สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดถึงการขอขอบคุณสมาชิกสภาที่เสนอญัตติ และการดำเนินการประชุมอย่างเปิดเผย มีการสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่สถาบันรัฐสภายังใส่ใจและห่วงใยประชาชนพร้อมที่จะทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหา และอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และชี้แจงแนวทางแก้ไข

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ไม่ใช้เวลามากขนาดนั้นครับ ก่อนอื่นสิ่งแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกและท่านประธาน ก็คืออยากจะ ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ตั้งแต่ท่านสมาชิกที่ได้มีการเสนอญัตติในวันนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องซึ่งมีความละเอียดอ่อน มีความอ่อนไหวสูง แต่ว่าเราก็ดําเนินการ ประชุมในลักษณะของการเปิดเผย และก็สมาชิกในภาพรวมก็ได้อภิปรายไปในลักษณะ ซึ่งมีความตั้งใจดี มีการสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่บ้างก็เป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ที่อยากกราบเรียนเช่นนี้ก็เพราะว่าผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนเองมีความรู้สึกว่า เวลาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ สถาบันรัฐสภาของเรายังเป็นสถาบันที่ใส่ใจ ห่วงใยพี่น้องประชาชน แล้วก็พร้อมที่จะทํางานร่วมกันในการที่จะนําพาบ้านเมืองให้ผ่านสถานการณ์ยาก ๆ ไปได้ กราบเรียนว่าในช่วงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมมีโอกาสโทรศัพท์ไปหา ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษ ๒ ท่าน ท่าน ส.ส. ธเนศ กับ ส.ส. อุดมลักษณ์ แล้วก็ขออภัยที่ไม่ได้ติดต่อท่านอื่น ๆ เพราะว่าไม่ได้มีความคุ้นเคยกับท่านอื่น ๆ เท่ากับ ๒ ท่านที่ผมได้เอ่ยนามเมื่อสักครู่ แล้วก็ โทรไปก็เพื่อที่จะสอบถามทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน แล้วก็ต้องขอขอบคุณว่าทั้ง ๒ ท่านนั้น ได้ยืนยันหนักแน่นว่าการทําหน้าที่ของท่านทั้งหลายในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้น จะไม่มาคิดถึงปัญหาเรื่องความเป็นพรรคการเมือง ความเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน แต่ว่าจะทํา หน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งผมถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราได้เห็นความสมัครสมาน สามัคคี ซึ่งแม้ว่าท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม บอกวันนี้ไม่ใช่เรื่องสมานฉันท์ก็ไม่เป็นไร แต่ว่า เป็นเรื่องที่เราก็มาทําหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดในการที่จะติดตามแล้วก็หาแนวทางในการ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของประเทศไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องซึ่งอยู่ ในความสนใจของพี่น้องประชาชนมาเป็นระยะเวลายาวนาน เฉพาะในช่วงที่ผมเข้ามารับ หน้าที่ ทําหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินก็มีหลายช่วง หลายเหตุการณ์ ซึ่งมีผลกระทบ ต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศ บางครั้งก็เป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้นบริเวณชายแดน บางครั้ง ก็อาจจะเป็นความขัดแย้งในเรื่องอื่น บางครั้งก็เป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศของ ทั้ง ๒ ประเทศที่มีผลต่อสภาพปัญหาความสัมพันธ์ตรงนี้ นโยบายที่ผมได้พูดอย่างชัดแจ้ง ในทุกโอกาส ในทุกสถานการณ์ก็คือว่ารัฐบาลมีหน้าที่ในการรักษาประโยชน์ของประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ ส่วน

ส่วนที่ ๑ แน่นอนที่สุด รัฐบาลจะต้องปกป้องอธิปไตยของประเทศ รักษา ดินแดน รักษาสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศของเราพึงมี ตรงนี้ไม่สามารถที่จะไป ประนีประนอม หย่อนยาน ละเลย ละเว้นได้เป็นอันขาด

ประการที่ ๒ นโยบายของรัฐบาลต้องตั้งอยู่บนเป้าหมายในการที่จะ เสริมสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา แล้วก็รวมทั้งกรณีของประเทศ กัมพูชา เพราะผมก็ย้ําหลายครั้งครับว่าอย่างไรเสียประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาก็ต้องเป็น ประเทศที่อยู่ติดกัน เป็นเพื่อนบ้านกัน และในขณะนี้เราก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกของประชาคม อาเซียน ซึ่งกําลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นแฟ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรม

