ไพจิต ศรีวรขาน หารือเรื่องงบประมาณกลางปี และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขอใช้เงิน 16,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเงินนี้มีการแบ่งสรรไปแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะสามารถเก็บภาษีได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญและยุทธการการกระชับอํานาจของผ่ายที่ต้องการสืบทอด
ผมอยากจะเรียนย้ํากับท่านประธานว่า งบประมาณคราวนี้เป็นการเสนอครั้งที่ ๒ ของปี ๒๕๕๔ ในเมื่อการขอใช้ในครั้งแรกนี้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านล้านบาทนะครับ เป็นงบที่รัฐบาลตั้งขาดดุลไว้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าหาเงินไม่ได้หรอก จะต้องกู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าใจตรงกันนะครับ ตอนตั้ง งบประมาณแล้วก็เสนอผ่านสภาแล้วเริ่มใช้แล้ว ขณะที่การบริหารราชการแผ่นดินผ่านไป ๓-๔ เดือน ก็มาประมาณการว่าจะตั้งงบประมาณเพิ่มเติมอีก มาขออีกนะครับ แล้วในช่วง เวลาที่ผมเห็นว่าไม่เหมาะสม ท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธาน คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นฐานะที่มีหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ให้เห็นว่าเมื่อปี ๒๕๕๓ ประมาณการผิดพลาดเรื่องรายได้ คราวนี้ปี ๒๕๕๔ ก็ประมาณการว่าจะได้เพิ่มจาก ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเกินนะครับ แปลว่าเป็นประมาณการ ที่เคยผิดพลาดมาแล้วของกระทรวงการคลังในปีที่แล้ว คราวนี้ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับ เพราะผมเชื่อตามสูตรของฝ่ายค้านที่บอกว่าประมาณไม่น่าจะถึง แต่ขณะเดียวกันตอนนี้ รัฐบาลก็มาแบ่งเงินกันแล้ว แบ่งที่จะจับจ่ายใช้ แม้ว่า ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท จะไปคืนเงินคงคลัง ก็กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวาละครับ ถ้ามันไม่ได้ ไม่ถึงก็คืนไม่ถึง แต่ว่าที่จะจ่ายไปประมาณ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ มันไปเลยนะครับท่านประธาน แบ่งสรรปันกันไป ยังไม่ได้มีของ แต่แบ่งทรัพย์สมบัติกันแล้ว ภาษาบ้านผม เขาไปจับปลาครับท่านประธาน เห็นน้ําก็คิดว่า จะมีปลา แบ่งกันแล้ว ใครจะเอาตัวใหญ่ ตัวเล็ก ใครที่ออกแรงมากให้มาก ใครที่ออก น้อย ๆ หน่อย บางคนไม่ได้เลย ผมสงสัยว่าถ้าแบบนี้มันต้องสอดคล้องกัน แล้วคราวนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับที่ขอเงินกลางปี เป็นครั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ ครั้งแรกตอนเข้ามาใหม่ ๆ จี๋จ๋ากันดี ต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่าจะฟื้น เศรษฐกิจหลังจากที่ตั้งงบประมาณไปแล้ว สมัยท่านสมัคร สุนทรเวช ตั้งงบประมาณไป พอรัฐบาลเข้ามาก็เศรษฐกิจโลกตกต่ํา จะต้องฟื้นเศรษฐกิจ ๑๑,๖๐๐ ล้านบาท ที่เอาเงิน ๒,๐๐๐ บาท ไปแจกสุรุ่ยสุร่าย นั่นก็กลางปีครั้งที่ ๑ ต้อนรับรัฐบาลคนรูปหล่อ เป็นการขอใช้ ขอกู้มาทั้งหมด ท่านประธานครับ คราวนี้ผมก็สงสัยว่าถ้ามั่นใจว่ามันจะได้เงิน ก็กู้เขาอยู่แล้ว ขาดดุลอยู่แล้วในปี ๒๕๕๔ นี้ครับ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันกู้อยู่แล้ว ขาดดุลอยู่แล้ว คราวนี้ ทําไมต้องร้อนรนในการที่จะจับจ่ายใช้เงินอีก ๑๖,๐๐ ล้านบาท ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมสนใจ เพราะเรื่องคืนเงินคงคลังก็ถือว่าเป็นเครดิต (Credit) รัฐบาล ถ้าจะไม่เพิ่ม มันก็ไม่ได้คืน มันก็อยู่เท่านั้น ถ้าเก็บไม่ถึงก็ไม่ได้ มันมีอยู่ ๒ อย่างครับท่านประธาน อย่าไป หลงใหลได้ปลื้มกับความสามารถในการเก็บภาษี คนที่เป็นนักการเมืองอย่างผมนี่ ผมรับไม่ได้ ถ้าจะหารายได้ด้วยการขึ้นภาษี ๆ ขึ้นทุกเรื่องผมก็ค้านตลอด เพราะความเดือดร้อน ปากท้องจะถูกกระทบสู่ประชาชนโดยปริยาย ขึ้นภาษีทางตรง ขึ้นน้ํามัน ขึ้นภาษีทางอ้อม ราคาสบู่ ยาสีฟัน เครื่องอุปโภคบริโภค ตามมาหมดละครับ คนรวยไม่เดือดร้อน แต่คนจน