ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือประเด็นงบประมาณกลางปีและรายจ่ายเพื่ออุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยชี้แจงที่มาของเงินคงคลังและรายได้เกินเป้า พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลตัดงบชดใช้เงินคงคลังเหลือเพียง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท และตั้งงบกลางปีฟื้นฟูภัยพิบัติ ๙,๙๐๐ ล้านบาท ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลความเป็นจริง ชวลิต วิชยสุทธิ์ วิพากษ์วิจารณ์การทุจริตคอร์รัปชันในโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการกระจุกตัวของงบประมาณในจังหวัดเป้าหมายทางการเมือง และตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการระงับโครงการที่ล่าช้า
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยัง กกต. เป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายในวิชาชั่วโมงพิเศษกับบุคคลสําคัญ ผมเป็นนักศึกษา หลักสูตร พตส. ๒ หรือหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ ๒ หลังจากฟังการบรรยายของท่านนายกรัฐมนตรีจบ ท่านได้เปิดโอกาสให้มีการซักถาม ท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าได้ถามท่านนายกรัฐมนตรีไป ๕ ประเด็น และผมก็รักษา มารยาท หลายเรื่องเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น เรื่องคนไทย ๗ คนที่ถูกกัมพูชาจับตัว ผมก็ไม่ได้เปิดประเด็นต่อสาธารณะ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ผมจําเป็นต้องเปิดประเด็นสู่สาธารณะ คืองบกลางปี เพราะการตั้งงบกลางปีเพิ่มเติม เป็นเงินถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประชาชนคนไทยควรรู้ข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อร่วมกัน รักษาผลประโยชน์ภาษีอากรของตนเอง ผมจึงนําเรื่องให้กับฝ่ายเศรษฐกิจของพรรค และโฆษกของพรรคไปวิเคราะห์วิจารณ์จนนําเป็นประเด็นสู่สาธารณะมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านประธานครับ ย้อนไปในวันนั้นผมได้ถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าปีนี้จะมีงบกลางปีหรือไม่ ผมถามเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ท่านจะเอาเงินจากไหน นี่คือสิ่งที่ผมได้ถามท่านนายกรัฐมนตรี ในวันนั้น ท่านตอบผมว่าการข่าวดีนี่ แต่ไม่ต้องห่วง งบก้อนใหญ่จะชดใช้เงินคงคลัง ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนงบจะมาจากไหนนั้นท่านตอบว่า ผ่านปีงบประมาณมา ๒ เดือน รัฐจัดเก็บรายได้เกินเป้า ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท คาดว่าทั้งปีรัฐจะเก็บรายได้เกินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านย้ําว่าไม่ต้องห่วง สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ต้องห่วงในวันนั้น แต่ในวันนี้เมื่อรัฐบาลนํางบกลางปีมาสู่สภา มีประเด็นที่น่าห่วงหลายประเด็นที่ทั้งผมและ เพื่อนสมาชิกได้แบ่งงานกันทํา ก็คงจะขอคําตอบจากรัฐบาลในวันนี้ รัฐบาลได้ตั้งงบกลางปี ครั้งนี้แบ่งออกเป็น ๓ ยอดใหญ่ ๆ ท่านประธาน
ยอดแรก เป็นรายจ่ายสําหรับส่วนราชการในการฟื้นฟูความเสียหายและ แก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ําท่วม วงเงิน ๙,๙๐๐ ล้านบาท