ประการที่ ๓ ซึ่งมีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ๒ เรื่องแรก ก็คือชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือตลอดแนวชายแดน เพราะพี่น้องเหล่านี้ เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกเกือบทุกท่านได้แสดงออก คือคนที่จะได้รับ ผลกระทบมากที่สุด ยาวนานที่สุดจากการดําเนินนโยบายต่าง ๆ และจากปัญหา หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้เพื่อนสมาชิกก็คงจะเห็นตรงกับผม และที่ผมฟังจากคําอภิปรายในวันนี้แทบจะกล่าวได้ว่าทุกคนหรือเกือบทุกคนก็เห็นด้วยว่า ประโยชน์ ๓ ส่วนนี้ต้องเป็นธงนําในการดําเนินนโยบายและในการตัดสินใจต่าง ๆ และแน่นอนครับ ในการที่จะดําเนินการให้เป็นเป้าหมายทั้ง ๓ ประการนี้มันก็ต้องมีการเลือก วิธีการที่จะดําเนิน และผมก็คิดว่าในสภาแห่งนี้เราก็พูดตรงกัน เหมือนกัน เช่นเดียวกันว่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือวิธีที่เป็นวิธีโดยสันติ เพราะเราทราบครับว่าความขัดแย้งถ้าหากว่าลุกลาม บานปลายไปสู่การใช้ความรุนแรง การใช้กําลัง แล้วก็เลวร้ายที่สุดก็คือเข้าไปสู่ภาวะที่เป็น สงคราม แม้การสู้รบจะสิ้นสุดลงที่จุดใดจุดหนึ่ง ก็คงไม่เป็นคําตอบที่ยั่งยืนได้ในการที่จะดูแล ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เป็นบริเวณชายแดน ซึ่งก็จะต้องตกอยู่กับ ภาวะของความเสี่ยง ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่าวันนี้ต้องยอมรับครับ ผมก็ยืนอยู่ตรงกลาง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในการกําหนดท่าทีและการดําเนินนโยบายที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้ พี่น้องประชาชน ที่ฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ฟังแล้วอาจจะเกิดความเข้าใจว่าผมเป็นคนหนึ่ง ซึ่งกระหายสงคราม อยากจะนําพาประเทศไปสู่ความขัดแย้ง อยากจะเอาชนะคะคาน แต่พี่น้องประชาชนที่ไปฟังคนที่ชุมนุมอยู่นอกทําเนียบรัฐบาลก็จะได้ฟังว่าผมเป็นคนขายชาติ เป็นคนอ่อนแอ ไม่คิดจะสู้ ไม่คิดจะปกป้อง ผมเป็นทั้ง ๒ อย่างพร้อมกันไม่ได้หรอกครับ และผมก็ไม่ได้เป็นทั้ง ๒ อย่าง ผมตั้งมั่นอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน และดําเนินนโยบายด้วยความรัดกุม ด้วยความรอบคอบ และด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกลไกของรัฐและพี่น้องประชาชนที่ให้ความเข้าใจกับความละเอียดอ่อน ของสถานการณ์ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเมื่อนโยบายเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ผมได้ให้ท่านรัฐมนตรี อิสสระ ท่านรัฐมนตรีบุญจงได้ชี้แจง และจากการลงพื้นที่ของท่านรัฐมนตรีชวรัตน์ รัฐมนตรี องอาจ และรัฐมนตรีถาวรด้วย เป็นเรื่องที่ยังจะต้องทํางานกันอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ขอให้ ความมั่นใจโดยเฉพาะผู้แทนราษฎรในพื้นที่ว่าการเข้าไปช่วยเหลือนั้นจะต้องมีความต่อเนื่อง และจะต้องมีการดูแล และจะต้องมีการปรับปรุงแนวทางของการที่จะคุ้มครอง ให้ความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่มีปัญหาในขณะนี้และพื้นที่อื่น ๆ ในบริเวณ ชายแดนด้วย แล้วก็ขอกราบเรียนครับว่าทุกครั้งที่เรามีการตัดสินใจ มีการดําเนินนโยบาย เราจะประสานงานทั้งฝ่ายความมั่นคง ทั้งฝ่ายปกครอง ทั้งฝ่ายนโยบายการต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นได้ชัดว่าเริ่มเกิดเหตุการณ์ปะทะกันก็จะมีการสอบถามว่า นอกเหนือจากการที่กองทัพจะต้องปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยแล้ว แผนของ การดูแลพี่น้องประชาชนเวลาเกิดเหตุปะทะมีรองรับหรือไม่ อย่างไร ก็จะมีการประชุม ซักซ้อมกันทั้งในส่วนของฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง อย่างนี้เป็นต้น ในที่ประชุม คณะรัฐมนตรีเมื่อวาน คณะรัฐมนตรีก็มีความเห็นตรงกันหมดว่าการฟื้นฟู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่อยู่อาศัย การชดเชยความเสียหายต่าง ๆ นั้นจะต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง และหากมีความจําเป็นในการที่จะต้องยกเว้นกฎระเบียบ เพื่อที่จะให้การช่วยเหลือนั้น สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุด ครอบคลุม ก็จะดําเนินการเหมือนกับที่ เราได้ดําเนินการไปในกรณีที่เกิดภัยน้ําท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าตรงนี้ เป็นสิ่งที่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้มีความสบายใจ

ทีนี้ปัญหาของชายแดนไทย-กัมพูชา หลายท่านได้อภิปรายก็ตรงกับสภาพ ความเป็นจริง แต่ว่าบางเรื่องก็อาจจะมีความคลาดเคลื่อน ผมเพียงแต่ประสงค์ที่จะชี้แจงเพื่อให้ เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าแนวทางต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไร

ประการแรก ก็อยากจะเน้นย้ําว่าสภาพปัญหาของชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยังไม่สามารถดําเนินการจัดทําหลักเขตแดนให้มีความชัดเจนได้ในหลายพื้นที่ และในแต่ละ พื้นที่ก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน อย่างที่มีการปะทะกันก็เป็นไปอย่างที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายว่า มีปัญหาเพราะว่าฝ่ายหนึ่งถือแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ อีกฝ่ายหนึ่งยึดถือตามสนธิสัญญา หรือสันปันน้ํา บางพื้นที่ เช่นกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ๗ คนที่ได้เดินไปในบริเวณชายแดนก็จะ แตกต่างไปอีก คือไม่ได้มีการมาประกาศชัดแจ้งว่าฝ่ายหนึ่งยึดถืออะไร ตรงไหน มีหลักเขต ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นตรงกันว่าเส้นเขตแดนคือเส้นที่ลากตรงระหว่าง หลักเขต แต่ยังโต้แย้งกันอยู่ว่าหลักเขตที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันอยู่ในที่ที่ถูกต้องหรือไม่ เคยมี การย้ายหรือไม่ อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น และในบริเวณเส้นเขตแดนที่ยังไม่มีความชัดเจนนี้ ก็มีชุมชน ทั้งชุมชนไทย ทั้งชุมชนกัมพูชา ตลอดแนวชายแดนซึ่งตั้งอยู่ บางครั้งก็ปะปนกัน บางครั้งก็เป็นชุมชนที่ตั้งแล้วก็คร่อมอยู่ บนเส้นที่ปรากฏอยู่จากหลักเขตแดนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เป็นเครื่องมือ ที่จะทําให้การดํารงชีวิตของพี่น้องประชาชนตลอดแนวชายแดนสามารถดําเนินไปได้ ในระหว่างที่เส้นเขตแดนยังไม่มีความชัดเจน ไม่ใช่ยาวิเศษหรอกครับ บางคนไปบอกว่า เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ล้มเหลวถึงได้เกิดการปะทะขึ้น ไม่ใช่ครับ ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า กฎหมายเกือบทุกฉบับล้มเหลวเพราะยังมีการละเมิดกฎหมายกันอยู่ คงไม่ใช่ แล้วทางออก ก็คงไม่ใช่ว่าเมื่อมีการละเมิดกฎหมายแปลว่ากฎหมายล้มเหลว ไปยกเลิกกฎหมายก็ไม่ใช่ ขณะเดียวกันเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ก็ไม่ใช่เลวร้ายที่จะไปยกดินแดนให้กับใคร อย่างไร เพราะเป็นเพียงข้อตกลงในเรื่องของวิธีการในการหาข้อยุติว่า เส้นเขตแดนมันอยู่ตรงไหน ซึ่งกว่าจะตกลงกันได้ก็ต้องมีอีกหลายกระบวนการ ทั้งการเจรจา การสํารวจ การตกลงกัน ในฝ่ายบริหาร แล้วเสนอมาให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ สมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายว่า ช่วงผมเป็นฝ่ายค้าน ผมคัดค้านเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ อันนี้ไม่ใช่เลยครับ ที่คัดค้านนั้น คือแถลงการณ์ร่วมที่ไปเกี่ยวข้องกับปัญหามรดกโลก ซึ่งผมจะต้องกลับมาในประเด็นนั้น ไม่เคยครับ เช่นเดียวกันที่บอกว่าผมในฐานะฝ่ายค้านอภิปรายแล้วทําให้เกิดเข้าใจ และขณะนี้ ดําเนินนโยบายในลักษณะที่บอกว่าจะไปทําสงครามทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร นั่นก็ไม่ใช่ครับ เฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหาร คําอภิปรายของผมในยุคนั้นชัดเจนว่าเมื่อมีคําพิพากษาของ ศาลโลก ไทยปฏิบัติตาม รัฐบาลไทยในขณะนั้นมีการประกาศการสงวนสิทธิแล้วก็บอกว่า ถ้าจะมีการไปโต้แย้งต่อสู้ในเรื่องนี้ก็คือการนําหลักฐานใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็จะไปต่อสู้ ในกระบวนการของกระบวนการระหว่างประเทศครับ ไม่ใช่เรื่องของสงคราม ไม่ใช่เรื่องของ การสู้รบ อันนี้เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนว่าจุดยืนต่าง ๆ เป็นอย่างไร แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่ผมจําเป็นต้องอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเพื่อนสมาชิกคลางแคลงใจ สงสัยว่าสาเหตุของการปะทะกันที่เกิดในขณะนี้มันมาจากเรื่องใดกันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็มี การตั้งประเด็น ส่วนใหญ่ก็จะอยู่รอบ ๆ ๔ ประเด็นที่ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ได้ตั้งเอาไว้ ผมก็คิดว่าจําเป็นต้องชี้แจง แล้วก็จะอธิบายว่าความเป็นจริงที่มาของปัญหานี้มันอยู่ตรงไหน อย่างไร แต่สิ่งแรกที่ผมจะจําเป็นจะต้องพูดก็คือว่า ลักษณะของการปะทะกันครั้งนี้ หนักหน่วงอยู่ครับ แต่ก็ใช่ว่าการปะทะลักษณะนี้เพิ่งจะเกิดขึ้น เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ ผมเป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมเดินทางไปร่วมในงานพระราชทานเพลิงศพ พลทหารที่จังหวัดศรีสะเกษ จําได้ว่าพบกับท่าน ส.ส. อุดมลักษณ์ ผมไปในฐานะผู้นําฝ่ายค้าน เหตุขณะนั้นก็คือเหตุการณ์ปะทะกันที่บริเวณภูมะเขือ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผมไม่บอก หรอกครับว่าเหตุปะทะครั้งนั้นเป็นความผิด เพราะว่ารัฐบาลในขณะนั้นหรือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เพราะผมเข้าใจดีว่าปัญหาความตึงเครียดในบริเวณ ชายแดนมันอาจนําไปสู่เหตุการณ์ของการปะทะและความสูญเสียได้ ยกขึ้นมาเพื่อเพียงเตือน ความจําเท่านั้นละครับว่าเหตุการณ์อย่างนี้มี แล้วก็ปี ๒๕๕๒ ในช่วงเดือนเมษายนก็เกิด เหตุการณ์ปะทะกันด้วย แต่ถามว่าเป็นเพราะเรื่องไหน อย่างไรกันแน่ ประเด็นแรกที่พูดกันมากที่สุด ก็คือบอกว่า เป็นปัญหาของตัวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความจริงการอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เกิดขึ้นมา ๒ ครั้งแล้ว แล้วก็ คาดว่าจะมีครั้งที่ ๓ ตามมา แล้วก็ประเด็นที่มีการหยิบยกว่าก่อนที่ท่านมาดํารงตําแหน่ง ท่านเคยพูดจาอะไรไว้อย่างไรก็เป็นประเด็นซึ่งทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ผมกราบเรียนอย่างนี้ ครับ ถ้าจะไปสรุปว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ เป็นเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือว่านโยบายในภาพรวมของรัฐบาล ไม่ให้ความสําคัญ ผมยืนยันว่าไม่ใช่ กรณีประเทศพม่าผมก็กราบเรียนว่าขณะนี้ความร่วมมือ ที่สําคัญที่กําลังเดินไปข้างหน้าก็คือความร่วมมือในเรื่องของการพิสูจน์สัญชาติของแรงงาน ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เป็นครั้งแรกที่พม่ายินยอมให้มีการดําเนินการพิสูจน์สัญชาติในฝั่งเราครับ ซึ่งจะช่วยเร่งรัดอย่างมาก ให้การพิสูจน์สัญชาติของแรงงานที่เข้ามาจากประเทศพม่า แล้วมาขึ้นทะเบียนไว้ทําได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้ไปดูต่อว่าเราจะแก้ไขปัญหาแรงงานที่ยัง ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างไร กับ สปป. ลาว เราแก้ปัญหาเรื่องที่ยากมาก ๆ เรื่องหนึ่งไปสําเร็จ คือเรื่องของการส่งชาวม้งลาวกลับ แล้วก็ขณะนี้การเดินหน้าความร่วมมือทางด้านพลังงาน ก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย ราบรื่น ผมก็เพิ่งเดินทางไปในช่วงปลายปีเพื่อไปเปิดโครงการน้ําเทิน ๒ ประเทศมาเลเซียก็มีความร่วมมือในระดับของหน่วยงานด้านการข่าว ด้านความมั่นคง ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น ความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา ต้องยอมรับครับว่ามีขึ้น มีลง เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งยังได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เคยมีการเผา สถานทูตของไทยในประเทศกัมพูชา ก็เคยรุนแรงถึงขั้นนะครับ อย่าลืมว่าสถานทูตไทย ในประเทศกัมพูชาก็ต้องถือว่าเป็นเสมือนกับอยู่เป็นอธิปไตยของเราเหมือนกัน ก็เคยเกิดขึ้น แล้วก็แก้ไขกันมาได้

ทีนี้ประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาว่าเป็นเพราะไปดําเนินการเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถึงทําให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย เช่น พูดถึงบทบาทของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ทํานองที่ว่าเราไปตอบโต้ในทางไม่เหมาะสม ความจริงท่านไปดูคําสัมภาษณ์ของผมได้ทุกครั้งในเรื่องนี้

ประการแรก ประเด็นของการตั้งที่ปรึกษานี่ไม่ใช่ประเด็นหลักครับ แต่ประเด็น ที่เราจําเป็นจะต้องมีการตอบโต้ก็คือว่าขณะนั้นประเทศกัมพูชาได้แสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ว่า ไม่ยอมรับกระบวนการของศาลประเทศไทย แล้วก็เป็นการแสดงออกในลักษณะซึ่งกระทบ กับสถาบัน ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันหลักหนึ่งนะครับ ระบบศาลของเราในประเทศไทย ถ้าท่านไปดู คําสัมภาษณ์ของผม การตอบโต้คือตรงนั้นต่างหาก เพราะมันนําไปสู่ประเด็นที่เขาพูดถึงว่า อย่างไรก็ไม่สนใจที่จะพูดถึงการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะไม่ให้ความเชื่อถือหรือมีการตําหนิ ศาลประเทศไทย แล้วก็การที่รัฐบาลได้ตัดสินใจแขวนเอ็มโอยูที่เป็นข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ในทะเล ก็เป็นเหตุผลว่าเมื่อเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนว่าข้อตกลงดังกล่าวทําขึ้น ในขณะที่บุคคลคนหนึ่งเป็นผู้นําของประเทศไทย แต่วันนี้กลับกลายไปเป็นที่ปรึกษาของ รัฐบาลของอีกฝ่ายเราก็แขวนเอาไว้ มันเป็นเรื่องหลักของการใช้ธรรมาภิบาล และหลักของ การที่จะยืนยันการปกป้องระบบหรือสถาบันของประเทศครับ ไม่ได้เกี่ยวกับตัวบุคคล และที่บอกว่าเราไปงดความช่วยเหลือ ไม่มีครับ เรื่องถนนหนทาง เรื่องโครงการต่าง ๆ นั้น รัฐบาลก็บอกว่าเดินต่อตามปกติ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ไม่อยากให้ท่านคลาดเคลื่อนครับ ผมพูดถึง ๒ ประเด็นคือตัวท่านรัฐมนตรีแล้ว และพูดถึงที่มีการหยิบยกว่าความสัมพันธ์นี้เป็นเพราะปัญหาที่ไปเกี่ยวข้องกับ อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทําให้รัฐบาลนี้มีปัญหานี้หรือไม่ อย่างไร เพื่อที่จะบอกว่าความจริง มันไม่ใช่ แล้วตัวเลขการค้าชายแดนที่ท่านได้พูดถึงนี้จะส่งออก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จะนําเข้า ประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เติบโตมาจากปีก่อนนี้เยอะมาก ถ้าบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศในช่วงที่ผ่านมามันล้มเหลว การค้าชายแดนไม่เติบโต อย่างนี้ครับ ถ้าคิดมาเป็นร้อยละผมว่าน่าจะ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ครับ และการดําเนิน นโยบายของกระทรวงการต่างประเทศที่ท่านรัฐมนตรีกษิตรับผิดชอบ หลังจากที่เกิดเหตุ ปัญหาเรื่องที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชาแล้ว ได้นํามาสู่การพบปะระหว่างผมกับ นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาในระยะเวลาอันสั้นถึง ๔ ครั้ง ที่เป็นการพบปะเจรจากัน แบบทวิภาคี บางครั้งก็ใช้ระบบที่เรียกว่าอยู่กันตัวต่อตัวเลยครับ เพียงแต่ว่าต้องมีล่ามอยู่ด้วย เพราะว่าผมไม่สันทัดเหมือนท่านประธาน แต่ว่า ๔ ครั้งที่ได้พบปะได้นํามาสู่กิจกรรม หลายอย่าง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง ๒ ประเทศ รวมไปจนถึง การจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน ที่เอาสื่อของประเทศกัมพูชามาเยือน ประเทศไทย เอาสื่อประเทศไทยไปเยือนประเทศกัมพูชา สร้างความเข้าใจให้ดีขึ้นระหว่าง กันและกัน ยังมีกิจกรรมทางด้านดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา แล้วก็วันที่ ๑๗ ที่จะถึงนี้ เพียงเมื่อวันสองวันก่อนนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาก็ยังพูดว่าอยากจะให้งานแสดง นิทรรศการสินค้าไทยในวันที่ ๑๗ ที่พนมเปญเดินต่อ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าไม่ใช่ครับ ครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้ายที่ผมพบนายกรัฐมนตรีกัมพูชานี้เรายอมรับว่าบางปัญหามันเป็น ปัญหาที่ตกค้างมาจากประวัติศาสตร์ และเราจะเก่งอย่างไรเราก็เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ได้ แต่เราพยายามไม่ให้ปัญหานี้มันลุกลามจากจุดหนึ่งไปเป็นจุดอื่น ๆ แล้วก็เราต้องคํานึงถึง ภาพรวมของความสัมพันธ์ และผมก็เชื่อเหมือนที่หลายท่านพูดว่าถ้าความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นก็จะทําให้ปัญหา การกระทบกระทั่งระหว่างกันนี้มีน้อยลง เพราะทําให้เกิดการพึ่งพาซึ่งกันและกันมากขึ้น ผมยืนยันว่าแนวทางนี้ทํา เช่นเดียวกับที่หลายท่านได้เสนอแนะเป็นข้อเสนอที่ผมเห็นด้วย เป็นประโยชน์ แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่าปฏิบัติอยู่แล้วครับ เช่นท่านบอกว่าต้องใช้ทุกระดับ ในการเจรจา บางครั้งเราทราบดีว่าโดยประวัติศาสตร์ โดยเหตุผลทางระบบกองทัพซึ่งทํา หน้าที่ในการปกป้องประเทศ บางทีต้องไปทําหน้าที่ในการเจรจาด้วย แนะนําว่าผมควรจะทํา ให้ฝ่ายท้องถิ่นหรือฝ่ายภูมิภาค เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือท้องถิ่นที่เขาอยู่ใกล้เคียงกันเป็น ฝ่ายพูดคุยกันในระดับพื้นที่ ผมขอยืนยันว่าทําหมดครับ เพียงแต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้อง เปิดเผยตลอดเวลาเสมอไปว่าใครไปเจรจากับใคร แต่ยืนยันได้ว่าทําตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะให้ความมั่นใจกับท่านทั้งหลายเช่นเดียวกัน

ทีนี้ปัญหาถัดมาที่ท่านบอกว่าเป็นชนวนของความขัดแย้งตรงนี้หรือไม่ ก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปีใหม่ก็คือกรณี ๗ คนไทย ซึ่งรวมถึงท่าน ส.ส. พนิช วิกิตเศรษฐ์ ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังครับ ถามผมกี่ครั้งผมก็ตอบตามความเป็นจริง ว่าที่คุณพนิช เดินทางไปบริเวณชายแดน ผมทราบไหม ผมทราบครับ แล้วก็เหตุผลที่ผมให้คุณพนิชเข้าไป แลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มคนไทยซึ่งเขามีความคลางแคลงใจในเรื่องปัญหาชายแดน ผมทํา ด้วยเจตนาดี เจตนาบริสุทธิ์ ประการหนึ่งก็เหมือนกับที่ท่าน ส.ส. คุณพนิชสะท้อนไว้เองใน การอภิปรายของท่านว่ามันเป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในวิถีทางประชาธิปไตย และเป็น หน้าที่ของคนที่สามารถจะช่วยรัฐบาลได้ แม้จะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ผมได้สื่อสารไปถึงฝ่ายประเทศกัมพูชาแล้วด้วย ก็คือว่าเหตุที่คุณพนิชเข้าไปเนื่องจาก ต้องยอมรับว่ากลุ่มพี่น้องประชาชนที่คลางแคลงใจในเรื่องชายแดนและเคลื่อนไหว หากรัฐบาลไม่ไปรับฟังเขาเลย หากรัฐบาลไม่พยายามไปประสานกับเขาเลย รังแต่จะทําให้ เกิดความตึงเครียดมากยิ่งขึ้นระหว่างประเทศ เพราะก็เป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกเกือบทุกท่าน อภิปรายว่าทางประเทศกัมพูชาเขาก็สามารถดูโทรทัศน์เหมือนที่เราดู ฟังข้อมูลจากมวลชน ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างที่เราได้ยิน ซึ่งอาจจะนําไปสู่ความเข้าใจผิดและเกิดปัญหาได้ระหว่าง ประเทศ ผมจึงบอกว่าที่ส่งคุณพนิชไป ๑. พยายามจะแก้ปัญหาให้ราษฎรในประเทศ และ ๒. เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความเข้าใจที่ดีขึ้น นั่นคือเจตนาครับ แต่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่าเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการประสานงาน หลายคนไม่เชื่อ ที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ แล้วก็ยังยืนยันอยู่ว่าคุณพนิชแจ้งผมจริง ๆ ว่า ไปจังหวัดปราจีนบุรี ไม่ได้ไปจังหวัดสระแก้ว ถามว่าทําไม ผมก็มาเข้าใจภายหลังนี้ครับว่า กลุ่มคนซึ่งท่าน ส.ส. จังหวัดสระแก้วได้พูดนี่เอาประเด็นเรื่องเอกสารสิทธิมาเป็นตัวตั้ง เอกสารสิทธิเหล่านั้นออกมาในวันที่ยังไม่มีจังหวัดสระแก้วครับ มันจึงใช้คําว่า จังหวัด ปราจีนบุรี แล้วเวลาเขาแจ้งคุณพนิช ผมก็เข้าใจว่าเขาคงบอกว่าที่ที่เขาพูดถึงจะ น.ส. ๓ สค. ๑ หรือ ภบท. หรืออะไรก็ตาม มันจะใช้จังหวัดปราจีนบุรีครับ ไม่ได้ใช้จังหวัดสระแก้ว นั่นคือเหตุผล แล้ววันที่จะไปผมก็ยืนยันได้ ๒ อย่าง คือ ๑. ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าคุณพนิช ไปกับคุณวีระ เพราะผมทราบว่าคุณพนิชประสานอยู่นี่ประสานอยู่กับคุณแซมดิน ผมไม่ได้ มีปัญหาอะไรกับคุณวีระครับ แต่ว่าถ้าผมทราบว่าไปคุณวีระผมก็คงจะต้องเตือน เพราะคุณวีระ เพิ่งถูกจับกุมในบริเวณดังกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากนั้นคุณพนิชก็ได้บอกกับ ผมว่าเวลาที่จะไปในพื้นที่คงมีความจําเป็นที่จะต้องประสานกับเจ้าหน้าที่ ตรงกับที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศพูดครับ ซึ่งในกรณีนี้ในพื้นที่นี้คือ ตชด. ผมก็บอกท่าน ส.ส. พนิชเอาไว้ว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านไปถึงตรงนั้นแล้วก็แจ้งผมมา ผมจะได้แจ้งทางเจ้าหน้าที่ให้ แต่ว่าด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบนะครับ แจ้งผมมาครั้งแรก จริง ๆ ถูกจับแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่ท่านพูดถึงว่ามีคลิปที่ปรากฏภาพของท่าน ส.