สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เทียนชัย สุวรรณเพ็ญ เสนอความคิดเห็นหลังจากอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อสารมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องให้ไม่ให้เข้ามาใช้พื้นที่ของโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยเป็นสถานที่ตั้งค่ายพักแรม และมีการจับกุมผู้ต้องหาในโรงพยาบาล ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการรักษาความปลอดภัยและผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของแพทย์

นายเทียนชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเทียนชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ จากที่ผมได้อ่านศึกษารายงานที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้ทํามา ก็ถือว่ามีคุณค่า อีกชิ้นหนึ่งที่ทางรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรของเราคงจะได้นําเสนอให้ทางคณะรัฐบาล ได้นําไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมมีเรื่องที่หลังจากอ่านแล้วก็คิดว่ามีเรื่องที่สําคัญอยู่ ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คงจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้พูดถึง เรื่องของมิติที่ยิ่งใหญ่ก็คือเรื่องของสื่อสาร ซึ่งสื่อสารที่ออกไปในเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทําให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปได้รับรู้ถึงความไม่สงบในเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้นี้ มีความรู้สึกที่อาจจะแตกต่างกันไปตามข้อมูลของแต่ละสื่อที่นําเสนอ เมื่อสักครู่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้กล่าวตอบว่าได้ศึกษาในเรื่องสื่อต่าง ๆ เชิญสื่อต่าง ๆ มาให้ หรือการแถลงของสื่อต่าง ๆ ที่ออกไป เท่าที่ผมฟังนี้จะเป็นสื่อทาง ภาครัฐเสียมากกว่า ไม่วาจะเป็นหน่วยงานความมั่นคงด้านต่าง ๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงานคุมอยู่ แต่ที่สําคัญนั่นคือสื่อสารมวลชนนะครับ สื่อสารมวลชนที่สําคัญก็คือสื่อสารมวลชนที่อยู่ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ ซึ่งจะมีความรู้สึก รู้ลึกเบื้องหน้าเบื้องหลังและน่าจะเป็นผู้ที่ใกล้ชิด กับเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นการนําเสนอข่าวจากเขตในพื้นที่นี้ผมถือว่ามีความสําคัญ และน่าจะเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่จะนําไปสู่ความจะทําให้การพัฒนาแก้ไขปัญหาในเรื่องของ เหตุการณ์ไม่สงบใน ๓ จังหวัดภาคใต้นี้มีส่วนสําคัญในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะพี่น้อง ประชาชนทุกคนก็สามารถที่จะรับรู้ได้โดยการผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออกมา ทางวิทยุ การได้ยิน หรือจากการได้เห็นทางโทรทัศน์ ท่านประธานครับ เรื่องสื่อนี้ในการ เสนอสื่อที่มีความละเอียดอ่อนเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติ เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมความแตกต่าง ทางศาสนา มีความละเอียดอ่อนนะครับ มันจะต้องมีการให้ความรู้หรือสภาวิชาชีพต่าง ๆ โดยเฉพาะสภาวิชาชีพทางด้านสื่อ เราจะต้องมีการติดต่อประสานงานให้ความรู้ในการ เสนอข่าว แน่นอนครับ เราต้องให้ความอิสระ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้มีวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการขยายข้อมูลที่อาจจะทําให้เกิดความไม่เข้าใจกับคนในชาติ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางด้านศาสนาและเชื้อชาติอยู่เป็นทุนเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมชาติ นะครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เสียหายอะไร อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ทาง ท่านประธานได้นําไปแจ้งกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ในเรื่องที่เมื่อสักครู่นี้ผมได้ทราบว่า มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับรายงานของกรรมาธิการวิสามัญฉบับนี้ในหน้า ๒๒ ที่พูดถึงบุคลากรทางการแพทย์ถูกแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ และการตรวจพิสูจน์ ทางการแพทย์จากฝ่ายความมั่นคงบางส่วน และก็มีข้อความอธิบายต่อไปว่ามันเกิดขึ้น ได้อย่างไร บังเอิญผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือฉบับหนึ่งที่แจกให้กับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ชื่อว่า เมื่อฟ้าหม่น เจดีย์หัก ที่ปักษ์ใต้ เรียบเรียงโดยคุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ได้มีโอกาสทราบข้อมูลจากหมอที่อยู่ชายแดนภาคใต้ สรุปก็คือว่าแพทย์ที่ทํางาน อยู่ที่นั่นมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการรักษาความเป็นกลาง ที่คนทํางานด้านสาธารณสุข ในพื้นที่ส่วนใหญ่จะได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ว่ามีความเป็นกลาง ในนี้บอกว่าขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทางฝ่ายความมั่นคงก็หมายถึงทหารและตํารวจกําลังทําให้เสียความเป็นกลาง ของหมอไป ด้วยสาเหตุหลายประการที่เจ้าหน้าที่รัฐดําเนินการอยู่ แม้ว่าก่อนหน้านี้ หมอในพื้นที่จะยังไม่เคยเสียชีวิตจากการลอบทําร้ายของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่หากหมอ เสียความเป็นกลางไปแล้ว ความปลอดภัยของหมอก็อาจจะไม่แน่เสมอไป อันนี้ก็คือสิ่งที่ได้ พูดถึงความเป็นกลาง ในส่วนที่จะบอกว่าฝ่ายความมั่นคงทางการแพทย์ถูกแทรกแซงนะครับ ก็จะมีเรื่องถูกแทรกแซงเท่าที่อ่านมาและทราบมาก็จะมีอยู่ด้วยกัน ๕ ประเด็นด้วยกันครับ

