ๑ ใน ๑๐ มากกว่าเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ ของเงินที่เราได้มามากกว่าที่เราคิดว่าเราจะมีแล้วที่ใช้ด้วยความจําเป็นจริง ๆ สําหรับ ผู้สูงอายุ คนพิการ และการฟื้นฟูในเรื่องของน้ําท่วม ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าตัวเลข ที่ท่านพูดนี่มันไม่ใช่ เหมือนตัวเลขหนี้สาธารณะครับ ถ้าเอาเป็นยอดก็สูงเป็นประวัติการ ใช่ และท่านก็พูดเหมือนกับบอกว่าถ้าใช้เติบขนาดนี้ หนี้ขนาดนี้ต้องหารายได้เก่ง แล้วทําไม ท่านไม่พูดบ้างล่ะครับว่าเดือนธันวาคมเดือนสุดท้ายของปีที่แล้วจํานวนนักท่องเที่ยว เข้ามามากในประเทศไทยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เหมือนกัน ทําไมไม่พูดละครับว่า ยอดส่งออกสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เหมือนกัน คือตัวเลขทุกตัวมันขึ้นไปตามกาลเวลาของมัน แต่ต้องดูเป็นสัดส่วน วันนี้ผมยืนยันได้ว่าหนี้สาธารณะเทียบกับรายได้ของประเทศ สัดส่วนขณะนี้เกินร้อยละ ๔๐ ขึ้นมาเล็กน้อย ห่างไกลจากการที่สูงสุดในประวัติศาสตร์แน่นอน เพราะเราเคยเกินร้อยละ ๕๐ มาแล้ว ไม่มีตรงไหนเลยครับที่บ่งบอกว่ามีเรื่องผิดปกติ เป็นวิกฤติรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยนําไปสู่ความหายนะ จริงครับถ้าเอาตัวเลข หนี้สาธารณะมาหารกับตัวเลขประชากร ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับ วันที่พวกเราเกิด ทุกคนนี่ครับเรามีหนี้สาธารณะที่หารต่อหัวด้วยกันทั้งนั้นครับ แล้วก็เพิ่มขึ้นมา แต่หนี้ตรงนี้ มันไม่ใช่ประชาชนแบกรับในลักษณะที่เหมือนกับเป็นหนี้ส่วนตัว ประเทศทุกประเทศครับ ไม่มีประเทศไหนที่มีเป้าหมายในการบริหารว่าไม่มีหนี้สาธารณะเลย แต่เขาจะมีหนี้สาธารณะ ระดับหนึ่งเพื่อสามารถที่จะมีการลงทุนพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้ เพียงแต่ต้องดูแล อย่าให้หนี้สาธารณะมันโตเร็วกว่ารายได้ เพราะฉะนั้นตราบเท่าที่รายได้โตเร็วกว่าหนี้สาธารณะ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อรายได้ก็จะไม่เพิ่มขึ้น วันนี้มันจะอยู่ประมาณร้อยละ ๔๐ กว่า ๆ ครับ มันคงที่ มันไม่ได้ไปเป็นภาระเหมือนกับที่ไปวาดภาพว่าเกิดมาแล้วทุกคนกําลังจะต้องใช้หนี้ เท่านั้นเท่านี้ครับ อันนี้คือข้อเท็จจริงที่อยากจะกราบเรียน แล้วก็ต้องกราบเรียนต่อไปว่า ท่านมิ่งขวัญซึ่งเป็นผู้อภิปรายน่าจะทราบดีกว่าผม เพราะเคย ทํางานในภาคเอกชนมาก่อน ถ้าบริษัทหรือครอบครัวมีปัญหาอย่างที่ท่านว่า ก็คือว่ามองแล้ว มีแต่ความหายนะแน่นอน ถามว่าเราจะวัดกันตรงไหนครับ ผมว่าสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า บรรดาเจ้าหนี้สถาบันการเงินจะบอกว่า ครอบครัวนี้ บริษัทนี้ ประเทศนี้เขาไม่ให้กู้แล้วครับ ถ้าหายนะรออยู่ข้างนี้ ถ้าเป็นอย่างที่ท่านพูดจริงทําไมวันนี้สถาบันการเงิน สถาบันระหว่าง ประเทศให้เกรดเครดิตของประเทศไทยดีกว่าสมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลละครับ เพราะเขาเห็น แล้วว่าการบริหารเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นมานี้ทําให้สามารถยกระดับความน่าเชื่อถือหนี้ของ ประเทศได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าเพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนตกใจ สิ่งที่ เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นของจริงมันสะท้อนออกมาโดยตัวชี้วัดต่าง