ยอดที่ ๒ เป็นรายจ่ายเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จํานวน ๕,๙๕๗.๔ ล้านบาท แยกเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๔,๙๔๐ ล้านบาท และเบี้ยยังชีพคนพิการ ๑,๐๑๗ ล้านบาท
ยอดที่ ๓ เป็นงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ
เมื่อตัดงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจํานวน ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ออกจาก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเหลือตัวเลขที่รัฐบาลนํามาจัดสรรให้กับพรรคการเมือง ร่วมรัฐบาลไปตามกระทรวงต่าง ๆ บริหารงบกลางปีเป็นเงินถึง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมคงไม่ไป พูดว่าพรรคไหน กระทรวงไหนได้ไปเท่าไรบ้าง เพราะเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว แต่มีคําถาม แรกที่อยากจะถามรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในฐานะประธานคณะกรรมการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ซึ่งท่านได้แถลง ต่อผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุม คชอ. เมื่อกลางเดือนมกราคม ๒๕๕๔ ขณะที่มี การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตั้งงบกลางปี สรุปว่าไม่มีความจําเป็นต้องตั้งงบกลางปี ๒๕๕๔ เพื่อใช้ฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติ ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ให้สัมภาษณ์อย่างนั้น ทั้งยืนยัน ว่ายังสามารถใช้งบเหลื่อมปีจากงบประมาณปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๓ และงบประมาณ ไทยเข้มแข็งมาใช้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์คุม คชอ. ให้สัมภาษณ์ ยืนยันชัดเจนลงสื่อมวลชนทุกฉบับ แสดงว่าท่านมั่นใจในข้อมูลในตัวเลขที่ท่านมีอยู่ แต่เหตุไฉนเมื่อตั้งงบกลางปีกลับมีการตั้งงบเพื่อฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติ น้ําท่วมเป็นเงินถึง ๙,๙๐๐ ล้านบาท เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จนเพื่อนสมาชิกกล่าวหาว่า มีการแบ่งเค้ก (Cake) ซึ่งผมก็ยังไม่อยากจะเชื่อถึงขนาดนั้น แต่เดี๋ยวพวกผมคงจะคุยกัน สอบถามเป็นรายกระทรวง ท่านนายกรัฐมนตรีบอกกับผมในการบรรยายที่ กกต. ว่าไม่ต้องห่วง แต่จากข้อมูลที่ผมได้และพฤติกรรมที่ผ่านมาโดยเฉพาะในการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ในหลายโครงการไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ ภัยแล้ง หรือน้ําท่วม น่าเป็นห่วงมากครับท่านประธาน ยกตัวอย่างกรณีอุทกภัย จากการตรวจสอบติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของคณะกรรมาธิการ ติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีท่านเจริญ จรรย์โกมล เป็นประธาน ร่วมกับ ป.ป.ท. ออกตรวจสอบโครงการพบว่ามีโครงการทุจริตจํานวนมากและ ป.ป.ท. ก็รายงานไปยังรัฐบาลแล้ว หรือยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งก็ได้ครับท่านประธาน เรียนไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีที่กรุณาได้มาฟัง ผมยื่นกระทู้ถามสดเอง ถามท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมา งบภัยแล้ง ๘๗๓ ล้านบาท งบกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดเป้าหมาย ทางการเมืองถึง ๘๗๓ ล้านบาท ใน ๘ จังหวัด และใน ๘๗๓ ล้านบาท ลงจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดเดียวถึง ๓๖๗ ล้านบาท ที่เหลืออีก ๗ จังหวัดได้ไปจิ๊บ ๆ จ๊อย ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี รับปากกับผมในสภาว่าจะตรวจสอบ พออาทิตย์ถัดมาได้พบกับท่านในห้องอาหารในสภา ท่านบอกกับผมว่าระงับโครงการทั้งหมดให้แล้ว นี่เข้าอีกสมัยประชุมหนึ่ง เมื่อวานนี้เองครับ ท่านประธาน ผมถามผู้รับผิดชอบแต่ไม่อยากจะเอ่ยชื่อให้เขาเดือดร้อน เขาบอกว่าเรื่องยัง ไม่ถูกสั่งให้ยุติ นี่มันอะไรกันครับท่านประธาน คําสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความหมาย หรืออย่างไร หรือเพราะว่ากฎเหล็ก ๙ ข้อของท่าน ท่านไม่เคยเอามาใช้กับพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากพรรคของท่านเอง นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงและเพื่อนสมาชิกก็เป็นห่วง
คําถามที่ ๒ ผมคงจะต้องขอถามท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งท่านเป็นครูเก่า กรณีภัยพิบัติน้ําท่วมทั่วประเทศครั้งนี้ น่าเห็นใจโรงเรียนของ สพฐ. มากที่สุด ได้รับความเสียหายถึง ๔,๑๐๔ โรงเรียน คิดเป็น ค่าเสียหาย ๒,๓๔๒ ล้านบาท แต่ สพฐ. ได้รับงบกลางปีครั้งนี้เพียง ๑,๑๙๙ ล้านบาท จาก ๑,๓๒๒ ล้านบาท ที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับ ที่น่าเห็นใจมากกว่านั้นครับท่านประธาน ในการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับโรงเรียนที่ถูกน้ําท่วม สพฐ. ได้เฉือนเนื้อ ของตัวเองจากงบเงินอุดหนุน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียนเป็นเงิน ๑๖๒ ล้านบาท ไปบรรเทาความเดือดร้อน อยากถามท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ว่า โรงเรียนที่ถูกน้ําท่วม เป็นความเดือดร้อนลําดับแรกใช่ไหมที่จะต้องช่วยเหลือ ท่านได้ต่อสู้เพื่อให้ได้งบมาแก้ไข แก้ไขปัญหาให้กับหน่วยงานในความรับผิดชอบเต็มที่มากน้อยแค่ไหน ท่านไม่แปลกใจหรือว่า ทําไมพรรคภูมิใจไทยได้งบถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ของท่านซึ่งความเสียหายลําดับแรกควรจะได้กับโรงเรียนก่อน กลับได้แค่เพียง ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต่างกันเกือบสิบเท่า ทั้ง ๆ ที่จะว่าไปแล้ว โรงเรียนเหมือนบ้านหลังที่ ๒ ของลูกหลานของเรา หรือว่าผู้ใหญ่ของท่านบอกให้ยอม ๆ ไป เหมือนกับที่สัญญากันไว้ ตอนจัดตั้งรัฐบาล ทั้งเรื่องกระทรวงสําคัญ ๆ ที่ท่านให้พรรคร่วมรัฐบาลไป ทั้งเรื่องการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญที่สัญญากันไว้ คือสมาชิกของท่านบ่นให้ฟังเองว่าต้องยอม เพราะได้มี การสัญญิงสัญญากันไว้ในการตั้งรัฐบาล นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรจะมาปนกับ ความเดือดร้อนของโรงเรียน ซึ่งผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ต้องการอย่างยิ่งที่จะไป ช่วยเหลือโรงเรียนที่ถูกน้ําท่วมให้ครบ แต่ที่มันไม่ครบเพราะอะไร ถูกกดดัน ถูกขอร้องมากกว่า หรือว่าไม่ทราบ ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อทราบแล้ว ถ้าตรวจสอบเป็นอย่างนี้จริง ที่ท่านบอกว่า หากมีโครงการที่เหมาะสม ให้ตัดไปเลย ผมขอร้องอย่าตัดได้ไหม เอามาเพิ่มให้กับโรงเรียน ที่ถูกน้ําท่วมแล้วยังไม่ได้รับงบ นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไปยังท่านรัฐมนตรี
คําถามข้อที่ ๓ คงขอถามไปยังท่านรัฐมนตรีบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดูแลงบท้องถิ่น งบกลางปี ๒๕๕๔ ปีนี้ ตั้งงบอุดหนุน ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเงิน ๕,๙๕๗.๔ ล้านบาท เป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๔,๙๔๐ ล้านบาท เป็นเบี้ยยังชีพคนพิการ ๑,๐๑๗ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทีแรกผมก็ ดีใจว่าเป็นแผนงานส่งเสริมการกระจายอํานาจ คิดว่าท้องถิ่นคงจะได้รับงบไปบริหาร เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเองตามอํานาจหน้าที่ ที่ไหนได้ท่านประธานครับ ท้องถิ่นเป็นแค่ บุรุษไปรษณีย์รับเบี้ยยังชีพไปแจกตามนโยบายรัฐบาล ที่สําคัญมากกว่านั้น ผมได้เคยต่อสู้ ในเชิงความคิดให้กับท้องถิ่นในการอภิปรายในสภามา ๒ ปีติดต่อกัน กรณีรัฐบาลมีนโยบาย ประชานิยม แต่กลับมาเบียดบังงบในสัดส่วนที่ท้องถิ่นควรจะได้รับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๒๖ เปอร์เซ็นต์บ้าง ของรายได้ที่จัดเก็บได้ เพื่อเขาจะได้ไปพัฒนางบตามอํานาจหน้าที่ ของตัวเอง ยกตัวอย่าง งบปี ๒๕๕๔ รัฐบาลตั้งงบอุดหนุนให้ท้องถิ่น โครงการ อสม. เชิงรุก โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ๓ โครงการนี้ครับท่านประธาน เป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งรัฐบาลควรจะตั้งงบในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เมื่อเป็นนโยบาย ประชานิยมของรัฐบาล เช่น อสม. เชิงรุก ก็ควรจะตั้งงบในกระทรวงสาธารณสุข เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ ก็ควรจะตั้งงบในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรียนฟรี ๑๕ ปี ก็ควรจะตั้งงบในกระทรวงศึกษาธิการ หรือจะตั้งงบกลางก็ได้ ส่วนเงิน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ไปอยู่ใน ๓ โครงการนั้น ควรเป็นสัดส่วนที่ท้องถิ่นเขาจะได้นําไป พัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ผมมีข้อมูลที่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาหน้าแห้งอกตรมครับ ไม่ใช่หน้าชื่นอกตรม เพราะงบประจํา งบลงทุน ต่างกันมากเหลือเกิน ผมยกตัวอย่างเอาในจังหวัดนครพนมของผม แค่อําเภอเดียวอําเภอเมืองนครพนม งบรายจ่ายประจํา ๙๒.๕๙ งบรายจ่ายเพื่อการลงทุน ๗.๔๑ ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธาน นอกนั้นงบอุดหนุนก็ยังมาอยู่ในส่วนกลาง ที่เวลาจะของบก็ต้องมาหา ท่านรัฐมนตรีหรือผู้มีบารมีของกระทรวงนั้น ๆ นี่คือสิ่งที่ท้องถิ่นเขาโอดโอยมาในปัจจุบันนี้ นอกจากมาหา ไม่ได้มาหาเปล่า อย่างน้อยก็จะต้องมีค่าเก๋าเจี๊ยะ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถึงจะได้โครงการไป เขารู้กันทั้งวงการ ทั้งท้องถิ่น และผู้รับเหมา ที่สําคัญไปมากกว่านั้น ท่านประธานครับ สิ่งที่ท้องถิ่นเขาบ่น นอกจากงบเขาน้อยแล้วยังมาหาว่าเขาทุจริตอีก เขาพูดกับพวกผมที่อําเภอนาแก ผมจําคําพูดของผู้นําท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านั้นได้ เขาบอกว่า การกล่าวหาว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นทุจริตนั้น จริง ๆ แล้วถ้ามันจะมีบ้าง หากรวมกันแล้ว ยังไม่เท่ากับรัฐมนตรีคนเดียวโกง หมายถึงทั้งท้องถิ่นทั่วประเทศนี่ หากจะมีทุจริตบ้าง ยังไม่เท่ากับรัฐมนตรีคนเดียวโกง ทําไมท้องถิ่นเขาพูดอย่างนั้น เพราะเขาบอกว่าเท่าที่รัฐมนตรี กําลังถูกตรวจสอบนี้ แต่ละโครงการเป็นพันล้านบาท เป็นร้อยล้านบาททั้งนั้น นี่คือสิ่งที่ ท้องถิ่นเขาสะท้อนมา สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่าน คงไม่ใช่ฝาก คงจะต้องถามท่านรัฐมนตรีบุญจง ว่าท่านจะบริหารจัดการอย่างไรที่จะให้ท้องถิ่นมีงบในการพัฒนา โดยนําโครงการที่เป็น โครงการประชานิยมไปไว้ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งงบประมาณ
ประเด็นสุดท้าย ผมคงจะต้องขอสอบถามท่านนายกรัฐมนตรี งบกลางสําหรับ ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินและจําเป็นของปี ๒๕๕๔ ยอดใหญ่ ๒.๖ แสนล้านบาท แต่มีงบที่ใช้จ่าย กรณีฉุกเฉินและจําเป็น ตั้งไว้ ๔๗,๖๐๐ ล้านบาท เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้มาชี้แจง ต่อวิปฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ เพียงไตรมาสแรกที่ยังไม่เบิกนะครับ ที่เบิกไป อย่างที่ ท่านเจริญถามเมื่อเช้า ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ที่ยังไม่เบิก แต่อนุมัติแล้ว อนุมัติไปแล้ว ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้เหลือเพียง ๑๑,๕๘๒ ล้านบาท ซึ่งจะต้องใช้ไปอีกจนสิ้นปี งบประมาณ ตั้งไว้ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไป ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนผมที่สอบถาม เจ้าหน้าที่ บอกว่า อย่างนี้ไม่น่าจะเรียกว่าใช้แล้วนะ ตั้งไว้ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไป ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เรียกว่าใช้จ่ายแล้ว ต้องเรียกว่าถลุง ถลุงงบกลางกันเพลิน อยากทราบว่า เอางบกลางไปใช้โครงการอะไรบ้าง ตรงกับการใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินและจําเป็นหรือไม่ เพราะ ทราบมาว่างบ ๖๙ ล้านบาท ที่ไปจ้างฝรั่งออกไอเดีย (Idea) ชั่งไข่เป็นกิโลกรัม ก็เบิกจาก ยอดนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้นหรือไม่ นี่คือสิ่งที่อยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรีเป็นข้อแรก
ข้อที่ ๒ งบ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท จัดใหม่ได้ไหม โดยยึดข้อสังเกตของแบงก์ชาติ ที่เตือนสติว่าให้รัฐบาลให้ความสนใจต่อหนี้สาธารณะ เร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษีและรายได้ หลีกเลี่ยงรายจ่ายที่เกิดจากโครงการประชานิยม เพิ่มความสําคัญกับรายจ่ายเพื่อการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มบทบาทการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อลดภาระ ของรัฐบาล โดยในส่วนงบ ๙,๙๐๐ ล้านบาทสําหรับภัยพิบัติ ไปขอใช้จากงบกลางซึ่งเหลืออีก ๑๑,๐๐ กว่าล้านบาท งบกลางในปีนี้ผมเห็นว่าใช้กันเร็วเกินไป และสิ่งที่อยากจะฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือ งบของกรมทรัพยากรน้ํา ๙๙๘ ล้านบาท ในส่วนของงบที่ต่ํากว่า ๑๐ ล้านบาท เป็นเงิน ๔๗๓ ล้านบาท ๑๑๓ หน่วย ก็เป็นข้อมูลที่ผม เคยอภิปรายในสภาที่ผ่านมา แหล่งข่าวที่ได้มาไม่เคยพลาด ทราบมาว่ามีการแบ่งสันปันส่วน กันล่วงหน้า นําโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างแล้วมาทําโครงการใหม่ เมื่อสักครู่ประธาน คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ท่านเจริญ จรรย์โกมล จะได้มาลงรายละเอียดว่ามีโครงการที่ทราบมาว่าไม่ชอบมาพากลอย่างไรบ้าง และถ้าจะต้องตัด ตัดเอาไปให้กระทรวงศึกษาธิการได้ไหม ให้กับโรงเรียนที่ถูกน้ําท่วมเป็นลําดับแรก ผมขออภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