พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องปัญหาการเมืองที่ก่อให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งระหว่างประเทศและประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะกรณีการปะทะกันทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาโดยการปรึกษาหารือกับกัมพูชาและประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ช่วงเช้า ได้มีเพื่อนโทรทัศน์มาหาผม บอกว่าดูหนังสือพิมพ์หรือยัง ผมบอกว่ายังไม่ได้ดู เขาบอกให้รีบ ไปดูครับ เพราะหนังสือพิมพ์ลงข่าวทหารท่านหนึ่งที่ถูกจับโดยทหารของประเทศกัมพูชา แล้วก็เป็นทหารหนุ่ม ๆ ครับ เป็นพลทหาร เขาบอกว่าเป็นคนยโสธร ผมก็ตามไปดู จริง ๆ ครับเป็นทหารที่มาจากค่ายบดินทรเดชาที่จังหวัดยโสธครับ ก็โชคดีที่วันนี้เขาได้รับ การปล่อยตัวกลับมาแล้ว ก็ทําให้ผมนึกย้อนถึงเรื่องที่มันเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ก็มีทหารเสียชีวิต ที่บริเวณเขาพระวิหารครับที่มีเกิดเรื่องกัน พอเห็นนามสกุลผมก็รีบโทรศัพท์ถามกํานัน กํานันครับ นามสกุลเหมือนกํานัน เป็นลูกหลานหรือเปล่าที่จังหวัดยโสธร เป็นครับ ท่านประธาน ฉะนั้นถึงแม้ว่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นนี้ ผมรู้ดีเพราะว่าที่บ้านผมมีค่ายทหารอยู่ แล้วทหารเหล่านี้มักจะถูกส่งไปประจําอยู่บริเวณนั้น เพราะฉะนั้นถึงแม้เรื่องจะเกิดขึ้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ แต่พี่น้องของผมเองก็จํานวนไม่น้อยก็รับเคราะห์กรรมกันอย่างนี้ เราคงจะ ชื่นชมที่เด็ก ๆ หนุ่มเหล่านี้ได้ทําหน้าที่ในการปกป้องประเทศชาติ แต่ด้านหนึ่งผมก็คิดว่า เขาควรจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไปอีกนาน ควรจะสร้างความสุขให้กับตัวเขาและครอบครัวได้อีก แต่ว่าด้วยความจําเป็น เมื่อเขาไปทําหน้าที่อย่างนั้นเขาก็ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติไว้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้ามันไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าเรา สามารถแก้ปัญหาโดยไม่มีการปะทะกันทางทหารก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ท่านประธานครับ เพื่อน ส.ส. ที่จังหวัดศรีสะเกษ ผมได้มีโอกาสคุยกับเขาเหมือนกัน พี่น้องโดยเฉพาะ ที่อําเภอกันทรลักษ์ที่ต้องย้ายออกจากบ้าน มาหลบลี้หนีภัยกันอยู่ที่ในอําเภอ อยู่ที่หอประชุม ซึ่งพวกผมก็เคยไปช่วยหาเสียง แล้วรู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร อยู่ที่นั่นร่วมหลายหมื่นคน ประเทศไทย ไม่เคยเกิดอย่างนี้มานานครับ มันไม่น่าจะมีภาพอย่างนี้ ถามว่าพี่น้องประชาชนเหล่านั้น เขาเกลียดชังฝ่ายเขมรไหมที่ต้องทําให้เขาเดือดร้อน ผมก็ได้รับคําตอบจากเพื่อน ส.ส. ที่นั่น บอกว่า ไม่ ประชาชนไม่ได้คิดกันอย่างนั้น ซึ่งมันก็แปลกครับ ถามว่าทําไมเขาไม่คิดกัน อย่างนั้น เพราะว่าเขารู้ดีว่าพวกเขาอยู่บริเวณชายแดนทํามาหากินกันอยู่ ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นใคร ใครเป็นเขมร แต่ว่าทุกคนก็ต้องการอยู่อย่างสงบ ต้องการทํามาหากิน ต้องทํามาค้าขายและ อยู่อย่างเป็นสุขอย่างนั้น ชีวิตมันก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเขาจึงมีความรู้สึกว่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะฝ่ายการเมืองที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ทําให้ผมนึกย้อนไปถึงที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ท่าน ส.