สมัย เจริญช่าง อภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำว่าต้องแก้ปัญหาด้วยสติและสร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติให้ครบทุกตารางนิ้ว โดยชี้ให้เห็นว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงการทำความเข้าใจกับประชาคมโลกมุสลิมผ่านวัฒนธรรมอิสลามเพื่อลดความขัดแย้ง
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สมัย เจริญช่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ได้อภิปรายในรายงานของรายงานผลการพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ในวันนี้ ต้องขออนุญาตได้ชมเชยทุกฝ่ายครับที่ได้ช่วยกันรังสรรค์ความคิด ในอันที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติของบ้านของเมืองให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี สิ่งที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญคณะนี้ได้รับฉันทานุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรไปดําเนินการ ผมคิดว่าได้ใช้ความรู้ ความสามารถกันอย่างเต็มที่ เสียดายอยู่นิดหนึ่งครับว่าที่ในระหว่างการประชุม ของคณะกรรมาธิการระหว่างการทํางานนั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ลาออกไป กลางคัน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักในคณะกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎร จะด้วยสาเหตุอันใดก็สุดแล้วแต่จะเป็นเหตุผลส่วนตัวของท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตได้เรียนด้วยความรับผิดชอบ ที่มีต่อประเทศชาติบ้านเมืองนี้ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ว่าการพูดคุยกันถึงเรื่องปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้คงจะต้องพูดกันในเชิงคุณภาพมากกว่าในเชิงปริมาณ เพราะผมได้ยิน ความคิดความเห็นของพี่น้องประชาชนบางฝ่ายมองว่าประเทศไทยเรามี ๗๖ จังหวัด ถ้าจะเสียไปสัก ๓ จังหวัดก็จะเป็นไรไป ถ้าคิดอย่างนั้นไม่ได้ครับ เพราะว่าบ้านเมืองนี้ เป็นของเรา เราคงไม่ยอมให้เสียไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว คงจะต้องเรียนว่าสิ่งที่เราจะต้องทํา ความตกลงร่วมกันก็คือต้องยกเอาปัญหาของบ้านเมือง เอาเรื่องของประเทศอยู่เหนือ เรื่องของการเมือง เพราะฉะนั้นการพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ต่อจากนี้เป็นต้นไป สําหรับ กระผมนั้นคงจะไม่พูดถึงเรื่องพรรคการเมือง คงจะไม่พูดกันถึงเรื่องรัฐบาลว่าในยุคไหน ใครทําอะไร แต่เราจะต้องมาช่วยกันหาทางออกครับว่าทําอย่างไรที่จะให้พี่น้องประชาชน ตรงนั้นได้อยู่กันอย่างสุขสบาย ทําอย่างไรที่จะให้แผ่นดินไทยนั้นอยู่ครบทุกตารางนิ้ว นี่คือเป้าหมายสูงสุดในการที่เราพิจารณาเรื่องของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งหนึ่ง ที่จะต้องทําความตกลงร่วมกันก็คือ วันนี้ประเทศไทยของเราโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการที่จะให้บรรลุถึงเป้าหมายทั้ง ๒ ด้าน ก็คือ ๑. ประชาชนอยู่ดีมีสุข ๒. ประเทศชาติมีความมั่นคง ตอนนี้เราคงจะต้องให้ความร่วมมือ ด้วยกันทุกฝ่ายครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่ ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือด้านภายในประเทศ ด้านที่ ๒ ก็คือด้านนอกประเทศ วันนี้เรื่องด้านในประเทศนั้นเราก็พูดกันมามากจากทุกท่าน ที่ได้แสดงความคิดเห็นออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่กระผมคิดว่าเรื่องที่เราจะละเลยเสียไม่ได้ก็คือ การแก้ไขปัญหาในครั้งนี้จะใช้สตางค์อย่างเดียวไม่ได้ครับ ต้องใช้สติด้วย เพราะฉะนั้น การใช้สติในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าเงินอย่างเดียวไม่สามารถ จะบันดาลความสุขทุกสิ่งทุกอย่างได้ เราพูดกันเรื่องเยียวยาสําหรับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ถ้าเราจะคิดวาทําอย่างไรไม่ให้มีการเสียชีวิตจะดีกว่าหรือไม่ เรื่องนี้ต้องใช้สติ ประการหนึ่งที่จะต้องเรียนกับท่านที่เคารพ ก็คือว่าเม็ดเงินงบประมาณของแผ่นดินที่ทุ่มเท ลงไปนั้นมากมายก่ายกอง แต่ว่าในสิ่งหนึ่งที่เราต้องการได้ก็คือต้องการได้ใจ เพราะว่าถ้าหาก เราได้ใจเขาเราก็จะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่จะขออนุญาตได้เรียนต่อท่านประธาน ซึ่งท่านประธานเองผมยอมรับครับว่าเป็นพี่น้องชาวพุทธที่มีความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรม ของมุสลิม วัฒนธรรมอิสลามดีที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดินนี้เท่าที่ผมได้รู้จักมักคุ้น คงจะต้อง เรียนครับว่าวันนี้ปัญหาจากภายนอกเป็นปัญหาที่มีความสําคัญไม่ย่นย่อไปกว่าเรื่องที่เรา จะต้องช่วยกันขบคิดเรื่องภายใน วันนี้ประชาคมทั้งโลกที่มีอยู่ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านคน เป็นประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามไม่น้อยกว่า ๑,๘๐๐ ล้านคน คนจํานวน ๑,๘๐๐ ล้านคน เขามีมิติสัมพันธ์ที่ไปมาหาสู่กันและมีข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ได้โดยตลอด มุสลิมทั่วโลกเขาพบกันเขารู้จักกันทันทีด้วยการทักทาย ประโยคแรกที่เขาพบกัน ไม่ว่าคนในจังหวัดนนทบุรีของท่านประธาน กับคนที่สุไหงปาดี ของบ้านท่านเจะอามิงพบหน้ากันเขาก็กล่าวอัสสลามุอะลัยกุม พบกับคนยูนานก็ใช้คําพูดนี้ พบกับคนมินดาเนา ฟิลิปปินส์ก็ใช้คําพูดนี้ เพราะฉะนั้นพอเขาทักทายกัน เขาแสดงออกถึง ความเป็นพวกเดียวกัน เป็นพี่เป็นน้องกันในหลักการแห่งความศรัทธา วันนี้เราต้อง ยอมรับครับว่าเรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทําอย่างไรที่เราจะต้องทําความเข้าใจ กับคนข้างนอกว่านี่เป็นเรื่องภายในของพวกเรา ไม่ได้เป็นเรื่องในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ทางศาสนา เพราะมีความพยายามที่จะใช้องค์กรระหว่างประเทศ เช่น โอไอซี ออแกนไนเซชั่น ออฟ เดอะ อิสลามมิค คอนเฟอเรนซ์ (Organization of The Islamic Conference) องค์กรเหล่านี้มันเป็นองค์กรที่พยายามที่จะเชื่อมโยงประเทศมุสลิมเข้าด้วยกัน ก็คงจะต้อง เรียนท่านครับว่า ประเทศไทยมีความโชคดีมาก ต้องขออนุญาตยกเครดิต (Credit) ให้รัฐบาล ในอดีตสมัย ท่านชวน หลีกภัย ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชื่อ สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในการเจรจานําเอาประเทศไทยของเราซึ่งเป็นประเทศพุทธประเทศเดียวเข้าไป เป็นสมาชิกผู้สังเกตการณ์ในโอไอซีได้สําเร็จ เขาไม่รับประเทศอื่นเป็นสมาชิกสังเกตการณ์ นอกจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราจึงมีตัวแทนของประเทศไทยเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ ในการประชุมหารือแต่ละครั้งของโอไอซีว่าเขาจะพูดคุยเรื่องอะไรกันบ้าง แน่นอนที่สุดครับ ก็มีความพยายามจากคนที่คิดแปลกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ พยายามที่จะนํา เอาเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่โต๊ะการประชุมของโอไอซี ครั้งหนึ่งที่การาจี ที่ปากีสถาน พยายามที่จะไปแจกจ่ายเอกสารเหล่านี้โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ในอินโดนีเซีย