อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่มีการระงับการจ่ายเงิน 800 ล้านบาท และหารือเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการ พร้อมเสนอแนวทางเปลี่ยนนโยบายจากประชานิยมไปสู่สวัสดิการที่ให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยมีจุดเน้นการลดค่าใช้จ่ายของสวัสดิการเหล่านี้ให้อยู่ในสัดส่วนของรัฐบาลในส่วนกลาง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบกลางที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนจากน้ำท่วม และการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเกษตร โดยเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนเงินชดเชย และไม่ให้เห็นว่าเงินช่วยเหลือประชาชนนั้นเป็นเงินสูญเปล่า
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตตอบเพื่อนสมาชิกสั้น ๆ นะครับ ๓ ประเด็นที่สอบถามมา
ประเด็นแรก เรื่องของปัญหาโครงการที่ท่านเคยตั้งกระทู้ถามผม ๘๐๐ ล้านบาท ขอยืนยันนะครับ เมื่อกี้ก็ตรวจสอบทางสํานักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ได้มีการระงับ การจ่ายเงินไว้ แล้วก็ทางหน่วยงานที่เคยนําเสนอโครงการจะต้องไปตัดโครงการต่าง ๆ ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ แล้วก็จะต้องมีการนําเสนอกลับไปยังคณะกรรมการซึ่งท่าน รองนายกรัฐมนตรีสนั่นเป็นประธานอีกครั้งหนึ่งครับก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีถ้าจะมีการ ดําเนินการ เพราะฉะนั้นที่ท่านสอบถามว่าระงับจริงหรือไม่ อะไร อย่างไร ยืนยันว่าจริง แล้วก็ยินดีที่จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป แล้วก็ขอขอบคุณที่ท่านให้ข้อมูล
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของท้องถิ่นครับ เรื่องของท้องถิ่น ผมก็ได้มีการหารือ กับท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ได้พูดคุยกับคนที่ทํางานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสวัสดิการนะครับ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม นโยบายสวัสดิการที่ว่าก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ คนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งเราต้องการจะเปลี่ยนหลักคิดว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็เป็นเรื่อง ของหลักสวัสดิการ เราก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เงินไม่ได้มากนะครับสําหรับที่เราให้กับ ผู้สูงอายุหรือผู้พิการแต่ละราย ๕๐๐ บาทต่อเดือนถือว่าน้อยมาก แล้วรัฐบาลก็ระมัดระวัง ในการที่จะไม่เพิ่มเงินตรงนี้ตราบเท่าที่เห็นว่ากําลังของเราทางด้านการเงิน การคลัง ยังไม่พร้อม แล้วก็สุดท้ายเราก็จะใช้วิธีการในการส่งเสริมการออม ดังที่เราได้มีการผลักดัน กฎหมาย กอช. หรือกองทุนเงินออมแห่งชาติผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ซึ่งก็ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกด้วย แต่ว่าอย่างนี้ครับ ที่จริงจะบอกว่าภารกิจเหล่านี้ไม่ใช่ภารกิจของ ท้องถิ่นเสียเลยก็คงไม่ใช่ ต้องยอมรับว่าก่อนหน้าที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา ท้องถิ่นก็มี การปฏิบัติตามภารกิจเหล่านี้อยู่ด้วย แล้วก็คนที่ทํางานทางด้านสังคมก็ยังยืนยันว่าท้องถิ่น จะต้องมีบทบาท แต่กระนั้นก็ตามกระผมก็เห็นด้วยที่ว่าการจะนับเงินทั้งหมดอยู่ในสัดส่วน