รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศุภชัย โพธิ์สุ แนะนำแนวทางเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำและบรรเทาภัยจากน้ำท่วม โดยวางแผนการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่กลางเล็กเพื่อเก็บกักน้ำเพิ่มเติมประมาณ 26,603 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มพื้นที่ชลประทานประมาณ 34.04 ล้านไร่ และเสนอแนวทางในการพัฒนาและจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ท่านติดภารกิจเดินทางไปเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ ที่ต่างจังหวัด ก็ได้มอบหมายให้ผมมาเป็นผู้ตอบกระทู้ชี้แจงกระทู้ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก คือท่านนคร มาฉิม นะครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ที่ได้มีความสนใจแล้วก็ สอบถามปัญหาเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ําเพื่ออุปโภคบริโภคและ การวางระบบชลประทานของรัฐบาลที่จะดําเนินการ ผมขออนุญาตนําเอาแนวทางในการ แก้ไขปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ําอุปโภคบริโภค แล้วก็การวางระบบชลประทานในส่วนความ รับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาชี้แจงกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คือท่านนคร มาฉิม ให้ได้รับทราบดังต่อไปนี้
ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมอยากจะเรียนกับท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่า กรมชลประทานนี้ได้มีการปรับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาและบริหารจัดการน้ํา ในเชิงรุก ก็ได้มองเห็นปัญหาและได้มองเห็นความสําคัญ น้ําคือชีวิต และประเทศไทยเราเป็น ประเทศเกษตรกรรมที่มีความจําเป็นที่จะต้องดูแลพัฒนาบริหารจัดการน้ําให้เป็นระบบและ สามารถที่จะตอบสนองพี่น้องประชาชนและแก้ปัญหาประเทศชาติได้ ฉะนั้นกรมชลประทาน จึงได้วางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรของ กระทวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ ตั้งเป้าหมายให้ได้ประมาณ ๖๐ ล้านไร่ เป็นตามศักยภาพ และเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม ทันต่อการแก้ไขปัญหาน้ําส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเน้นการพัฒนาและการใช้น้ําภายใน ๒๕ ลุ่มน้ําตามที่ท่านนคร มาฉิม ได้เรียนชี้แจงไปแล้ว ๒๕ ลุ่มน้ําหลักที่มีส่วนสําคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่มีทั้งสภาวะน้ําท่วมแล้วก็สภาวะขาดแคลนน้ํา แล้วจึงพิจารณา หาแนวทางการผันน้ําระหว่างลุ่มน้ําภายในประเทศเป็นอันดับถัดไป โดยจําแนกกรอบการ พัฒนาตามประเภทของอาคารชลประทาน รวมทั้งสิ้น ๑๐ ประเภท โดยกําหนดมาตรการ ด้านการบริหารจัดการแบ่งออกเป็น ๔ แนวทางหลัก ซึ่งจะขออนุญาตนําเรียนให้สมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้รับทราบครับ
แนวทางที่ ๑ ก็คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทาน ได้แก่ โครงการ เหลียวหลัง นะครับ โครงการเหลียวหลังนี้เป็นโครงการปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โครงการชลประทานเดิมที่ใช้งานมาแล้วประมาณ ๒๐ ปี หรือว่าหลาย ๆ ปีที่มีปัญหา เกิดการชํารุด เกิดการตื้นเขิน ใช้ประโยชน์ไม่ค่อยดี ก็จัดโครงการเหลียวหลัง เป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพการส่งน้ําในระดับไร่นา โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ํา และโครงการพัฒนา ระบบส่งน้ํา
แนวทางที่ ๒ จะเป็นแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ํา ได้แก่ การก่อสร้าง อ่างเก็บน้ํา สร้างฝาย และประตูระบายน้ํา เขื่อนระบายน้ํา เพื่อให้มีน้ําต้นทุนอย่างเพียงพอ และขยายพื้นที่ส่งน้ําเพิ่มขึ้น นี่คือแนวทางที่ ๒
แนวทางที่ ๓ เป็นแนวทางการเพิ่มศักยภาพ ได้แก่ โครงการโครงข่ายน้ํา หรือการผันน้ําระหว่างลุ่มน้ําภายในประเทศหรือลุ่มน้ําระหว่างประเทศ นี่คือแนวทางที่ ๓ ที่จะต้องดําเนินการ
แนวทางที่ ๔ เป็นการบรรเทาภัยจากน้ํา เน้นในเรื่องการบรรเทาปัญหาน้ําท่วม เป็นหลักนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกบางส่วน ได้แก่ โครงการแก้มลิงและโครงการระบบระบายน้ํา ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ํา ในประเทศไทยเกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามกรอบการพัฒนาชลประทาน คือกรอบน้ํา ๖๐ ล้านไร่นะครับ มีผลสําเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้และเป็นรูปธรรมชัดเจน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้วางแผนการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก จํานวนทั้งสิ้น ๘,๗๘๙ โครงการครับ ในขอบเขตทั่วทั้งประเทศ เพื่อเก็บกักน้ําเพิ่มเติมประมาณ ๒๖,๖๐๓ ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีปริมาณน้ําที่ใช้ สามารถควบคุมได้เพิ่มเติมอีกประมาณ ๕,๗๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้วงเงินลงทุน ไม่น้อยกว่า ๑.