สมชาย ใจดี หารือปัญหาน้ำท่วมในเขตของตนและเรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไข พร้อมเสนอแผนงบประมาณสนับสนุน ในขณะที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดถึงงบประมาณปี 2554 ที่ขาดดุลสูงสุด และเรียกร้องให้คิดเป็นสัดส่วนของตัวเลขอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจ และแยกระหว่างเงินที่ช่วยเหลือคนและเงินที่บำรุงรักษาทรัพย์สินสาธารณะที่เสียหายจากน้ำท่วม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วันนี้เพื่อนสมาชิกจํานวนมากได้กรุณาอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ พ.ศ. .... หรือที่เราเรียกกันว่างบกลางปีมา ก็เป็นระยะเวลาประมาณเกือบ ๑๒ ชั่วโมง ซึ่งในเนื้อหา สาระส่วนใหญ่ผมแล้วก็เพื่อนรัฐมนตรีหลายท่านได้มีโอกาสชี้แจงไปแล้ว แต่ว่าที่เพิ่งจบลงไป ซึ่งเป็นการอภิปรายของท่าน ส.ส. ขออนุญาตเอ่ยนามท่านก็คือ ส.ส. มิ่งขวัญนั้น ได้ใช้เวลา ยาวพอสมควร แล้วก็ได้อภิปรายเพื่อที่จะทําให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมว่าการดําเนินนโยบาย ไม่ใช่เฉพาะการจัดงบประมาณกลางปี แต่ว่าเรื่องของการดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นกําลังจะทําให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ท่านก็ใช้ คําว่า หายนะ หรือว่าเข้าสู่ภาวะที่เสมือนกับว่าล้มละลาย ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบเรียน ท่านประธานว่า ท่านบอกว่าท่านอภิปรายวันนี้เป็นการอภิปรายที่มุ่งในเรื่องของ ความสร้างสรรค์แล้วก็แนะนํา ก็ขอเรียนนะครับว่าผมคิดว่าถ้าสิ่งที่ท่านพูดที่บอกว่า เป็นตัวเลขเป็นข้อมูลนั้นเป็นไปอย่างที่ท่านบวก ลบ คูณ หารแล้วสรุป ผมก็คิดว่าพี่น้อง ประชาชนที่ดูอยู่คงตกใจจริง ๆ ครับ ว่าสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสิ่งที่ผิดปกติมากมายมหาศาลเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ อันยาวนานเรื่องของการเงิน การคลังของไทย แล้วก็เป็นเรื่องซึ่งกล่าวได้ทํานองว่าเป็นวิกฤติ แบบที่ไม่เคยประสบมาก่อน ผมก็จะขอใช้เวลาท่านประธานเพื่อทําความเข้าใจ เพราะว่า ตรงนี้ไม่ต้องการให้เกิดความสับสน แล้วผมคิดว่าถ้าท่าน ส.ส. มิ่งขวัญจะกรุณาฟัง และคิดตามก็อาจจะทําให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น
ประการแรก ขอกราบเรียนครับว่าท่านเริ่มอภิปราย จริง ๆ แล้วท่านอภิปราย ย้อนกลับไปในเรื่องของงบประมาณปี ๒๕๕๔ ที่บอกว่าขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ รายจ่ายประจําสูง แล้วก็เรื่องของงบกลางก็มีอยู่มาก ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า งบประมาณที่มีสูงนั้น และขาดดุลสูง ก็ต้องคิดเป็นสัดส่วนของตัวเลขอื่น ๆ ในระบบ เศรษฐกิจ ที่จริงถ้าจะว่าไปแล้วงบประมาณปี ๒๕๕๔ ในภาวะที่มีความจําเป็นจะต้องมีการ กระตุ้นเศรษฐกิจ การขาดดุลงบประมาณในสัดส่วนถ้าเทียบกับงบประมาณก็ดี หรือผลิตภัณฑ์ มวลรวมของประเทศก็ดี ไม่ได้สูงมากครับ ไม่ได้ผิดไปจากอดีตเท่าไรหรอกครับ แม้แต่ในช่วง ซึ่งเศรษฐกิจดีด้วยซ้ํา เช่น ในช่วงประมาณปี ๒๕๔๕ ก็ไม่ต้องบอกนะครับว่ารัฐบาลของท่านใด ก็จะขาดดุลอยู่ประมาณร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณ ไม่ได้แตกต่างกันนะครับ ต่างกันแต่เพียงว่าวันนั้นความจริงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวชัดเจนแล้ว แต่ในวันที่เราทํา งบประมาณปี ๒๕๕๔ เรากําลังประคับประคองงบประมาณให้ฟื้นตัว ผมได้กราบเรียนแล้วว่า บางครั้งการเปรียบเทียบตัวเลขต้องดูภาวะความเป็นจริง ผมเข้ามาภายใต้ภาวะซึ่งเศรษฐกิจ ติดลบร้อยละ ๗ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ ปี ๒๕๔๔ เศรษฐกิจขยายตัว ปี ๒๕๔๓ ร้อยละ ๔ จุดกว่า ๆ เปอร์เซ็นต์ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ประเทศไทยขณะนั้นมีเงินที่จะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟคืนหมดแล้วครับ เพียงแต่ไม่ได้คืน เพราะ ถ้าคืนเร็วเสียค่าปรับ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีชวนก็จึงตัดสินใจไม่คืนหนี้เร็วเพราะ จะเสียค่าปรับ เห็นว่าประเทศเสียประโยชน์ แม้ในทางการเมืองอาจจะเป็นสิ่งที่ได้คะแนน แต่ว่าสิ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อไปก็คือว่าผมจะสรุปให้เห็นว่าตัวเลขที่ท่านนํามาบวก ลบ คูณ หาร มันไม่ใช่ แล้วมันไม่ค่อยเป็นธรรม ผมจําได้ ผมเคยใช้คําพูดคําหนึ่งกับท่าน ส.ส. มิ่งขวัญว่าท่านค่อนข้างจะซุกซน ซุกซนกับตัวเลข วันนี้ก็ซุกชนอีกนะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียน ให้เห็นว่าตัวเลขที่ขึ้นมาแต่ละแผ่น ๆ นี้มันซุกซนอย่างไร แต่ก่อนอื่นผมอยากจะกลับมาที่ งบกลางปีครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะข้ามไปแล้วก็จะกลายเป็นว่าวันนี้ที่เราพิจารณากัน ไม่ได้เป็น สิ่งที่ได้มาพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลให้มีความชัดเจนต่อไป กราบเรียนอย่างนี้ครับ งบกลางปี ขณะนี้ที่เราทํา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นงบเพิ่มเติม มาจากสาเหตุที่เราจัดเก็บเงินรายได้ เกินเป้าประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ๘๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่ได้มีการใช้เงินหรอกครับ มันเป็นการไปใช้หนี้ซึ่งเป็นเรื่องทางบัญชีในส่วนของรัฐบาลเอง เพราะฉะนั้นเงินที่เติมลงไปจริง ๆ คือ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีเงินแน่นอนไหม รับรองได้เลยครับว่าขณะนี้งบทั้งปีเก็บเกินเป้ามากกว่า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอน เพราะฉะนั้นผมก็จะไล่นะครับ ตามที่ท่านบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เสนอในวันนี้ ท่านให้มา ๖ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ท่านบอกว่าที่จริงปัญหาจากน้ําท่วมนี่คนตายเยอะ และเราเข้าไป ช่วยเหลือช้า ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนและผู้แทนราษฎรที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ครับ ถ้าเราพูดกันตามความเป็นจริงปรากฏการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ไม่ค่อยเหมือนกับภัยธรรมชาติที่เราเคยพบเห็น แล้วปีที่แล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยครับ มีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไปทั่ว จะเป็นประเทศ ปากีสถาน จะเป็นประเทศออสเตรเลีย แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายก่อนหน้านี้ บอกดูสิ ปริมาณน้ําฝนที่ตกลงมาถ้าดูไปแล้วทั้งปี ปีที่แล้วมันไม่ได้มาก จริงครับ แต่อุทกภัย ที่เกิดขึ้นปีที่แล้วเป็นความผิดปกติตรงที่ว่าเกิดขึ้นจากการที่ฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ ถ้าท่านดูตัวเลขน้ําฝนเป็นเดือน เป็นปี มันจะไม่มาก แต่ฝนที่ตกต่อเนื่องกันหลายสิบชั่วโมง ในหลายพื้นที่ โดยสภาพทางกายภาพมันไม่สามารถที่จะระบายน้ําได้ จึงเกิดปรากฏการณ์ว่า พื้นที่หลายพื้นที่ไม่เคยเจอน้ําท่วมมาก่อนครับ เจอ แล้วก็ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราบริหารจัดการน้ํา ในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ําผิด เพราะถ้าท่านจําได้ ๒ เดือนก่อนหน้านั้นเรากําลังประสบกับภาวะ แล้งมากที่สุดเป็นประวัติการเช่นเดียวกัน นี่คือผลพวงของปัญหาโลกร้อนและปัญหา ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผมจึงกราบเรียนว่าหลายพื้นที่ครับ ความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นนี้น่าเสียใจ แต่ว่าการเตือนภัยต่าง ๆ นั้นได้มีการทําครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นก็ได้ว่า แม้แต่พื้นที่ซึ่งเคยเกิดน้ําท่วม อย่างเช่น อําเภอหาดใหญ่ อาจจะ ๗ ปีครั้ง ๑๐ ปีครั้ง มีการท่วมมา ท่วมหนัก เขาก็จะจํากันได้ครับ ปีไหน ๆ ที่มีน้ําท่วมหนัก ขนาดที่ว่าเราเตือนภัย ล่วงหน้า ชักธงแดง ประชาชนในอําเภอหาดใหญ่ไม่เคยเห็นน้ําไหลมามากมายเท่านี้ ในระยะเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องยากที่จะให้พี่น้องประชาชนและชุมชนรับกับสถานการณ์ ซึ่งเขาไม่เคยคาดคิดว่ามันเกิดขึ้นได้และรุนแรงเช่นนั้น ถามว่าผมอยู่เฉย ๆ ลอยตัวใช่หรือไม่ ผมไม่ทราบว่าท่านติดตามข่าวละเอียดแค่ไหน แต่ว่าพื้นที่แรกที่วิกฤติจริง ๆ ก็คือโคราชครับ ผมเข้าไปอยู่ในพื้นที่ภายใน ๑๒ ชั่วโมงหลังจากที่เริ่มปัญหาน้ําท่วมเกิดขึ้นครับ แล้วก็ภายใน ๑๒ ชั่วโมงแรกนั้นก็เริ่มต้นจัดการกับเรื่องของการที่จะปลดล็อกปัญหาเรื่องของการใช้เงิน ทดลองราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นการบริหารจัดการในสภาวะที่มีความฉุกเฉิน อําเภอหาดใหญ่ไม่ถึง ๑ วันเหมือนกัน ผมก็เข้าไปในพื้นที่ทันที เพื่อเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ และในเกือบทุกวันในช่วงนั้น ยกเว้นที่ติดภารกิจที่จําเป็นจริง ๆ ผมก็จะตระเวนไป ทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคใต้ ที่ได้เกิดปัญหา ถ้าท่าน ส.ส. มิ่งขวัญมาเป็นที่ปรึกษาการตลาดผมอาจจะทําให้คนรับรู้ได้มากกว่านี้ ผมไม่ใช่ นักการตลาดนะครับ แต่ผมทําหน้าที่ แล้วถ้าถามว่าการช่วยเหลือของรัฐบาลช้าไหม ท่านไปตรวจสอบได้เลยครับ เงินชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยและเงินชดเชย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน หรือเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก การเกษตร ไม่มีภัยพิบัติครั้งใด ที่เงินถึงมือประชาชนในระยะเวลาสั้นเท่ากับที่เราได้ทํา มาแล้วครับ วันที่ผมเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อน ส.ส. จากหลายพรรคยังต้องมาเร่งให้ผม จ่ายเงินภัยแล้งจาก ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปีก่อนหน้านั้นเงินยังไม่ถึงมือประชาชนเลยครับ แต่รอบนี้ เงินช่วยเหลือ ยกเว้นภาคใต้บางจังหวัดที่เราต้องตรวจสอบเรื่องการทุจริต ถึงมือประชาชน ภายในระยะเวลาไม่เกิน ๒ เดือนครับ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนก่อนว่าที่ท่านบอกว่า ช่วยเหลือช้าต่าง ๆ นี่ขอให้ไปดูข้อมูล ข้อเท็จจริง และประสบการณ์จริงจากพี่น้องประชาชน ซึ่งผ่านภัยพิบัติมา
ประเด็นที่ ๒ ครับ ท่านกําลังสับสน ท่านบอกว่าช่วยเหลือมาขอเงินอะไรกันอีก ก็มีงบตั้งหลายกระทรวงที่ช่วยเหลือไปแล้ว อาจจะเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านประธานครับ เราต้องแยกการใช้เงิน งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและช่วยเหลือนี้ออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก ที่เราจําเป็นต้อง ช่วยเหลือทันทีก็คือเงินที่เราจ่ายถึงมือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ให้เขาสามารถ ดํารงชีวิตต่อไปได้ ให้เขาสามารถที่จะกลับมามีความมั่นใจในเรื่องของฐานะของเขา และได้รับการชดเชยเยียวยาโดยเร็วที่สุดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ําท่วม นั่นคือเงิน ๕,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน นั่นคือเงิน ๒,๐๐๐ บาทต่อไร่ ซึ่งเราเพิ่มให้เป็นพิเศษเพราะสภาพ ความรุนแรงของปัญหา วันนี้ที่มาขอ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่มีเงินช่วยเหลือประเภทนั้น อีกครับแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องทําในส่วนที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อเราช่วยคนแล้ว