ฐิติมา ฉายแสงพูดเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจําปี ๒๕๕๔ และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการคลัง
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ การที่รัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจําปี ๒๕๕๔ หรือที่เราเรียกกันว่างบกลางปีที่สภาเรากําลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ดิฉันคิดว่ารัฐบาลทําไม่เหมาะ ไม่ควร ไม่รับผิดชอบต่อบ้านเมือง และก็ที่แน่ ๆ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้นหลอกลวง ไม่จริงใจกับประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ รัฐบาลให้เหตุผลว่ารัฐบาลนั้นมีความจําเป็นจะต้องใช้จ่ายเงินในหลายเรื่องเลย ประมาณว่า ๑๕,๘๐๐ ล้านบาทจะต้องเอาไปฟื้นฟู ไปแก้ไขภัยพิบัติ เอาไปใช้สวัสดิการสังคมทั่วถึง จะต้องเอาอีก ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทไปชดใช้เงินคงคลัง แน่นอนในมาตรา ๑๖๙ ของ รัฐธรรมนูญ ดิฉันเข้าใจดีว่าการตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังนั้นรัฐบาลจะต้องกําหนด แหล่งที่มาของรายได้ เพราะฉะนั้นตรงประเด็นนี้ที่ดิฉันอยากจะขยายความให้พี่น้อง ประชาชนได้เข้าใจมากขึ้นว่ารัฐบาลชุดนี้จะทําได้หรือ จะเหมาะสมหรือไม่ แล้วมันจะเป็น อย่างไร รัฐบาลนี้บอกไว้ในร่าง พ.ร.บ. บอกว่า รัฐบาลคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ คือตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาจนถึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๔ จะเก็บรายได้ เพิ่มมากขึ้น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือว่าเกินจากที่เคยประมาณการไว้ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท ไปอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามาเฉลี่ย เอา ๔ ไปหารแล้วมันจะออกมา ไตรมาสละ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นไปอีก งบประมาณปี ๒๕๕๔ ธรรมดาแล้วตั้งไว้ ถ้าดิฉันมาหารเฉลี่ยมันก็ตกไตรมาสละ ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้การเก็บรายได้ในไตรมาส แรกของรัฐบาลชุดนี้ความเป็นจริงมันออกมาแล้วว่าเก็บได้เพียง ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง มันต่ํากว่าเป้า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ขนาดว่ารัฐบาลนั้นทุ่มเงินลงไปในระบบ เศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุนตามงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ๒๑๔,๐๐๐ ล้านบาท เงินกู้ไทยเข้มแข็งอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ กู้จากต่างประเทศ อีกหลายหมื่นล้านบาทยังเก็บรายได้ได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนเขาก็เลยฝากมาบอกว่าฝีมืออ่อนด้อยมากนะคะ เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องที่ดิฉันจะต้องขยายความว่าจริงอยู่รัฐบาลบอกว่าในไตรมาส ๓ นั้น เดี๋ยวเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนจะเก็บรายได้ตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อาจจะพูด แบบนั้นก็ได้ แต่ว่าในช่วงเวลานั้นมันจะเป็นช่วงเวลาของการเก็บภาษีนิติบุคคลของทุกปี ทีนี้ดิฉันเองไม่มั่นใจค่ะท่านประธาน ไม่มั่นใจว่ามันจะทําอย่างนั้น เพราะข้อมูลชี้วัด ทางเศรษฐกิจ ท่านประธานคะ ของไตรมาสแต่ละไตรมาสในปี ๒๕๕๓ มันบอกว่าการเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นมันมีอัตราการลดลงอย่างต่อเนื่อง