หาเช้ากินค่ําเขาเดือดร้อนโดยปริยาย เพราะฉะนั้นอย่าหลงใหลได้ปลื้มว่าเก็บภาษีได้เยอะ ถ้าคุณจะเก่งจริง ๆ คุณต้องทําการค้า การขาย หารายได้จากการท่องเที่ยว จากเงิน ต่างประเทศสิครับ อย่ามาเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมจึงมีความเห็นว่า มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ก็ย้อนกลับไปว่าคราวนี้ไฉนเลยจะต้องรีบร้อน เรื่องงบประมาณ รายจ่ายกลางปีเข้ามาพร้อม ๆ กันกับยุทธการการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฉาวโฉ่กันอยู่ทั้งหมด มาพร้อม ๆ กันครับท่านประธาน ความคิด ความเห็นในการเรียบเรียงข่าวสาร ก่อนแก้รัฐธรรมนูญอย่างฉุกละหุกนี่ละครับ เสร็จแล้วก็ยังมีความคิดเรื่องจะเอางบประมาณ รายจ่ายกลางปีเข้ามา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็หัวดีนะครับ แปลว่าต้องการประมวลงาน บูรณาการอํานาจ สืบสานอํานาจของกลุ่มอํานาจที่ต้องการยึดโยงในการเป็นรัฐบาล ก็ต้องแก้ รัฐธรรมนูญ ที่ว่ากันมาแล้ว พอแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ คนที่บอกว่า ๔๐๐ : ๑๐๐ นี่ก็เป็น พรรคร่วมรัฐบาลเกือบทั้งหมดที่ได้รับดอกผลของงบประมาณในคราวนี้ เขาบอกว่าเอา ๔๐๐ : ๑๐๐ มีพรรคเดียวคือพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าต้องตัด ส.ส. ลง ส.ส. เขต ๓๗๕ คน เพิ่ม ส.ส. สัดส่วน ก็เจรจากันไปกันมานะครับ ท้ายสุดก็เห็นออกมาแล้วนะครับ เห็นออกมา ว่ามันเป็นประโยชน์ต่างตอบแทน ยุทธการการกระชับอํานาจของผ่ายที่ต้องการสืบทอด อํานาจในการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าจะเป็นกลไกที่จะนําไปสู่แผนบันได ๔ ขั้นของ คมช. ที่ผมเคยพูดกับท่านประธานอยู่หลายรอบ ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อว่า เงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะหาได้ ขณะเดียวกันการเอื้อประโยชน์ต่างตอบแทนคราวนี้ ผมไม่ได้ชื่นชมนะครับ ท่านให้เอกสารมา ในรายการที่ท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็บอกว่า หลัก ๆ เลย รัฐบาลที่เป็นแกนกลางคือพรรคประชาธิปัตย์ ทําตัวเป็นผู้เสียสละ ในราย กระทรวงของพรรคประชาธิปัตย์เอาน้อย ๆ แต่ผู้ที่เอาเยอะ ๆ กลายเป็นกลไกที่สําคัญ ในการเดินเกมเรื่องรัฐธรรมนูญ ว่าไม่เอากับพรรคประชาธิปัตย์ ใครร่วมละครับท่านประธาน คือพรรคภูมิใจไทยของท่านประธานนี่ละ ก็แปลว่าได้มากกว่าเพื่อน สื่อมวลชนก็เขียน ฟาดไปร่วม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอายอด ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท วิพากษ์วิจารณ์แสดงความเห็นกับท่านประธานว่า พรรคภูมิใจไทยโดยกระทรวงมหาดไทย ๘,๗๒๖ ล้านบาทเศษ ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกระทรวงคมนาคมอีก ๒,๙๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี่มันมีระบบวิธีการที่ฉาวโฉ่ เว้นเรื่องเงินคนชรา เงินคนพิการ ที่จะต้องดูรายละเอียดกันว่ามียอด มีตัวเลข เมื่อตั้งงบประมาณก็ยืนยันว่า พอแล้ว พอต่อการใช้ เอาเงินให้ไป ปี ๒๕๕๔ แต่ว่าพอมาจะเพิ่มเติมก็มาเอาไปอีก มันหลอกกันหรือเพื่อที่จะเอาปรับไปบูรณาการเพื่อจับจ่ายใช้สอย เพื่อเป็นประโยชน์ในการ ทํามาหากินหรือเปล่า ส่วนเรื่องกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๒๗,๐๐๐ กว่า นี่แน่ ๆ ท่านประธาน รายละเอียดทั้งหมดเอาไปทํามาหากินกัน ผมไม่เชื่อว่ามันจะเป็นการที่จะไป ป้องกันบรรเทาอะไรทั้งหลาย ท่านประธานครับ ผมนี่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร ติดตามได้ทุกเรื่อง ก็มีโอกาสก็แวบไปดูเรื่องการช่วยเหลือพวกน้ําท่วม ที่ท่านประธานได้แต่งตั้งให้ ไปมอบถุงยังชีพ ก็ติดตามเอาเจ้าหน้าที่ เอาผลสรุปของ ป.ป.ท. ไปด้วย เขาก็สรุปมาบอกว่าจังหวัดนี้ใช้เงินไปแล้วเท่านั้น ๆ ล้มเหลวทั้งหมดครับท่านประธาน หากินกันหมดกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีจังหวัดอะไรบ้าง ผมเข้าใจว่ารายงานได้ส่งถึง ท่านประธานแล้ว ก็วันนี้ยังจะเอาไปอีก ๒,๗๐๐ ล้านบาท