ส. สระแก้วก็เล่าให้พวกเราฟังตรงบริเวณที่คนไทย ๗ คนไปที่นั่น แล้วก็เกิดเรื่อง ช่วงหลังก็มีกลุ่มประชาชนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มพันธมิตรไปที่นั่น พยายามจะจัด ชุมนุม จัดประท้วง แต่ก็ถูกประชาชนที่นั่นเขาต่อต้าน เขาก็บอกง่าย ๆ ว่าเขาอยู่ที่นั่นไม่ได้ สนใจเรื่องเส้นแดนมันอยู่ตรงไหน แต่ว่าต้องการความสงบ ต้องการทํามาหากิน ก็เพราะ พวกคุณนี่ละก่อเรื่องเกิดขึ้น ทําให้มีปัญหาเรื่องชายแดนเกิดขึ้น แล้วทําให้พวกเขาที่อยู่กัน ทุกวัน ๆ มันเดือดร้อน ไร่อ้อยจํานวนมากที่อยู่ฝั่งไทยไม่มีแรงงานตัด เพราะแรงงานมาจาก ฝั่งเขมรเข้ามาไม่ได้ เห็นไหมครับท่านประธาน เขาถึงบอกว่าปัญหานี้ก็คือพอเกิดเรื่องที่ กรุงเทพมหานคร มีวิวาทะกันที่กรุงเทพมหานคร แต่คนพี่น้องของเราที่อยู่ในพื้นที่เป็นผู้ รับกรรม มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นหลาย ๆ เรื่อง มันล้วนมาจากเรื่องของทางการเมือง เรื่องอะไรต่ออะไร ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดขึ้น จากระดับรัฐบาล พูดง่าย ๆ ว่าจากคนในเมืองนี่ละ แล้วทําให้พี่น้องที่นั่นต้องเดือดร้อน กรณี พิพาทที่เกิดขึ้น กรณีการปะทะกันทางทหารระหว่าง ๒ ประเทศ กับพี่น้องไทยกับกัมพูชา มีพวกนักวิชาการที่เขาสรุปว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคราวนี้หนักที่สุด ร้ายแรงที่สุดในรอบ ๒๐๐ ปี เขาก็ว่าได้ เพราะมันไม่เคยที่จะเห็นพี่น้องเป็นหมื่น ๆ คนต้องหลบลี้หนีภัยมาอยู่ ตัวอย่างที่ อําเภอกันทรลักษ์ก็จะเห็นกันอย่างนั้น เขาบอกว่าสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นนี้มันน่าห่วงมาก เป็นเพราะปัญหาการเมืองภายในของเราเองที่มีการนํากรณีประสาทพระวิหารขึ้นมาเป็น เครื่องมือทางการเมืองที่จะไปหักล้างอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วมันก็ลามมา ลามมาเรื่อย ๆ โดยไม่มี ท่าทีว่ามันจะจบลงอย่างไร เรื่องอาณาเขตที่ยังปักปันจุดเขตแดนยังไม่หมด ก็กําลังจะทําให้ สังคมมันแตกแยกมากขึ้น คราวนี้แตกแยกมาก มากจริง ๆ อันนี้ก็ทําให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งหนึ่ง ท่านที่เป็นรัฐบาลอยู่เวลานี้เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านได้นําเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปรายกัน ผมเอง ก็ยังเสียดายอยู่ตอนนั้นที่มีการอภิปรายเรื่องนี้ ผมนั่งฟังอยู่ หลายท่านอย่างน้อย ๖-๗ ท่าน ที่พูดถึงเรื่องคดีปราสาทเขาพระวิหาร ผมก็นึกถึงว่าวันหนึ่งถ้าพูดกันอย่างนี้เรื่องมันจะไม่จบ เพราะเรากําลังเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองกัน โดยที่ปัญหาเรื่องเขตแดน มันยังไม่มีข้อยุติเกิดขึ้น แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับท่านประธาน วันนี้เป็นที่น่าเสียดาย ที่ ๒ ประเทศที่เป็นพี่น้องกันจะต้องมีการปะทะกันด้วยกําลังของทหารกันอย่างนี้ แล้วก็ดู เหมือนว่าข้อพิพาทที่มันเกิดขึ้น ฝ่ายกัมพูชาสามารถที่จะยกระดับขึ้นเป็นเรื่องระหว่าง ประเทศได้ มีการเสนอเรื่องไปที่คณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งจากข่าวก็ทราบว่าทางประธาน คณะมนตรีความมั่นคงก็แสดงท่าทีที่จะสนับสนุนที่จะให้มีการพูดกันในเรื่องนี้ แต่ว่าก็ขอร้อง ให้พูดกันในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียนก่อน อย่างน้อยผมก็คิดว่าในเรื่องเหล่านี้ ในทางการเมือง ในทางการทูตก็ถือว่าเราคงจะเพลี่ยงพล้ําเข้าไปหน่อยหนึ่งแล้วในเรื่องนี้