ของท้องถิ่นก็เป็นภาระกับท้องถิ่นมาก ผมก็ได้หารือกับทางท้องถิ่น แล้วก็นําเรื่องนี้เข้าสู่ ที่ประชุมของคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ก็เห็นพ้องต้องกันว่า ๑. เงินของท้องถิ่น ที่เป็นสัดส่วนในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ สัดส่วนที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๒๖ เศษ ๆ จะต้อง ไม่ต่ํากว่านั้น ขณะเดียวกันก็จะเริ่มใช้คําว่า ทบทวน หรือถอดรายการบางอย่างเหล่านี้ให้กลับมานับอยู่ใน สัดส่วนของรัฐบาลในส่วนกลาง ขณะนี้ผมไล่ทําตัวเลขอยู่และก็คาดว่าน่าจะทําได้หมด ภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ คือใช้เวลา ๒ ปี เพราะฉะนั้นทิศทางเราตรงกันนะครับ แต่ว่าก็อยากจะกราบเรียนว่าท้องถิ่นยังต้องมีบทบาทอยู่ ผมเองทําหน้าที่ในการดูแลปัญหา เรื่องของผู้สูงอายุ ก็ยังมีการสอบถามว่าขณะนี้เราจ่ายเงิน ๒ ทาง ทางหนึ่งก็ผ่านท้องถิ่น อีกทางหนึ่งก็คือจ่ายผ่านระบบธนาคารโดยตรง ก็พบว่าคนส่วนใหญ่ยังนิยมที่จะไปรับจาก ท้องถิ่นเป็นเงินสดอยู่ ท้องถิ่นก็ยังต้องมีบทบาทอยู่ แต่ทั้งหมดนี้อย่างที่กราบเรียนก็คือว่า เราก็ต้องการที่จะให้ท้องถิ่นยังคงมีบทบาทงานทางด้านสังคมด้วย ไม่ใช่เฉพาะ ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว แต่ก็พร้อมที่จะลดรายการเหล่านี้ให้กลับเข้ามานับอยู่ เป็นงบในส่วนกลาง และก็คาดว่าจะดําเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ ปีงบประมาณ ที่เราจะจัดทําข้างหน้าต่อไป
ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของงบกลางกับน้ําท่วม ผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะใช้ คําว่า ถลุง หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์อุทกภัย งบกลางก็คงใช้ไปตามปกติ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไม่มีเรื่องน้ําท่วม วันนี้ก็คงจะเหลืออยู่ประมาณสัก ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าที่หมดไปทันที ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑. คือที่เราจําเป็นจริง ๆ ในการที่จะต้องช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหา น้ําท่วม กรณีครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท แล้วก็ขอเรียนนะครับว่าเราก็ระมัดระวัง ขณะนี้บางจังหวัดที่ยังล่าช้าอยู่เพราะเราตรวจสอบจริง ๆ ว่าต้องเป็นพี่น้องประชาชน ที่ประสบกับปัญหาเข้าหลักเกณฑ์ เนื่องจากบางพื้นที่ส่งชื่อมา ดูแล้วน่าจะเกินความเป็นจริง ส่วนที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด ก็คือการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเกษตร ตรงนี้ละครับผมเชื่อว่าท่านสมาชิกเห็นด้วยกับผมนะครับว่า ถ้าเรายังคงไปจ่ายไร่ละ ๖๐๐ บาท มันไม่ไหวหรอกครับสําหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น เราก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ บาท ถามว่าจะเอาเงินที่ไหน มันไม่มีเงินแหล่งอื่นหรอกครับ มันก็ต้องมาเอางบกลาง เพราะฉะนั้น งบกลางที่มันลดลงไปผิดปกติขณะนี้ ที่ท่านบอกเหลืออยู่ ๑๐,๐๐๐ กล่าล้านบาท ซึ่งปกตินี่ก็จะเหลือระดับนี้ประมาณเดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน ถูกต้องครับ แต่เป็นผลมาจากเรื่องของน้ําท่วมโดยตรง