ๆ และการตัดสิน และการ จัดอันดับ และการจัดเครดิตโดยองค์กรที่เขาเป็นอิสระ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ท่านบอกว่า รัฐบาลอื่นแก้หนี้นอกระบบ รัฐบาลนี้กลับมาสร้างหนี้นอกระบบ ก็ขอกราบเรียนว่า การบริหารจัดการเรื่องของหนี้สาธารณะที่ดําเนินการอยู่นี้เห็นได้ชัดเจนขณะนี้ว่ากําลังปรับเข้าสู่ จุดที่มีความเป็นเสถียรภาพ แต่ท่านพูดถึงหนี้นอกระบบก็ดีครับ เพราะถือโอกาสเรียนว่า มาตรการที่ท่านรัฐมนตรีคลัง โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านละครวนิดานั่นละครับ แก้หนี้นอกระบบ ให้มากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน เพราะตอนที่ ขึ้นทะเบียนคนจนตอนนั้นพยายามทํากันมารอบหนึ่งในสมัยรัฐบาลก่อนนั้นทําได้แค่ ๘๐,๐๐๐ ครัวเรือน นี่คือสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่อยากจะกราบเรียนให้กับพี่น้องประชาชน ได้รับรู้รับทราบจะได้ไม่ตื่นตระหนกตกใจกับสิ่งที่ฟังแล้วอาจจะเข้าใจว่าขณะนี้ บริหารบ้านเมืองมากําลังจะเสียหาย ซึ่งผมกราบเรียนยืนยันว่าไม่ใช่ ผมกราบเรียนว่าแน่นอน ครับ วันนี้เพื่อนสมาชิกบางท่านอภิปกรายบอกว่านายกรัฐมนตรี รัฐบาลมาบอกว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างดี ไม่ใช่ครับ ถ้าฟังผมชี้แจงทุกครั้ง ผมจะยอมรับความจริง แม้เศรษฐกิจพื้นตัวขึ้นมา ผมรู้ว่าขณะนี้มีปัญหาบางปัญหารุนแรงมากที่เป็นความยากลําบากของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแพง แล้วกรณีของน้ํามันพืชเป็นปัญหาซึ่งเจ็บปวด และหน้าที่ ของรัฐบาลก็ต้องเร่งแก้ไขต่อไป เหมือนผมไม่เคยปฏิเสธครับว่าปัญหาการทุจริตมีจริง แล้วก็ จะต้องดําเนินการในการที่จะแก้ไขต่อไปให้ได้ แล้วก็ได้กราบเรียนไปแล้วในช่วงกลางวันว่า มีหลายเรื่องซึ่งเรากําลังมีการดําเนินการมีมาตรการอยู่ แต่ว่าหลังจากที่ผมได้ชี้แจงประเด็น ต่าง ๆ ซึ่งท่านได้อภิปรายไปหมดแล้วนะครับ ผมคิดว่าค่อนข้างจะครบถ้วน ผมก็ตั้งใจฟังท่าน อย่างเต็มที่ มันต้องกลับมาที่บรรทัดสุดท้ายเพราะท่านย้ําเสมอว่าวันนี้ที่เพื่อนสมาชิกจะต้อง กดปุ่มเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ความแตกต่างคืออะไร ท่านมิ่งขวัญบอกว่าท่านเห็นว่าควรจะ กดปุ่มไม่เห็นด้วย ถ้าท่านกดปุ่มไม่เห็นด้วยก็จะมีถนน สะพาน สะพานรถไฟ เขื่อนป้องกัน ตลิ่ง พนังกั้นน้ํา ๔,๘๘๓ แห่งซึ่งต้องรอไปอีกครึ่งค่อนปีกว่าจะได้รับการซ่อมแซม จะมี โรงเรียน ๒,๖๕๐ แห่งทั่วประเทศที่ต้องรออีกครึ่งปีกว่าจะมีการซ่อมแซม จะมีแหล่งน้ําอีก ๙๐๒ แห่งที่จะต้องรออีกครึ่งปีกว่าจะมีการซ่อมแซม และจะมีวัดอีก ๖๒๗ วัดที่จะต้องรออีกครึ่งปีกว่าจะได้มีการซ่อมแซม ฟื้นฟู บูรณะ จากปัญหาน้ําท่วมที่เกิดขึ้น จะมีผู้สูงอายุ ๘๒๓,๓๓๕ คนที่มาขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ไม่มี เบี้ยยังชีพให้ จะมีคนพิการอีก ๑๖๙,๕๗๒ คนที่จะไม่มีเบี้ยคนพิการให้ ผมจึงคิดว่า เงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท จากเงินที่เราได้เพิ่มมา ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ผู้สูงอายุ ให้คนพิการ ให้วัด ให้โรงเรียน ให้แหล่งน้ํา ให้ถนนเหล่านี้คืนไปให้ประชาชนไม่ได้หรือครับ ผมยืนยันสิ่งที่ท่านพูดครับว่าผมพูดว่าประชาชนต้องมาก่อน