บอกไว้ว่าในช่วงไตรมาสที่ ๑ ในปีปฏิทิน คือเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมนั้นเก็บได้ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาส ๒ ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาส ๓ ได้ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ และไตรมาส ๔ คือเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาได้ ๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นนี่คืออัตราการบริโภคภายในประเทศที่มัน ลดลงอย่างต่อเนื่อง และถามว่ามันจะเก็บรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร เอาล่ะ ดิฉันก็มานั่งคิดดู และก็จิตการตามรัฐบาลบ้าง ว่าการเก็บรายได้นี้ถ้าจะได้เกินเป้าจะทําอย่างไร ก็ต้องมานั่งคิด ว่ากรมโน้น กรมนี้ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิตอะไรก็แล้วแต่ ต้องเก็บรายได้ได้อย่างดี เป็นประวัติการณ์ รัฐวิสาหกิจนั้นวิสาหกิจนี้จะต้องส่งรายได้เข้าคลังกันอย่างเต็มที่ดีเลิศ ประเสริฐศรีท่านประธาน ทีนี้สถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์บ้านเมืองก็ต้องราบรื่นดี การเมืองภายในประเทศก็ต้องไม่มีปัญหา การเมืองต่างประเทศก็ต้องไม่มีปัญหา ประเทศเพื่อนบ้านก็รักใคร่กลมเกลียวกับเราอย่างดียิ่งอีกเหมือนกัน ใคร ๆ ก็อยากมาลงทุน ใคร ๆ ก็อยากมาเที่ยวประเทศไทย ปี ๒๕๕๔ นี้ฉันต้องเก็บเงินได้มากแน่ ๆ เลย ก็เลยขอตั้ง งบประมาณกลางปีเอาไปใช้โน้นใช้นี่ เรียกว่ากะว่าเอาเงินในอนาคตมาใช้ เก็บภาษีจากพี่น้อง ประชาชนตาดํา ๆ เอามาใช้คืนเงินคงคลัง แล้วก็บอกว่าเชื่อเถอะ การจัดทํางบประมาณ กลางปีแบบนี้ผลของมันจะสร้างเสถียรภาพการคลัง เชื่อหน่อยเถอะในอนาคตอีก ๕ ปี ข้างหน้างบประมาณจะต้องสมดุล รัฐบาลบอกแบบนี้ และท่านประธานคะทั้งหมดทั้งปวงนั้น มันคือสถานการณ์บ้านเมืองที่ราบรื่น แต่ลองมาคิดดูดิฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นฝันกลางวัน ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หรือว่าคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้ ดิฉันว่ารัฐบาลนั้นคาดการณ์ผิด ลองคิดดูนะคะว่ารัฐบาลจะเก็บได้เกินเป้าได้ไหม กับเหตุการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน เคยมียุคไหนไหมที่คนไทย ต้องอพยพหนีตายจากภาวะสงคราม เคยมียุคไหนไหมที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศ เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ํามันมากมายเป็นอันดับ ๔ ของโลกแต่ขาดแคลนน้ํามันปาล์ม ไม่มีน้ํามันเอาไปทอดไข่ชั่งกิโลขายคนไทยต้องมาแย่งกันซื้อน้ํามันปาล์มขวดละ ๖๕ บาท ตบตีวิ่งราวครอบครัวละขวดสองขวดก็ว่าไปนะคะ เคยมียุคไหนไหมที่ภูมิอากาศของโลก มันจะเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้ และประเทศไทยเข้าไปครึ่งประเทศที่น้ําท่วม และเคยมี ยุคไหนไหมที่พืชผลทางการเกษตรเสียหายจนต้องถือว่าคํานึงถึงการขาดแคลนอาหารกัน ทั่วโลกเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้แล้วอัตราการบริโภคภายในประเทศก็ลดลงอย่างต่อเนื่องดังที่ ดิฉันกล่าวถึง ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจนั้นมันมีแรงกดดันจากความเสี่ยงหลายด้านค่ะ ท่านประธาน รัฐบาลจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเก็บรายได้ได้ ดิฉันจึงเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อถือ การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเรื่องสําคัญด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานคะ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ จนถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๔ คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไป ครั้งละ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๔ ครั้งแล้ว รวมกันเป็น ๑ เปอร์เซ็นต์แล้วค่ะ จาก ๑.