ส. โทรศัพท์ และก็บอกให้เลขานุการของท่านประสานกับเลขานุการผม แล้วก็บอกว่าผมรู้คนเดียว มันก็ คงไม่ผิดครับ เพราะท่านก็บอกผมคนเดียวครับ จะให้ท่านไปบอกว่าคนอื่นรู้ก็คงไม่ได้ แต่รู้ว่าอะไร รู้ว่าท่านไปดูปัญหาว่าราษฎรอ้างว่ามีที่ทํากิน มีเอกสารสิทธิอยู่ในชายแดน แต่ไม่สามารถ เข้าไปทํากินได้เพราะเกิดการรุกล้ํา ไม่ใช่บอกว่าจะให้ไปในดินแดนของประเทศกัมพูชา ไม่ใช่ แล้ววันที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมอาจจะใช้ถ้อยคําไม่รัดกุมครับ ยอมรับว่าวิดีโอนั้นมันมีการตัดต่อ ความหมายคือมันถูกตัดครับ มีคนไปบอกว่าผมพูดผิด เพราะไม่มีการต่อ มีการตัด บังเอิญ ผมไปใช้คําว่า ตัดต่อ อาจจะหลวมไปสักนิดหนึ่งนะครับในการใช้ถ้อยคํา แต่ตัดจริง ๆ ครับ เพราะว่าถ้าท่านดูต่อ คุณพนิชจะพูดว่า ที่ข้ามมานี่จริง ๆ แล้วเป็นดินแดนประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศกัมพูชา แต่มีประเทศกัมพูชาครอบครองอยู่ครับ แต่ตรงนั้นถูกตัดไป ได้ยิน แต่ตอนพูดครั้งแรกว่า ข้ามมาประเทศกัมพูชาแล้ว ซึ่งตอนหลังคุณพนิชแก้คําพูดของตัวเองครับว่า ไม่ใช่ประเทศกัมพูชาหรอก ดินแดนประเทศไทยนี่ละ แต่ประเทศกัมพูชาครอบครองอยู่ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลยครับ นี่คือข้อเท็จจริง และผมก็ได้รับฟัง จากประชาชนทั้งกลุ่มที่มีเอกสารสิทธิ ทั้งกลุ่มที่อยู่ในบริเวณบ้านหนองจานในปัจจุบัน ข้อมูล หลายอย่างก็จะตรงกับที่ท่าน ส.ส. จังหวัดสระแก้วพูด ทําหน้าที่ทั้งนั้นละครับ ๗ คนไทยนี้ ผมก็ถือว่าเขามีเจตนาดีทั้งสิ้น แล้วก็ตั้งใจช่วยเต็มที่ ผมก็แถลงจุดยืนก่อนปีใหม่ชัดเจนว่า เราไม่เห็นด้วยและไม่ต้องการให้มีการนําขึ้นศาล แต่ก็ยอมรับว่าจากการประสานงาน เริ่มจากในพื้นที่ไต่ระดับขึ้นมาถึงระดับรัฐมนตรีในที่สุด ก็คือเขาก็เอาตัวเข้าไปที่กรุงพนมเปญ แล้วสุดท้ายก็ไปดําเนินการ แล้วก็ขึ้นศาล หลายท่านถามว่า หรือตําหนิว่าผมเปลืองตัวหรือเปล่า ออกมาชี้แจงทางโทรทัศน์หลังจากที่ศาลตัดสิน ๕ คนไทย ผมก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ผมมีความจําเป็น จําเป็นก็คือว่าเมื่อศาลตัดสิน ศาลประเทศกัมพูชาตัดสินในประเด็น ซึ่งมาเกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดน ผมต้องออกไปยืนยันว่าประเด็นเรื่องเขตแดนย่อมไม่อยู่ ในอํานาจของศาลประเทศกัมพูชา ผมจะไปพูดก่อนก็ไม่ได้เพราะผมไม่รู้ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร แต่เมื่อศาลตัดสินผมต้องพูดทันที แล้วก็ให้ทางกระทรวงการต่างประเทศทักท้วงไป ในประเด็นนี้ทันที เพราะฉะนั้นที่เพื่อนสมาชิกบางท่านกังวลว่าเราไม่ได้รักษาดินแดน เพราะไปยอมรับอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ครับ เรื่องศาลก็ไม่ใช่ และหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ส่งไปให้ทางประเทศกัมพูชาก็ไม่เคยระบุว่าคนของเราเข้าไปในดินแดนประเทศกัมพูชา หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไปที่จุดไหน และไม่มีเจตนาในการที่จะไปรุกล้ําดินแดน หรือไปกระทําผิด กฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ผมก็ใช้นโยบายว่าเราต้องยอมรับครับ นั่นก็หมายความว่าทั้ง ๗ คนถูกจับที่ไหน เราต้องพูดความจริง ความจริงที่ว่าเราได้จากไหนครับ ได้จากการที่เรามีวิดีโอการเดินของทั้ง ๗ คน ตั้งแต่เสาปูนที่เมื่อก่อนคือบริเวณ รั้วลวดหนาม ซึ่งก็คือจุดที่เรากั้นเอาไว้นะครับ ตอนนั้นที่ชุมชนกัมพูชาอยู่ในจุดที่เราถือว่า เป็นดินแดนประเทศไทย จนที่เขาเดินไปตามทุ่งนานั่นละครับ ซึ่งตอนแรกมีคนมาอ้างว่า เขาถูกจับตรงนั้น เขาไม่ได้ถูกจับตรงนั้น เขาเดินมาถึงถนนเค ๕ ที่ท่านพูดถูกต้องครับ แล้วก็ เลี้ยวขวาขึ้นถนนไป ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเขาเดินออกห่างมาจากหลักเขตที่ ๔๖ และห่าง ออกมาจากที่ดินของนายเบ ซึ่งเป็นที่ดินเดียวที่มีเอกสารสิทธิที่ทางราชการออกให้ คือ น.ส. ๓ แล้วเขาก็เดินมุ่งเข้ามา ลึกเข้ามาทางประเทศไทยมากขึ้น แต่แทนที่เขาจะตรงเขาเลี้ยวซ้ายตามในวิดีโอ แล้วก็เดินต่อไปอีก ผ่านอีก ๑ สี่แยก หลังจากที่แวะซื้อน้ํา แล้วก็เดินตรงเข้าไป ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าขณะนี้ บริเวณนั้นอย่างที่เราเห็นตรงกันก็คือว่าเรายังไม่รู้แน่ชัด ยังไม่ได้เป็นที่ตกลงกันว่าเส้นเขตแดน อยู่ตรงไหน ถามว่าอะไรที่เราจะยึดได้เป็นแนวทางของการปฏิบัติ คําตอบก็คือ เส้นตรง ที่ลากระหว่างหลักเขตแดนที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันคือ หลักที่ ๔๖ กับหลักที่ ๔๗ ซึ่งตรงกับ เส้นในแผนที่ ๑ : ๕๐๐๐๐ ชุด แอล ๗๐๑๘ ซึ่งก็จะมีกํากับเอาไว้ว่าไม่ใช่เส้นเขตแดน เพราะเส้นเขตแดนก็ต้องไปว่ากันตามกระบวนการของเจบีซี สิ่งที่ผมได้ทําก็คือว่า ส่งเจ้าหน้าที่ไปวัดจุดพิกัดจุดสุดท้ายที่ทั้ง ๗ คนปรากฏอยู่ในวิดีโอ เพราะผมถือว่าตั้งแต่เดิน จากเสาปูนจนกระทั่งเลี้ยวขึ้นถนน เลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวซ้ายอย่างที่ว่า เลยสี่แยกมา แล้วผม ก็สอบถามท่าน ส.