ท่านประธานครับ เรื่องที่มันเกิดขึ้นเรื่องที่มันสําคัญที่สุดก็คืออย่างที่ผม พยายามสะท้อนให้เห็นว่าพี่น้องของเราที่อยู่ตามชายแดนเขาก็อยู่กันมาอย่างสงบ ทํามาหากิน กันอยู่ มันไม่รู้ใครเป็นไทย ใครเป็นเขมร แต่ถ้าอยู่ด้วยกันอย่างนี้ อยู่กันมาชั่วนาตาปี ก็เพราะพวกเราที่กรุงเทพมหานครนี่ละทําให้พวกเขาเดือดร้อน วันนี้หลายคนพยายาม ให้เกิดขึ้นว่าถ้ามีการใช้กําลังทางทหารเมื่อไร กระแสชาตินิยมจะเกิดขึ้น กระแสคลั่งชาติ ก็จะเกิดขึ้น บังเอิญผมไปดูข้อมูลที่มีการศึกษากันมา มีผู้ทําโพล คือกรุงเทพโพล ไปถาม ประชาชนบอกว่าประชาชนคิดอย่างไรกรณีทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา พบว่าสาเหตุ สําคัญที่ทําให้ปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นจนลุกลามนี่ผู้คนคิดกันอย่างไร ตัวเลขน่าสนใจครับ ท่านประธาน ร้อยละ ๒๖.๔ มองว่าเกิดจากการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา ร้อยละ ๒๕.๖ บอกว่าเกิดจากการที่ รัฐบาลไทยขาดเอกภาพในการแก้ไขปัญหา ร้อยละ ๒๑.๔ บอกว่าเป็นเพราะการเดินเกม ที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทย แต่ที่สําคัญครับ เขาก็ถามต่อไปบอกว่า อารมณ์ร่วมของคนไทย ในเรื่องนี้เป็นอย่างไร มันไม่ได้เกิดภาพอย่างที่หลายคนตั้งใจอยากจะให้มันเกิดภาพอย่างที่ หลายคนตั้งใจอยากจะให้มันเกิด ก็คือต้องการเห็นภาพที่คนไทยจะเกิดคลั่งชาติขึ้นมา แล้วก็ ร่วมมือกันในการที่จะประณามฝ่ายกัมพูชาหรือทําเองอะไรทํานองนั้น แต่ว่าสุดท้ายตัวเลข ที่มันแยกแยะออกมาแล้วก็บอกว่าประชาชนร้อยละ ๖๗.๕ พอใจกับการทําหน้าที่ ของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ร้อยละ ๘๐.๒ น่าสนใจครับท่านประธาน ไม่พอใจการทําหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้น คือบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ท่านประธานครับ จากตัวเลขเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็น ปัญหาที่เกิดขึ้นว่ารัฐบาลน่าจะเดินทางผิดในการแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้น ผมเองก็ติดตามเรื่องนี้ กันมาดู ผมคิดว่าในการแก้ปัญหาที่ผ่านมานี้บางเรื่องก็ไม่น่าจะทํา บางเรื่องก็ไม่น่าจะเกิด ความผิดพลาดเกิดขึ้น ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีเปลืองตัวมากเกินไปในเรื่องเหล่านี้ เปลืองตัวอย่างไรครับท่านประธาน ผมไปดู วันนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกทีวี พูล (TV Pool) หลังจากที่คนไทย ๗ คนถูกจับที่จังหวัดสระแก้ว แล้วท่านก็มีการเตรียมข้อมูล ออกมาชี้แจงให้พี่น้องทั้งประเทศได้ดู หลายคนก็คงนั่งดู ผมก็มาดูภายหลัง พอดูภายหลังแล้ว ก็เห็นว่านายกรัฐมนตรีนี่ในเรื่องการนําเสนอที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า พรีเซนเทชั่น (Presentation) ยอดจริง