วันนี้เราต้องกลับไปดูว่า ทรัพย์สินสาธารณะเป็นอย่างไร วัดหลายพื้นที่ครับ จังหวัดอย่างพระนครศรีอยุธยาชัดเจน ที่สุด เสียหาย ในอดีตไม่เคยมีเลยนะครับ แทบไม่เคยมีเลย รัฐบาลจัดงบประมาณให้เพื่อที่จะ บํารุงเรื่องของวัดหลังจากที่ประสบกับภัยพิบัติ โรงเรียนเสียหาย ถนนหนทางเสียหาย แหล่งน้ําชลประทานเสียหาย เพราะฉะนั้นท่านต้องแยกระหว่างเงินที่ได้ช่วยไปแล้วที่เป็น เรื่องของการช่วยคนกับเงินที่เรากําลังมาบํารุงรักษา ฟื้นฟู ซ่อมแซม ทรัพย์สินทั้งหลายครับ ไม่ได้เป็นเรื่องของการที่ซ้ําซ้อนกัน บอกว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็จ่ายเงินชดเชยเยียวยาเขาไปแล้ว กระทรวงมหาดไทยจ่ายเงินเขาไปแล้ว แปลว่าไม่ต้องมา ซ่อมถนน ไม่ต้องมาซ่อมโรงเรียน ไม่ต้องมาซ่อมวัด
ประเด็นที่ ๓ ที่ท่านบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับผม ท่านบอกว่าผมมีเงินงบกลาง อยู่แล้ว ๒.๖ แสนล้านบาท นี่ละครับ ซุกซนครั้งแรกของท่าน เพราะว่างบประมาณที่บอกว่า เป็นงบกลาง ๒.๖ แสนล้านบาทนี้ท่านทําให้เกิดความเข้าใจว่านี่คืองบสํารองฉุกเฉิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีสามารถที่จะสั่งจ่ายได้กรณีที่เกิดภัยแล้ง น้ําท่วม ภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่ครับ ท่านต้องทราบครับ ท่านเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน แล้วก็เคยนําเสนองบประมาณ หรืออยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณางบประมาณ กรุณากลับไปดูเอกสารงบประมาณ นะครับ ๒.๖ แสนล้านบาทที่ท่านพูดนี้ประกอบไปด้วย ๑๒ รายการ ไม่ได้มีเฉพาะงบสํารองฉุกเฉิน รายการใหญ่ที่สุดเกือบแสนล้านบาทอะไร เงินเบี้ยหวัดบําเหน็จ บํานาญครับ ใครนั่งอยู่ตรงนี้ ก็ต้องจ่ายตามนี้ ไม่สามารถเอาเงินตรงนั้นมาใช้เพื่อช่วยเหลือเงินน้ําท่วมได้ นี่ผมยกตัวอย่าง นะครับ เหลืออีก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒ รายการนี้รวมเข้าไปก็ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว คือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐครับ ใครมานั่งตรงนี้ ก็ไม่สามารถเอาเงินตรงนั้นมาใช้ช่วยเหลือน้ําท่วมได้ เพราะฉะนั้นยอดเงินที่ช่วยเหลือน้ําท่วมได้ จริง ๆ ไม่ใช่ ๒.๖ แสนล้านบาท มี ๔๗,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้าไม่มีภัยพิบัติรุนแรง ปกติรัฐบาลหลายชุดใช้หมดอยู่แล้วครับ วันนี้เมื่อเราจําเป็นจะต้อง ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างชาวนา ที่ได้ไปไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ๒ ยอดนี้รวมกันเกิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หักออกจาก ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเพียง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๔ เดือนแรกของปีงบประมาณ เราใช้จ่ายรายการอื่น ๆ สํารองฉุกเฉินตามปกติเลยครับ อัตราไม่ได้ต่างจากปีอื่น ๆ เลย ทําให้ปัจจุบันนี้เงินงบกลางจะเหลืออยู่เพียงประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าผมจะเอาเงิน ๙,๙๐๐ ล้านบาทที่มาขอในวันนี้ไปใช้นี่งบกลางเกือบจะหมด เลยที่มีอยู่ และผมจะต้องบริหารราชการแผ่นดินหรือรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ถ้ามีการเลือกตั้ง ก่อนสิ้นปีงบประมาณจะต้องกลับมาบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีงบกลาง แล้วใครจะ รับประกันครับว่าภัยแล้งจะไม่เกิดในช่วงต่อไปนี้ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมถึงบอกว่าท่านเสนอ แต่ตัวเลขข้อมูล แต่มันไม่จริงครับ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไปพูดเป็น ๒.๖ แสนล้านบาทครับ มันไม่ใช่ รายการเหล่านี้ก็ทราบดีอยู่แล้ว ท่านก็ถามต่อไปอีกครับว่า