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งหากสามารถดําเนินการได้ตามแผนพัฒนาทั้งหมดนี้นะครับ คาดว่าจะได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๓๔.๐๔ ล้านไร่ นี่คือเป้าหมายที่วางเอาไว้ ในระยะไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เราต้องการที่จะพัฒนาระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๓๔.๐๔ ล้านไร่ ดังนั้นเมื่อรวมกับการพัฒนาระบบชลประทานที่มี ในปัจจุบัน เอาที่มีในปัจจุบันนะครับ จะทําให้ประเทศไทยมีแหล่งกักเก็บน้ําเท่ากับ ๑๒๐,๙๗๓ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ํา ของประเทศ และมีพื้นที่ชลประทานรวมทั้งสิ้นประมาณ ๖๒.๔๐ ล้านไร่ นี่คือเอาของ เป้าหมายที่เราวางเอาไว้บวกกับของเก่าที่มีอยู่แล้ว เราก็จะได้มีปริมาณน้ําและปริมาณพื้นที่ ชลประทานเพิ่มขึ้นอย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้ว
ส่วนประเด็นคําถามที่ ๒ ที่ท่านถามว่ารัฐบาลมีแผนยกระดับปัญหา การขาดแคลนน้ําให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยการรวมเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กระจัดกระจาย อยู่ในหลายกระทรวง หลายกรมนะครับ เข้ามาเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้อย่างไร ในเรื่องนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านที่เคารพว่า ถึงแม้ว่าการดูแลเรื่องการบริหาร จัดการน้ําของรัฐบาล ส่วนหนึ่งอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนหนึ่ง อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็อยู่ทั้ง กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน แต่ถึงอย่างไรก็ตามอยากจะเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ว่าโครงสร้างของการบริหารจัดการของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม มันมีการปฏิรูปมา ในลักษณะอย่างนี้ เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงกัน แต่ในแง่ของการปฏิบัติที่เป็นจริงนั้น ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมต่าง ๆ ที่ดูแลโดยตรงก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกัน วางแผนแม่บทในการพัฒนา ลุ่มน้ําทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ํา เพื่อที่จะให้มีการพัฒนาก้าวเดินไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผมอยากจะเรียน กับท่านว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทานได้ดําเนินการพัฒนา เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปัจจุบันยังขาดแคลนน้ําสําหรับพื้นที่ การเกษตรอีกประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ํา หากใช้แนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยใช้สิ่งก่อสร้างได้แก่ อ่างเก็บน้ํา ตามโครงการ การจัดทําแผนพัฒนาชลประทานระดับลุ่มน้ําอย่างเป็นระบบที่กรมชลประทานดําเนินการอยู่ พบว่าต้องใช้ระยะเวลาเพื่อแก้ไขปัญหานี่นะครับประมาณ ๑๐ ถึง ๑๕ ปี ถ้าเป็นไปตามแผน ที่กรมชลประทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางเอาไว้ เราจะสามารถบริหารจัดการน้ํา อย่างเป็นระบบได้ทั้งประเทศ เป็นตามความต้องการทั้งพื้นที่ ทั้งระบบการกระจายน้ําลงสู่ พื้นที่การเกษตรจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ใช้เวลาประมาณ ๑๐ ถึง ๑๕ ปี ทั้งนี้จะต้อง ได้รับความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ท่านนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ที่ท่านได้เสนอความเห็นในเรื่องนี้ เพราะท่านนคร มาฉิม ท่านเป็นคนที่สนใจเรื่องการพัฒนาทั้งดินและน้ํามาโดยตลอดนะครับ ก็เห็นด้วยกับท่านที่ท่านเสนอบอกว่าประเทศไทยเราน่าจะมีการร่วมวางแผนร่วมกัน อย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหาเรื่องการพัฒนาน้ําอุปโภคบริโภคของประเทศควรจะจัดเป็น วาระแห่งชาติ ในเรื่องนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าใจและได้เสนอแนวทางนี้มา โดยตลอด แต่ถึงอย่างไรก็ตามครับในระยะที่ผ่านมาผมเชื่อมั่นครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็นั่งอยู่ตรงนี้ ยืนยันได้ว่าทั้ง ๒ กระทรวงเรามีการประชุมร่วมกัน วางแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ําร่วมกัน ถึงแม้จะยังไม่สามารถที่จะรวมเป็นหน่วยงานเดียวกัน องค์กรเดียวกัน แต่เราก็มีแผนแม่บท ในการที่จะดูแลและบริหารจัดการน้ําอย่างเป็นระบบร่วมกัน เห็นด้วยครับว่าในอนาคตต่อไป ควรจะมีหน่วยงานและองค์กรเดียวเพื่อจะมาบริหารจัดการน้ํา ต้องทําเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องนี้จึงจะสามารถที่จะขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีได้ ขออนุญาตเรียนตอบท่านผู้ทรงเกียรติ เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