ประเด็นแรก ก็คือว่าฝ่ายความมั่นคงมักจะใช้พื้นที่ โดยเฉพาะสถานีอนามัย ซึ่งเราคงทราบดีนะครับว่าสถานีอนามัยก็จะอยู่ตามหมู่บ้านและตําบลต่าง ๆ ก็จะใช้พื้นที่นั้น ทั้งบ้านพักหรือที่ทําการ เพราะสะดวกครับ มีทั้งไฟฟ้ามีน้ําประปา ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ สิ่งเหล่านี้ก็ทําให้เกิดความกังวลกับแพทย์ เพราะว่าบางครั้งแพทย์กับทหารก็มีการทักทายกัน แต่กลุ่มแนวร่วมที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่อาจจะคิดว่าเป็นการแอบให้ข้อมูลกันได้ ในกรณีนี้ ทางแพทย์ก็ได้บอกทางทหารอย่างเป็นทางการว่าไม่อนุญาตให้เขามาใช้พื้นที่ของโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยประจําหมู่บ้านเป็นสถานที่ตั้งค่ายพักแรม แต่ทหารก็แก้เกม (Game) ด้วยการแอบเข้าตั้งค่ายในช่วงเย็นวันศุกร์ เพราะไม่ค่อยมีใครอยู่ ซึ่งหมอก็ไม่รู้จะทําอย่างไร เหมือนที่สถานีอนามัยบ้านกาลีซาและสถานีอนามัยบ้านบองอ อําเภอระแงะ จังหวัด นราธิวาส ซึ่งการเข้ามาตั้งค่ายในสถานีอนามัยทั้ง ๒ แห่ง ทําให้หมอรู้สึกไม่สบายใจเพราะ กลัวจะตกเป็นเป้าของการถูกทําลายนะครับ อันนี้คือสิ่งที่แพทย์ได้พูดถึง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเป็นส่วนที่รบกวนจิตใจของแพทย์ที่ทํางาน เนื่องจากว่า ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปพบแพทย์ตามสถานีอนามัย เพื่ออะไรครับ เพื่อสอบถามที่อยู่ รวมทั้ง อาจจะมีแผนที่ โดยปกติโรงพยาบาลก็ไม่มีแผนที่หรอกครับ แต่ในนี้จะมีบันทึกบ้านที่อยู่ หรือเบอร์โทรศัพท์เพื่อสะดวกในการติดต่อ ซึ่งทางฝ่ายแพทย์และพยาบาลก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะมันเป็นข้อมูลที่ตํารวจทหารควรจะได้ทราบได้ด้วยการสืบสวนข้อมูลเองโดยไม่ต้องใช้ ข้อมูลของโรงพยาบาล เขาบอกว่าถ้าเราให้ข้อมูลไปเชื่อว่าแม้จะเป็นการแอบให้ชาวบ้าน ก็จะรู้ในที่สุด ซึ่งจะทําให้แพทย์อยู่ในพื้นที่ไม่ได้ แต่พอไม่ให้ข้อมูลไป ฝ่ายความมั่นคงก็จะ ไม่พอใจ มักจะถูกย้อนถามกลับมาว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเปล่า หรือถูกกระแทกกระทั้น ว่าเป็นโจรหรือเปล่า ทั้งที่พวกเขาก็ห่วงความปลอดภัยในเรื่องของการสูญเสียความเป็นกลาง