ส. พนิช ถึงจุดสุดท้ายของวิดีโอเดินเข้าไปด้วยความสมัครใจ แต่หลังจาก ภาพในวิดีโอหายไป ผมก็สันนิษฐานว่าถูกจับกุมแล้ว ถูกยึดเครื่องถ่ายวิดีโอแล้ว ถึงแม้ ประเทศกัมพูชาจะเอา ๗ คนนี้ไปถ่ายรูปในบริเวณป้ายหน้าวัดโจ๊กเจีย ตรงนั้นเราไม่สันนิษฐาน ว่าเป็นจุดที่จับกุมครับ เราถือเอาจุดสุดท้ายที่ภาพปรากฏในวิดีโอ ที่ผมออกรายการคืนนั้น ผมก็ฉายวิดีโอให้ดู แล้วก็บอกว่าเราไปกดพิกัดตรงนั้น แล้วผมก็เอาพิกัดจุดลงไปบนแผนที่ แล้วก็ลากเส้นตรงระหว่างหลักเขตที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และผมก็บอกตามความเป็นจริงว่า จุดนี้ก็คืออยู่อีกข้างของเส้นนี้พอดี แต่ผมไม่ได้พูดว่าเขตประเทศไทยหรือเขตประเทศกัมพูชา เพราะนั่นเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากันตามกระบวนการของเจบีซี แต่ผมต้องพูดความจริงครับ ความจริงที่จะบอกว่าทําไมมันจึงไม่ง่ายในการนําตัวคนเหล่านี้กลับมา เพราะว่าถ้าเป็น ในบริเวณที่อยู่ก่อนถึงเส้นนี้ แม้จะเลยเขตรั้วลวดหนามเข้ามาแล้วมีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ใช้คําว่า พื้นที่สีเทา ตรงนั้นที่ผ่านมาก็คือว่าเข้าไปก็เป็นอย่างที่ท่านพูดคือต้องมีเจ้าหน้าที่ พาเข้าไป ถ้าเข้าไปแล้วเขาพบตรงนั้น อยู่ตรงนั้น เขาจะประสานเจ้าหน้าที่มารับกลับ แต่กรณีนี้เขาอ้างว่ามันเลยไปอีกขั้นหนึ่ง คือเลยเส้นที่เป็นเส้นที่ลากระหว่างหลักเขตนั่นคือ เหตุผลของความยากลําบากครับ ทีนี้ถามว่าท่านบอกว่ารัฐมนตรีล้มเหลวใช่ไหม ๕ คน ถึงได้กลับมา แต่อีก ๒ คนเจอโทษถึง ๖ ปี ๘ ปี ไม่ใช่ครับ เพราะ ๕ คนโดน ๒ ข้อหา แต่อีก ๒ คนโดน ๓ ข้อหา ๒ ข้อหาที่ตรงกันทั้ง ๗ คน ก็คือเข้าเมืองผิดกฎหมายกับเข้าไป ในสถานที่ราชการหรืออะไรทํานองนั้นครับ ๒ ข้อหานี้ ๕ คนได้รับอิสรภาพมาแล้ว ความต่าง ๒ คนกับอีก ๕ คน ก็คือมีข้อหาที่ ๓ เรื่องจารกรรม บังเอิญเราประชุมเปิดเผยครับ ผมจึงไม่ขอลงรายละเอียดในส่วนนี้ แต่จะบอกว่าการช่วยเหลือของเราขณะนี้ก็ต้องมุ่งไป ในการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับข้อหาที่ ๓ นี้ที่มันไม่เหมือนกับอีก ๕ คน ไม่มีไปแยกแยะหรือ เลือกปฏิบัติอะไรหรอกครับ ๒ คนนี้เป็นหน้าที่ของพวกผมที่จะต้องเอากลับมาประเทศไทยให้เร็วที่สุด แต่ข้อหาที่เพิ่มเติมมานี้คือจุดที่เราจะต้องไปแก้ปัญหาเพิ่มเติมให้ได้ ซึ่งอย่างที่ผมกราบเรียนก็คือว่า ไม่ขอพูดในที่นี้ แต่ว่าในที่ประชุมวุฒิสภาประชุมลับ ผมได้บรรยายไปว่าสถานการณ์ต่าง ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ มันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนครับ ผมว่าตรงนี้ก็ไม่ใช่อีกละครับที่จะบอกว่าเป็นชนวนที่นําไปสู่ การปะทะตรงนี้ เพราะการแก้ปัญหาตรงนี้ก็ถูกแยกส่วนออกมาอย่างชัดเจน ก็เหลือประเด็น เรื่องป้าย เรื่องวัด เรื่องธง ตรงนี้สําคัญครับ แต่ความสําคัญตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาที่บอกว่า เพราะเราไปแสดงท่าทีทุบป้าย หรือจะไปรื้อธง หรืออะไรละครับที่จะต้องมาเกิดการปะทะกัน หรือไม่ใช่เพราะว่าท่านรัฐมนตรีกําลังอยู่ที่เสียมราฐหรืออย่างไรนะครับ วันนั้นที่เจรจาอยู่กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ใช่ครับ ผมต้องขอฟันธงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผูกพันกับปัญหาของประเทศกัมพูชากับมรดกโลกครับ และผมไม่ใช่เพิ่งมาฟันธงหลังจาก ที่เกิดเหตุการณ์แล้ว แต่พูด และได้เคยแจ้งเลขาธิการสหประชาชาติตั้งแต่ปลายปีที่แล้วครับ ว่าถ้าหากว่าปัญหาเรื่องมรดกโลกไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ความตึงเครียดและ การปะทะกันย่อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถามว่าทําไม ที่ท่านอภิปรายแล้วก็อ้างอิงถึง คําอภิปรายของผมนี่ถูกต้อง ตัวปราสาทศาลโลกตัดสิน เราปฏิบัติตาม พื้นที่บนเขา ใช้คํานี้ ก็แล้วกันละครับ เพราะอยู่ฝั่งนี้ของสันปันน้ํา เรายึดถือว่าเป็นของเรา ประเทศกัมพูชา อ้างแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งขอย้ําอีกครั้งว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ไม่ได้ยอมรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก และรัฐบาลชุดนี้ได้แจ้งประเทศกัมพูชาไปแล้ว เนื่องจากว่า เอ็มโอยูใช้คําว่า แผนที่ ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนในสมัยโน้น และศาลโลกเคยวินิจฉัยในคดีปราสาทเขาพระวิหารไว้แล้วครับว่าแผนที่ระวางดงรักไม่ใช่ ผลงานของคณะกรรมการปักปัน เนื่องจากคณะกรรมการยกเลิกไปก่อนที่แผนที่จะทําเสร็จ แต่ประเทศกัมพูชาถือว่าใช้แผนที่นี้เพราะแนบไปในคําฟ้องของศาลโลก และเคยจะพยายาม เอาตัวนี้มาเจรจาในวันที่มีการเสนอกรอบการเจรจาเข้ามา สมัยที่พวกผมเป็นฝ่ายค้าน ปี ๒๕๕๑ ครับ และผมเป็นคนลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านขอให้ถอนแผนที่ระวางนี้ออกไป ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลในขณะนั้นว่าได้ถอนไป ไม่อยู่ในกรอบเจรจาที่เราอนุมัติไป เมื่อปี ๒๕๕๑ แต่ธรรมชาติของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนี่ครับ ซึ่งผมเคยอภิปรายไว้ตั้งแต่ ตอนเป็นฝ่ายค้านก็คือว่า จริงอยู่ตัวมรดกโลกคือตัวปราสาทเท่านั้น แต่เหมือนกับ มรดกโลกในพื้นที่อื่น ๆ ก็คือว่าเมื่อขึ้นทะเบียนแล้วต้องมีแผนการบริหารจัดการพื้นที่ แล้วท่านนึกดูสิครับ โดยสภาพความเป็นจริงปราสาทเขาพระวิหารถ้าจะทําเป็นสถานที่ ท่องเที่ยว ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่จะบริหารในฐานะสถานที่ท่องเที่ยว โดยไม่มาบริหารจัดการ พื้นที่ซึ่งเราถือว่าเป็นของประเทศไทย ท่านนึกภาพออกไหมครับ มันจะทุลักทุเลมากนะครับ เพราะทางขึ้นมันอยู่ทางนี้ ทางขึ้นโดยธรรมชาติมันอยู่ฝั่งประเทศไทย ผมถึงบอกตั้งแต่ ตอนโน้น แล้วรัฐบาลก่อนหน้าปี ๒๕๕๑ เขาถึงคัดค้านการให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวมาโดยตลอด เพราะเขารู้ว่าเมื่อขึ้นทะเบียนแล้วจะต้องมาทํา