ซึ่งรัฐบาลและคนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมประมาณ ๒๐๐ กว่าล้านคน ได้กระทําต่อพี่น้อง ชาวคริสต์ในติมอร์ เหตุเกิดขึ้นประมาณ ๒,๐๐๐ ครั้ง ในที่สุดยูเอ็น (UN) ยื่นมือเข้ามา แก้ปัญหา มีการทําประชามติแล้วก็แยกตัวออกไปเป็นอิสระ เขาก็บอกว่ารัฐบาลในวันนั้น ได้ดําเนินการแล้วเขาก็เอาตัวเลขที่สะสมมานี่ไปฟ้องโอไอซีว่า มีการกระทําจากรัฐบาลที่เป็น พุทธต่อคนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมมากกว่า ๔,๐๐๐ ครั้ง เมื่อเขา เอาตัวเลขอย่างนี้ไปพูด มันทําให้บางประเทศตาลุกครับ เห็นว่าเป็นเรื่องของการรังแก ระหว่างคนที่นับถือศาสนา วัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่ว่าประเทศไทยก็โชคดีครับ จากการที่ เรามีพันธมิตรหลายประเทศในกลุ่มประเทศอาหรับไม่ว่าจะเป็นบาห์เรนก็ดี หรือแม้กระทั่ง อินโดนีเซียก็ดี เขาก็พยายามในการที่จะช่วยเหลือ และในที่สุดเรื่องนั้นก็ตกลงไปจากเวที การประชุมของโอไอซีที่การาจี ครั้งถัดมาครับ สิ่งที่เราเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุด เขาไปประชุม กันที่ดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย ซึ่งเป็นที่พํานัก ถิ่นพํานักของนายตนกูบีรอ กอตอนีลอ ซึ่งประกาศตัวเป็นผู้นําในการปลดปล่อยรัฐปัตตานี เราก็ส่งตัวแทนไปสังเกตการณ์ครับ ในรัฐบาลชุดนี้ละครับ ซึ่งวันนั้นผมจําได้ว่ามีคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ วันนั้นเป็นผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไป มีคุณมะหะดี วิมานะ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจําเตหะรานไป มีคุณดํารง พุฒตาล มีคนที่สังคมโลกเขารู้จักว่าเป็นมุสลิม ไปทําความ เข้าใจ ในที่สุดเรื่องเหล่านี้ก็ไม่เข้าสู่เวทีการประชุมของโอไอซี การประชุมครั้งใหม่ก็จะเกิดขึ้น เข้าใจว่าที่อียิปต์ เรื่องเหล่านี้ผมเรียนท่านที่เคารพครับว่าการที่จะทําให้ต่างประเทศไม่มา ยุ่งเกี่ยวกับเราคงจะต้องนําเอาสิ่งที่รัฐบาลและประเทศนี้ให้กับพี่น้องมุสลิม ซึ่งเป็นเรื่องที่ ถือได้ว่าเป็นการให้สิทธิเสรีภาพทางศาสนาเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นําเสนอออกไป วันนี้ ทําอย่างไรครับ จะให้การข่าวของเราเป็นที่ยอมรับของพี่น้องมุสลิมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุด ท่านประธานผมขออนุญาตเรียนว่า สิ่งที่เราต้องพูดคุยกันบนเวทีนี้ก็คือเรื่องการศึกษาที่เขาต้องการ วันนี้ประเทศไทย ให้การสนับสนุนพี่น้องทุกศาสนิก เราให้เงินนิตยภัตกับพระสงฆ์ให้เงินอุดหนุนโรงเรียน พระปริยัติธรรมในบวรพระพุทธศาสนา เราก็ดูแลโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ ไม่ได้ลดหย่อนไปกว่ากันเลย ในสมัยรัฐบาลชวน ๑ ซึ่งช่วงนั้นผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ปรับเงินอุดหนุน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา โรงเรียนที่มีคุณภาพมาตรฐานจากมาตรา ๑๕ (๒) เป็น มาตรา ๑๕ (๑) ปรากฏว่าเวลานี้เงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้กระทั่งโรงเรียนท่าอิฐศึกษาในเขตเลือกตั้งของท่านประธานเองก็ได้อานิสงส์จากระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการเมื่อครั้งนั้นซึ่งออกมาเมื่อปี ๒๕๓๗ วันนี้การศึกษาเป็นการศึกษา ทางเลือก เขาสามารถเรียนโรงเรียนนราสิกขาลัยได้ โรงเรียนอัตตัรกิยะห์อิสลามียะห์ได้ คุณภาพการศึกษาเท่าเทียมกัน เรียนโรงเรียนระแงะวิทยาได้ เรียนโรงเรียนดารุสลามได้ วันนี้ ผมเรียนท่านที่เคารพครับ ต้องเอาเรื่องอย่างนี้ออกไปเผยแผ่ แม้กระทั่งในเรื่องการจัดตั้ง มัสยิด ในบางประเทศต้องมีการทําประชาพิจารณ์ แม้กระทั่งในประเทศมหาอํานาจตะวันตก ถ้าหากคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยสร้างมัสยิดไม่ได้ ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายกีดกันครับ เราจะสร้างมัสยิดตรงไหนก็ได้ถ้ามีความพร้อม ถูกต้องตามหลักศาสนบัญญัติ นอกเหนือจากนั้นครับ การแสดงสัญลักษณ์ที่นี่จะมีดาว มีโดม อย่างไรก็ไม่มีใครไปห้าม ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขออนุญาตเอ่ยนาม มีกฎหมายห้าม ไม่ให้มีโดม ไม่ให้มีดาวเดือน ในประเทศฝรั่งเศสคลุมฮิญาบไม่ได้ ที่นี่เวลานี้สตรีมุสลิม คลุมฮิญาบได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม วันนี้ในเรื่องกิจการฮัจญ์ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียเกิดมาแล้วไปฮัจญ์ได้ครั้งเดียวในชีวิต ประเทศไทยไปกี่ครั้งก็ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าเป็นจุดแข็งที่ขอฝากคณะกรรมาธิการช่วยบรรจุไว้ด้วย ต้องนําเสนอรัฐบาลให้ใช้ จุดแข็งนี้ในการทําความเข้าใจกับประชาคมมุสลิมทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกเหนือจากนั้นครับ ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ในสังคมนี้เป็นสังคมที่ให้โอกาส ทัดเทียมกันครับ เคยมีประเทศไหนบ้างครับที่ให้คนซึ่งไม่ได้นับถือศาสนาที่คนส่วนใหญ่ นับถือ เป็นรัฐมนตรีก็ได้ เป็นประธานรัฐสภาก็ได้ ที่นี่มีทุกอย่าง เพราะฉะนั้นวันนี้เรื่องของ การข่าวเป็นเรื่องสําคัญ เรื่องข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องสําคัญ แม้กระทั่งในพื้นที่ ทําอย่างไรจะให้ ประชาชนเชื่อข่าวที่เป็นความจริงจากรัฐมากกว่าข่าวปล่อยข่าวลือ ไม่ใช่เขาบอกว่าวันนี้ นายแมถูกอุ้มไป คนชื่อแมนี้มีเยอะครับครับใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชื่อแม ชื่อแซ ชื่อฮะ ชื่อโกะ ชื่อเอ็ง ชื่อสะปอปา สะตาปอ แต่เสร็จแล้วเขาไม่เอ่ยนามสกุลครับ เขาเอ่ยหมู่บ้าน แมไหนครับ แมสุไหงปาดี แวไหน แวเจาะไอร้อง และเสร็จแล้วคนตําบลนั้น ชื่อมันทับกันมากมายก่ายกอง วันนี้ทําอย่างไรจะให้ประชาชนเชื่อข้อมูลข่าวสารจากราชการ มากกว่าข่าวลือ ข่าวปล่อย ที่ฝ่ายตรงข้ามผู้ไม่หวังดีเขาสร้างขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเรียนว่าวันนี้ต้องขออนุญาตชมเชยครับ ผมทราบว่ารัฐบาลเองก็ได้พยายาม ทําทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในสิ่งที่จะทําให้เกิดความมั่นคงของรัฐ อย่างน้อย ในช่วง ๓ เดือนนี้ ขออนุญาตยกเป็นตัวอย่าง ๓ เดือนจากเดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์นี้ รัฐบาลได้ทํากิจกรรมที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ และเป็นการให้สิทธิเสรีภาพ ให้โอกาสกับพี่น้องมุสลิมมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่การประชุมเอเมด (AMED) ซึ่งเป็นการประชุมบนเวทีร่วมกันทางด้านวัฒนธรรม การศึกษา การค้า ระหว่างประเทศในเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ ถัดมา อีก ๑ สัปดาห์มีเวทีการประชุมสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ครับ ประชุมผู้บริหาร สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรอิสลามศึกษาของโลก ๑๗ ประเทศ ๖๐ มหาวิทยาลัย มาประชุมร่วมกันที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นอกเหนือจากนั้น ขออนุญาตท่านประธานอีกสัก ๑ นาทีครับ ซึ่งมันเป็นสารประโยชน์ที่ต่อเนื่องกัน การประชุม ครั้งนั้นมีโปรเฟสเซอร์ (Professor) จากประเทศการ์ตาท่านหนึ่งได้ขึ้นไปพูดบนเวทีว่า ถ้าไม่ได้มาเยือนประเทศไทยจะไม่เชื่อเลยว่าประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นพุทธ รัฐบาลเป็นพุทธ ให้สิทธเสรีภาพกับชาวมุสลิมมากกว่าประเทศมุสลิมบางประเทศเสียอีก นี่เป็นคําพูดของ ท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยจากประเทศการ์ตาซึ่งอยู่ในตะวันออกกลาง นอกเหนือจากนั้น มีนักวิชาการจากอียิกต์ จากซาอุดิอาระเบีย จากทุกประเทศมาร่วมกันประชุมสัมมนา ๓ วัน ๓ คืน ถัดมาอีก ๒ สัปดาห์ รัฐบาลสนับสนุนเรื่องการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย งานที่รําลึกถึงการประสูติของท่านนาบี มูฮัมหมัด เป็นการประกาศเกียรติคุณไปทั่วโลก ถ่ายทอดทีวี ๔ สถานี ทั้งช่อง ๕ ช่อง ๙ ช่อง ๑๐ เอ็นบีที (NBT) แล้วก็โกลบอล เน็ทเวิร์ค (Global Network) พี่น้องมุสลิมทั่วโลกเขาเห็นถึงสิ่งที่ราชสํานัก ราชนิกูรชั้นสูงคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานที่เป็นงานสําคัญ ทางศาสนา เรื่องอย่างนี้รัฐบาลทําถูก ทําดี เราต้องส่งเสริม
ต่อไปครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันที่ ๒ ถึง ๔ กุมภาพันธ์ รัฐบาลโดยกระทรวง การต่างประเทศสนับสนุนให้มีการจัดประชุมเวทีสัมมนาอิหม่ามมัสยิดอาเซียน ในกรุงเทพมหานคร เพื่อระดมความคิดเห็นในการที่จะต่อจิกซอร์ (Jigsaw) ถึงมิติสัมพันธ์ ของประชาคมมุสลิมในอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยใช้บทบาทของมัสยิดเป็นศูนย์กลาง ในการพัฒนา และลด ละ เลิก เรื่องอบายมุข เรื่องดี ๆ อย่างนี้ผมเรียนท่านประธานครับว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามทํา แต่บางครั้งข่าวเหล่านี้ไม่ออกไป ก็คงเป็นสโลแกน (Slogan) ที่ว่าข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียเงิน เพราะฉะนั้นข่าวดี ๆ ไม่ค่อยได้ออกไปสู่สาธารณะ สุดท้ายครับ ความตกระกําลําบากของลูกหลานพี่น้องชาวปักษ์ใต้ซึ่งไปเรียนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรที่ประเทศอียิปต์ ที่กรุงไคโร มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๒,๕๐๐ คน วันนี้รัฐบาล ก็ได้ใช้ความพยายามช่วยเหลือทุกวิถีทางเพื่อจะนําเอานักศึกษาเหล่านั้นกลับมาตุภูมิ ให้ปลอดภัย สิ่งดี ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันจะเป็นจุดแข็งในการที่เราจะรุกเพื่อให้มวลชน ส่วนใหญ่กลับมาเชื่อมั่นในราชอาณาจักรไทย ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่พึ่งของ พี่น้องชาวไทยทุกคน ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเป็นคนเกิด ที่กรุงเทพมหานครครับท่านประธาน แต่ลูก ๆ ผมไปเรียนใน ๒ จังหวัด ที่นราธิวาส ๔ คน ที่ปัตตานี ๔ คนในอดีต ก็เลยรู้ ซึมซับว่าวัฒนธรรมที่นั้นเขาคิดอย่างไร อยากจะเรียนท่านประธานว่า แต่เดิมในหลวงของเรา เสด็จไปที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนเขาเรียกว่ารายอ ซีแย เป็นกษัตริย์ของสยาม แต่หลังจากที่พระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือพสกนิกรในภูมิภาคนั้น วันนี้คนทุกหมู่บ้านทุกตําบลเขาไม่เรียกรายอ ซีแย ครับ เขาเรียก รายอ กีตอ พระมหากษัตริย์ของเรา นั่นคือพระองค์ทรงเป็นครูของแผ่นดินที่ได้ทรงมอบทฤษฎีให้กับ พวกเราว่าเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราเดินตามแนวพระราชดํารัส ของพระองค์ท่าน ผมมั่นใจว่าประเทศไทยของเราคงจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ลุล่วง ไปได้ด้วยดี ขอขอบพระคุณครับ