ประเด็นที่ ๓ ที่มีส่วนนั่นก็คือว่าเกิดความวิตกกังวลก็คือว่าเมื่อผู้บาดเจ็บ ถูกทําร้ายได้เข้าไปสู่โรงพยาบาลแล้ว มันก็เกิดว่าการจับกุมตัวผู้ต้องหามักจะจับกุมได้ ที่โรงพยาบาล ก็ทําให้คนที่นําส่งโรงพยาบาลเกิดความไม่เชื่อถือ ไม่ไว้ใจ เพราะว่าหลังจาก บาดเจ็บเพราะว่าเชื่อแน่ว่าเกิดจากกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ก็จะมีการตามมาจับกุม ตามโรงพยาบาล นี่ก็คือสิ่งหนึ่งที่ทางเจ้าหน้าที่มีความกังวล เพราะว่าอย่างนี้ครับ พอมีการ จับกุมในโรงพยาบาล มันมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก็คือว่าวันรุ่งขึ้นของวันที่ถูกจับมีญาติ ของคนไข้เดินขึ้นไปหาแพทย์ที่สถานีอนามัย พร้อมกับบอกว่าให้ออกจากพื้นที่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นตาย เนื่องจากการที่หมอไปรับปากโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ําว่าคนร้ายจะถูกจับกุม อันนี้ก็คือเหตุผลที่ว่าบางครั้งคนไข้บาดเจ็บรุนแรงแล้วก็มักจะกลัวว่าผมจะถูกจับกุมไหม หมอก็บอกว่าเอาน่า ไม่น่ามีอะไรหรอก เดี๋ยวหมอจะช่วยดูแลให้ ในที่สุดคําพูดนั้นก็ไม่ได้เป็น อย่างนั้น อันนี้เราก็ต้องเข้าใจทั้ง ๒ ฝ่าย ผมก็เข้าใจในฝ่ายของความมั่นคง ขณะเดียวกัน ของแพทย์เราก็เข้าใจ เราจะปรับวิธีการอย่างไรให้เหมาะสม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝากไว้ ในที่นี้ด้วย

ประเด็นที่ ๔ นายแพทย์บอกว่าการบั่นทอนความเป็นกลางของหมอก็คือ ฝ่ายความมั่นคงจะบังคับให้มีการผ่าหัวกระสุนปืนหรือวัตถุที่ตกค้างอยู่ในคนที่ตายไปแล้ว ซึ่งมันขัดกับความเชื่อถือของคนที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการให้มีการ ผ่าศพพิสูจน์ เพราะว่าเป็นความเชื่อที่ว่าจะทําให้ศพไม่สมบูรณ์ อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทําให้ เกิดความรู้สึกหนักใจ ทําให้แพทย์ต้องตัดสินใจว่าขึ้นอยู๋กับคนป่วยหรือญาติดีกว่า ว่าจะอนุญาตให้หรือไม่ ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือฝ่ายความมั่นคง

ประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องว่าเป็นกลยุทธ์ของทางฝ่ายความมั่นคงที่นําเอา หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ แล้วก็ได้มีการดูแลรักษาคนไข้เป็นปกติ แต่กับแพทย์ หรือพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่มีความหนักใจครับ เพราะเขาเชื่อว่าแพทย์กลุ่มนี้กับแพทย์ที่อยู่ ในพื้นที่ได้มีการประสานงานกัน เพื่อการทํางานด้านข่าวหรือด้านเชิงจิตวิทยาอะไรบางอย่าง ก็ทําให้เกิดความสูญเสียความเป็นกลาง ผมก็เลยเรียนในเรื่องเกี่ยวกับทางสาธารณสุข หรือทางแพทย์ที่มีความหนักใจในเรื่องของการปฏิบัติงาน เพราะว่าความสําเร็จจาก การปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายก็ดี การปฏิบัติการก็ดี รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชน การใช้สื่อสาร การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นบุคคลที่จะเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวจําเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องเข้ารับการอบรม มีการเรียนการสอนให้รู้ เพราะว่าเมื่อเข้าไปแล้วถ้าเรา ปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องมันก็เกิดความไม่เข้าใจกัน แล้วการแก้ไขปัญหาก็มีแต่จะยังเป็นเรื่องของ คาราคาซัง ก็เป็นเรื่องของที่ไม่มีใครจะแก้ได้ แล้วเราก็จะพูดซ้ําแล้วซ้ําเล่า เพราะว่า แผนปฏิบัติการเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด วันนี้ผมก็ถือโอกาสนําเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มาเรียน ให้ท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบ แล้วก็เชื่อมั่นว่าใน ๒ ประเด็นหลัก ที่ผมนําเสนอในวันนี้ ก็คือเรื่องการสื่อสารที่ดีจะเป็นปัจจัยอันสําคัญนําไปสู่การแก้ไข ในปัญหานี้ได้ และเช่นเดียวกันกับหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าเป็นข้าราชการครู ผมเชื่อว่า ก็มีความละเอียดอ่อนไม่เหมือนกัน จะสังเกตเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ที่ทําร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ดี ส่วนใหญ่คือจะมีความรู้สึกออกไปทางความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง เพราะสภาพของเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นมันบ่งบอกถึงความเคียดแค้นชิงชังที่ไม่สามารถจะประนีประนอมกันได้ เพราะฉะนั้น เราจําเป็นจะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ ขอบคุณมากครับ