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เป็น ๒.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ประกาศไปเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔ ทีนี้มันส่งผลกระทบ อย่างไร มันส่งผลกระทบต่อภาคเอกชน แน่นอนต้นทุนสูงขึ้น แน่นอนกําไรลดลง และรัฐจะเก็บภาษีได้น้อยลง แล้วบอกว่าจะเก็บได้เยอะขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ดอกเบี้ยเงินกู้ก็เพิ่มขึ้น ทีนี้ตั้งแต่กลางปี ๒๕๕๓ เราทราบกันดีว่า ราคาน้ํามันดิบสูงขึ้นตลอด ภัยธรรมชาติก็รุนแรง เพราะฉะนั้นมันมีแนวโน้มอัตรา เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ผลิตผลทางการเกษตรก็เสียหาย เพราะฉะนั้นส่งผลต่อต้นทุนการผลิตอีก กําไรเอกชนก็ลดลง จ่ายภาษีก็น้อยลง เพราะฉะนั้นจึงเก็บรายได้ได้น้อยลงท่านประธาน เอาล่ะความเสี่ยงสําคัญและเรื่องอื่นมันก็มีอีกนะคะ จากคําแถลงของผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศ ท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ เป็นของสยองขวัญวันวาเลนไทน์เลย ก็ว่าได้ เพราะบอกว่าผลกระทบทางการเมืองภายในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟู ต่อเศรษฐกิจได้อีก เงินทุนจะไหลออกเพราะนักลงทุนไม่เชื่อมั่น นี่เขาคอนเฟิร์ม (Confirm) มาขนาดนี้ท่านประธาน ปัจจัยเรื่องการเมืองก็เช่นเดียวกัน รอบบ้านเราก็ไม่มีใครเขามีปัญหา เหมือนเมืองไทย เพราะฉะนั้นจะเก็บได้หรือ นี่คือยังสงสัยอยู่ จะเห็นได้ว่างบประมาณกลางปี ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นดิฉันไม่เห็นด้วยมาตลอด ผู้สูงอายุ คนพิการที่จะต้องใช้เงินถึง ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากจะบอกกับผู้สูงอายุนะคะว่ารัฐบาลนั้นควรจะตั้งงบประมาณ เผื่อเอาไว้ ไม่ควรจะตั้งแล้วขาดแบบนี้ แล้วจะไปโทษสํานักงบประมาณแบบนั้นอีก ก็รัฐบาล นั่นแหละ คือไม่ได้คิดถึงคนผู้สูงอายุไว้เลย รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีเพิ่มขึ้น แต่ว่าเขาไปจัดสรร งบประมาณไปทําอย่างอื่น ไปแบ่งเปอร์เซ็นต์กันในงบประมาณ เช่น ถนนไร้ฝุ่น ได้เปอร์เซ็นต์ กันไป นี่คือความตั้งใจของรัฐบาลซึ่งไม่ได้จริงใจกับผู้สูงอายุเลย งบฟื้นฟูภัยพิบัติ ซ่อมถนน หนทาง ฝายน้ําล้น ท่านก็บอกว่างบกลางของรัฐบาลนั้น ของนายกรัฐมนตรีนั้นจะหมด ท่านก็สามารถโอนเปลี่ยนแปลงในรายการงบประมาณภายในหน่วยงานเดียวกันได้ เพราะว่า กฎหมายวิธีการงบประมาณอนุญาตให้ท่านทํา หรือว่าการชดใช้เงินคงคลัง แน่นอน งบประมาณตัวนี้รัฐบาลก็บอกว่าจะต้องเอาไปชดใช้ ก็แน่นอนท่านทํางบประมาณท่านก็ต้อง เอาไปใช้เงินคงคลัง แต่มันเหมาะสมหรือเปล่า ท่านจําเป็นต้องใช้ไหม งบประมาณตัวนี้ ๑๕,๘๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปใช้เรื่องนั้น ท่านประธานคะอีกนิดเดียวค่ะ งบกลางปีนั้น ดิฉันรู้ทันว่าท่านจะต้องกู้เงินอีกเพราะกฎหมายอนุญาตให้ท่านกู้เงินอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันรู้ทันว่าจะต้องมีเงินอีกท่านประธาน จริง ๆ แล้วอยากจะได้ ๑๕,๘๐๐ ล้านบาทนั่นเอง ท่านประธานสรุปนิดเดียวค่ะ