แผนบริหารจัดการในพื้นที่รอบ ๆ ผมพบนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ๔ ครั้ง ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมจับความต้องการของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้ชัดเจนครับ เรื่องอื่นคุยไปหมด แต่สิ่งหนึ่งซึ่งท่านต้องการอย่างมากคือทําอย่างไรไม่ให้มีทหารในบริเวณ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ถามว่าทําไม เพราะตราบใดที่ยังมีทหารอยู่ในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เป็นเรื่องยากที่จะ ให้ทางมรดกโลกอนุมัติแผนบริหารจัดการพื้นที่ได้ เพราะเป็นการบ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ซึ่งยังมีความขัดแย้งอยู่ เพราะฉะนั้นช่วงที่เจรจาในที่สุดก็พูดคุยกันว่า จะเอาอย่างไร ผมย้ํานะครับ นายกรัฐมนตรีฮุนเซนไม่เคยบ่นว่าผมตั้งท่านรัฐมนตรีกษิต ผมดําเนินนโยบายอะไร นายกรัฐมนตรีฮุนเซนย้ําอย่างเดียว ขอให้พื้นที่ตรงนี้กลับไปเหมือน ก่อนเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๑ ได้ไหม เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๑ เกิดอะไรขึ้นครับ รัฐบาล ในขณะนั้นได้ตัดสินใจและผมเห็นว่าถูกต้อง ก็คือตรึงกําลังทหารเอาไว้ในพื้นที่ตรงนี้ หลังจาก ที่เกิดปัญหาในเรื่องของมรดกโลกขึ้นมา ย้ํากับผมทุกครั้ง และผมจึงย้ําทุกครั้งว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ควรพูดเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๑ ควรพูด ปี ๒๕๔๓ เพราะนั่นคือ ก่อนเอ็มโอยู กลับไปเหมือนเดิมตามเจตนารมณ์ของเอ็มโอยูเสีย ว่าหลังจากเอ็มโอยูออก มาแล้วไม่ควรมีใครเข้าไปยุ่งกับพื้นที่ตรงนั้นอย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย เพื่อนสมาชิกวันนี้ ก็ย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านเคยอภิปรายเรื่องการทําถนน ซึ่งผมก็เคยชี้แจงไปแล้วว่าเราก็ได้ทํา หนังสือประท้วง ท่านก็ยื่นถอดถอนไป ป.ป.ช. ก็ได้วินิจฉัยไปแล้ว ท่านกับผมก็ต้องเห็น ตรงกันครับว่าถ้าปล่อยให้มีการสร้างถนนโดยไม่มีการประท้วง หรือให้มีการปรับพื้นที่ ได้ตลอดมันส่งผลแน่ ๆ ต่อเรื่องดินแดน ต่ออธิปไตย ระยะหลังมีข่าวออกว่ามีการถอนทหาร มีการอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ครับ ปรับการวางกําลัง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ใน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนี้ไม่ได้มีการถอนทหารครับ ผมพูดมาถึงตรงนี้ผมเชื่อนะครับว่า ถ้าท่านสมาชิกวิเคราะห์ ไม่ต้องอะไรสลับซับซ้อนละครับว่าเหตุของการปะทะนี้มันต้อง เกิดขึ้น เพราะมันใกล้เดือนมิถุนายนเข้ามา ประเทศกัมพูชาต้องหาวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพราะถูกกดดันมาจากมรดกโลกว่าทําอย่างไร พื้นที่ตรงนี้มันถึงถูกจัดการให้เสมือนกับว่า ไม่มีปัญหา ไม่มีความขัดแย้งได้เขาถึงจะเดินหน้าต่อได้ เมื่อเขาเจรจากับผมทวิภาคีแล้วมัน ไม่สําเร็จเขาก็จึงใช้วิธีนี้ และท่านจะเห็นชัดเจนว่ามันสอดรับกันว่าเมื่อเขาใช้วิธีนี้ แล้วฝ่ายประเทศไทยทําเพียงแค่การตอบโต้ และตอบโต้ไปยังเป้าหมายทางทหารเท่านั้น คือเขายิงมาจากตรงไหน เป้าหมายเราจะอยู่ตรงนั้นเท่านั้น เราจะไม่ไปยุ่งกับเรื่องของเป้า ทางพลเรือนทั้งสิ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนของเรา เห็นไหมครับว่า เกิดขึ้นครั้งแรก จบ ปะทะครั้งที่ ๒ ก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ครั้งที่ ๓ นี้ชัดมากที่เกิดขึ้น ตอนกลางคืน ที่มีการจุดพลุส่องสว่างขึ้นก่อนแล้วก็มีการยิงเข้ามา ที่ว่าชัดคืออะไรครับ ยิงกันยังไม่ทันจบเลยครับ ประเทศกัมพูชาทําหนังสือถึงสหประชาชาติแล้วว่าขณะนี้ เกิดสถานการณ์ของการสู้รบจะเป็นสงคราม แล้วก็เรียกร้องว่าให้สหประชาชาติส่งกองกําลัง ของสหประชาชาติเข้ามาเพื่อให้ทหารทั้ง ๒ ฝ่ายถอยออกไป แล้ววันนี้ที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนพูดที่ประเทศกัมพูชาก็ตอกย้ําแนวคิดนี้ครับ บอกไม่ได้ คุยกันทวิภาคีไม่ได้แล้ว ล้มเหลว ต้องมีคนกลางเท่านั้น ต้องมีฝ่ายที่ ๓ ที่ ๔ เท่านั้น แล้วก็ยัง เรียกร้องว่าเขาไม่ต้องการทําสงคราม เขาต้องการแค่ว่าให้พื้นที่มันปลอดทหาร เอากองกําลัง สันติภาพของสหประชาชาติเข้ามา นี่คือเหตุผลครับ นี่คือที่มาครับ ถามว่าท่านมายืนอยู่ตรงนี้ ท่านมีทางเลือกอะไร ชนวนที่เกิดเหตุนี้เขาพูดถึงเรื่องถนนนะครับ ที่ว่าฝ่ายเขาสร้าง แล้วก็ฝ่ายเรากําลังซ่อมแซมถนนทางขึ้นฝั่งเรา ก็เท่านั้นครับ ถ้ารัฐบาลละเลย ไม่เป็นไร บอกคําเดียวว่าปล่อยให้เขามาบริหารพื้นที่ตรงนี้ได้ ให้เขาเคลียร์พื้นที่ตรงนี้ไป ไปผ่านมรดกโลกได้ เอากรรมการกี่ชาติก็แล้วแต่เข้ามาบริหารพื้นที่ ผมมั่นใจเลยครับ ไม่มีการปะทะกันแน่นอน แต่ถามว่าท่านยอมได้ไหม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายรัฐบาล ผมมั่นใจว่าเราเห็น ตรงกันว่าเราคงยอมอย่างนั้นไม่ได้ ไม่มีกรณีที่เราคิดจะไปรุกราน ไม่มีกรณีที่เราบอกว่าจะไป ใช้กําลังไปทําสิ่งนั้นสิ่งนี้ละครับ แต่เราตรึงกําลังไว้เพื่อรักษาสิทธิของเรา เพื่อไม่ให้มันถลําลึก เข้าไปจากปัญหาเรื่องว่ามรดกโลกไปขึ้นฝ่ายเดียวแล้วเขาจะสามารถบริหารจัดการพื้นที่นี้ซึ่ง อยู่ข้างนี้ของสันปันน้ําได้ เพราะฉะนั้นผมก็ขอกราบเรียนสรุปครับว่า