นั่นคือเหตุผลที่เรากําลังจัดเงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ไปให้กับประชาชน ถ้าท่านกดปุ่มไม่เห็นด้วย นอกเหนือจาก สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นแล้ว หนี้ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทที่จะต้องมีการไปชดใช้เงินคงคลังนะครับ ท่านจะต้องรออีก ๖ เดือน ๗ เดือนเช่นเดียวกันกว่าจะไปชดใช้ได้ จะมีดอกเบี้ยซึ่งเป็นภาระ เพิ่มขึ้นมาอีกสําหรับพี่น้องประชาชนอีกประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท และจะทําให้เงิน ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปเบียดบังยอดงบประมาณปี ๒๕๕๕ ซึ่งแทนที่จะมีความคล่องตัว ในการที่จะมารับมือกับเศรษฐกิจซึ่งอาจจะมีความผันผวนต่อไปในอนาคต ท่านก็กําลังมัดมือ มัดเท้าตัวเองอีก ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทที่จะต้องมาจัดให้ตรงนี้ ผมตัดสินใจไม่ยากนะครับว่า ผมควรจะกดปุ่มเห็นด้วย เพราะดีสําหรับประชาชนที่กําลังต้องการเบี้ยยังชีพ ดีสําหรับ โครงสร้างพื้นฐานซึ่งควรจะฟื้นฟูวันนี้แทนที่จะเป็นอีกครึ่งปี และดีสําหรับประเทศ ในการบริหารจัดการในเรื่องของหนี้สิน ท่านเคยอยู่ภาคเอกชนนะครับ ถ้าบริษัทของท่าน มีเงินเข้ามาเกินกว่าที่ท่านคาดไว้ เป็นแสนนี่นะครับ ใช้เงินช่วยเหลือคนในบริษัทท่าน สัก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะให้ไหม แล้วจะเอา ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้หนี้บริษัท เสียก่อนจะได้ประหยัดดอกเบี้ย ท่านจะทําไหม ผมว่าท่านทํานะครับ เพราะฉะนั้น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ มันไม่ใช่อย่างที่ท่านพูด มันไม่ใช่กําลังจะไปเติมปัญหาหนี้สิน ที่จะมาทับถมภาระดอกเบี้ยอะไรต่าง ๆ ครับ แต่มันเป็นการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ สถานการณ์ และผมยืนยันว่าเป็นการบริหารจัดการที่แสดงถึงความรับผิดชอบที่ผมบอก ไม่ดีหรือครับ ท่านกับผมจะไปแข่งขันกันในสนามเลือกตั้งจะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมี ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท มากวนใจ เอา ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทไปทํานโยบายแข่งกันสําหรับ งบประมาณปี ๒๕๕๕ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นคนทํา ใครจะได้เป็นคนใช้งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ จะไปตัดโอกาสตรงนั้นสําหรับประเทศทําไมครับ ท่านจะแข่งขันกับผมก็ได้ครับ ผมบอกแล้วเมื่อเช้านี้ ท่านเอาซีดี เอารูป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เรารอการซ่อมแซมไป ท่านไปหาเสียงนะครับ ต้องรออีก ๖ เดือน ผมจะหาเสียงว่าผมจะทําวันนี้ แล้วให้ประชาชน ตัดสินใจ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานครับว่าด้วยเหตุผลทั้งหมด แม้ว่าจะ ขอขอบคุณที่ท่านแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในด้านการเงิน การคลัง และเรื่องอื่น ๆ และการอภิปรายของท่าน ก็ถือว่าเป็นไปด้วยดีในบรรยากาศที่สร้างสรรค์ ผมขอชี้แจง ตามแนวทางนี้และยืนยันขอความสนับสนุนจากผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกคน ให้โอกาสกับ ประเทศในการฟื้นฟู ให้โอกาสกับประเทศในการใช้หนี้เร็วขึ้น สนับสนุนงบประมาณฉบับนี้ครับ ขอขอบพระคุณครับ