และรายการที่เราออกไปนี่จะเป็นรายการเฉพาะ ที่เห็นได้ชัด ก็คือว่าเงินไปใส่มือประชาชนจริง ๆ ผมกราบเรียนครับว่าในภาพรวม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยท้วงติงมานี่ เราก็เข้าใจครับ แล้วก็ดําเนินการเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนร่วมกับเอกชนก็ทํา แต่อย่ามองว่าการที่เราช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเวลายากลําบาก แล้วเอาเงินเข้าไปในกระเป๋าเขานี่ มันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า ผมว่าวันนี้มันพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ ที่รัฐบาลทํามา ๒ ปี ที่เราสามารถมาจัดงบกลางปีในวันนี้ได้ ก็เพราะว่าในที่สุดเงินเหล่านั้น หมุนกลับเข้ามาสู่การเป็นรายได้ของรัฐบาลจริง ๆ เราจะเห็นครับว่าหนี้สาธารณะ ที่เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งก็เพิ่งอภิปราย ๒-๓ เดือนมานี่ลดฮวบฮาบเลยนะครับ เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากการที่เราพยุงกําลังซื้อของพี่น้องประชาชน นี่ก็เป็นคําตอบ อีกเช่นเดียวกันนะครับว่า ถามว่าไม่จัดงบกลางปีเรื่องน้ําท่วมเลยได้ไหม ผมก็ต้องตอบว่า ความจริงก็ได้นะครับ ได้ก็คืออะไรครับ
๑. ผมก็อาจใช้วิธีอนุมัติงบกลางไป แต่ตรงนั้นเพื่อนสมาชิกจะไม่มีโอกาส ได้มาตรวจสอบอย่างที่ได้ตรวจสอบวันนี้เลยนะครับ และในกรรมาธิการต่อไป ว่าเงินไปที่ไหน อย่างไรบ้าง ผมเองผมก็ไม่สบายใจครับว่าทําไมอํานาจกลัวจะมาอยู่ที่ผม ผมก็จึงเห็นว่า ถ้าผมเอาเงินไปจากงบกลาง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปใช้ ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเสร็จแล้ว ก็ไปหาวิธีการในการเติมงบกลางซึ่งก็เคยทํากันนะครับ เพราะว่ามันก็ต้องมีวิธีการ บริหารจัดการ เคยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เกิดสึนามิก็เหมือนกัน ที่จําเป็นจะต้องมีการใช้เงิน จํานวนมากสําหรับภัยพิบัติ ก็ต้องทํา แต่มันจะไม่ค่อยโปร่งใสครับ ผมก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นนี่ เอางบตรงนี้มาผ่านสภาเสียดีกว่า นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ถ้าผมเอาเงินจากงบกลาง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปทํา อย่างที่ว่านี่นะครับ วันนี้ผมก็สามารถมาเสนองบกลางปี แล้วก็ตั้งเป็นรายการงบกลาง ไม่ต้องมีรายการหรอกครับ ขอประทานโทษเหมือนสมัยรัฐบาล สมัยท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณทํานะครับ มาเสนองบกลางปีก็เป็นงบกลางเฉย ๆ สํารองฉุกเฉิน ไม่ต้องรู้หรอกครับ ปล่อยให้นายกรัฐมนตรีไปใช้ ผมกลับคิดว่าไม่เป็นธรรมครับ ผมก็จะใช้กระบวนการตรงนี้ให้ท่านช่วยกลั่นกรองให้ผมด้วย ว่างบที่ไปใช้น้ําท่วมฟื้นฟู มันไปถูกที่ถูกทางแล้วหรือยัง ขณะเดียวกันผมก็ต้องพยายามบริหารจัดการงบกลาง ที่เหลืออยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษนะครับ ท่านสอบถามรัฐมนตรี ทั้งหลายได้ว่า จากเคยซึ่งมักจะมีอะไรก็มาของบกลาง ๆ ปีนี้เราก็ค่อนข้างจะเข้มงวดกวดขัน ชัดเจนครับว่าหลายกระทรวงขอมา เราก็บอกว่าต้องไปปรับงบประจําปี ไปปรับรายการ ภายในของเขาเสียก่อน อันนี้ก็คิดว่าเรียนให้ทราบในประเด็นที่ท่านได้สอบถามผมมาโดยตรง นะครับ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับท่านรัฐมนตรี ก็รัฐมนตรีจะได้ชี้แจงต่อไปครับ