ๆ ครับ แต่หลังจากนั้นผมไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีได้ดูอีกไหม ว่าสื่อเขาวิจารณ์วันนั้นว่าอย่างไร สื่อเขาวิจารณ์ว่าความจริงวันนั้นนายกรัฐมนตรีเองไม่ได้ ตั้งใจที่จะอธิบายให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจหรอก แต่อยากจะพูดไปสื่อให้กับกลุ่มพันธมิตร ที่กําลังชุมนุมกันได้รู้ว่าท่านกําลังทําอะไร กําลังตอบสนองความรู้ ความต้องการของ กลุ่มพันธมิตรที่เรียกร้องให้ถอนตัวออกจากการเป็นมรดกโลก ให้ยกเลิกเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ รวมทั้งให้มีการใช้กําลังที่จะผลักดันทหารกัมพูชาออกไปจากบริเวณนั้น สื่อเขาวิจารณ์กัน อย่างนี้ครับ เมื่อสื่อวิจารณ์กันอย่างนี้ผมไม่ทราบว่าตอนหลังนายกรัฐมนตรีเองได้มีโอกาส ที่จะมาดูเรื่องเหล่านี้ไหม ถ้าวันไหนว่าง ๆ ท่านประธานลองบอกท่านนายกรัฐมนตรีดูนะครับ เอาเทป (Tape) ม้วนนั้นมานั่งดู แล้วให้ท่านวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองบ้าง ก็คงจะรู้ว่ามันไม่น่า จะเปลืองตัวที่จะมาพูดเรื่องเหล่านี้ เพราะเรื่องอย่างนี้คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ได้เคยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ถามว่าบริเวณที่คนไทยถูกจับที่เดินเข้าไปที่ จังหวัดสระแก้ววันนั้นมันเป็นของใคร เจ้าหน้าที่จากกรมแผนที่ทหารเขาก็ตอบว่าน่าจะเป็น ของฝ่ายกัมพูชาครับ อีกท่านหนึ่งที่มาจากสภาความมั่นคงแห่งชาติก็พูดในที่ประชุมเลย บอกไม่น่าจะพูดอย่างนั้น เห็นไหมครับ ทหารบอกว่าที่พูดนี่พูดตามหลักวิชา เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นในฉากอย่างนี้ผมถึงบอกว่าในเรื่องเขตแดนยังไม่ชัดเจน ไม่รู้มันอยู่ตรงไหนจริง ๆ ทําไมจะต้องให้นายกรัฐมนตรีท่านลงมาเปลืองตัวถึงขนาดนี้ แล้วมันก็นําสู่ปัญหา อย่าลืม นะครับว่าขณะที่ท่านพูดออกทีวีไปทั่วประเทศนั้นผมก็เข้าใจว่าทางฝ่ายกัมพูชาเขาก็ดู อยู่เหมือนกันว่านายกรัฐมนตรีของไทยกําลังพูดอะไร เพราะพูดไปแล้วมันผูกพันหลาย ๆ เรื่อง คํากล่าวของนายกรัฐมนตรีที่บอกให้กัมพูชาปลดธงออกจากวัดแก้วคีรี ฝ่ายกัมพูชา ก็มองว่านี่ละ เขาไม่พอใจ และเป็นเหตุที่ทําให้เกิดการปะทะเกิดขึ้นต่อมา เห็นไหมครับ ผมก็ถามว่าทําไมจะต้องไปพูดถึงขนาดนั้น ทําไมไม่บอกให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่พื้นที่ซึ่งเขาอยู่ ด้วยกันทุกวัน ๆ ไปพูดกัน เจรจากันก่อนระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด มาระดับทหาร ถ้าไม่ได้ จริง ๆ มาระดับกระทรวงการต่างประเทศ สุดท้ายจึงมาที่นายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นอย่างนี้ ปัญหามันก็ไม่น่าจะลุกลามบานปลายถึงขนาดนี้ แต่นี่ผมถึงบอกว่าท่านเปลืองตัวกันมากจริง ๆ อะไร ๆ ก็นายกรัฐมนตรี อะไร ๆ ก็นายกรัฐมนตรีหมด ผมทราบว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะนักข่าวอยากจะรอคําตอบ จากนายกรัฐมนตรีอยู่คนเดียว ก็รู้ว่าถ้านักข่าวต้องการอย่างนั้นก็มีวิธีการที่จัดการในการที่จะ ให้ข่าวอะไรต่ออะไรได้ ก็ฝากเรื่องนี้ไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าในกรณีต่อไปน่าจะมีการปรับปรุง ในเรื่องอย่างนี้ บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นปัญหาในเรื่องนี้ ก็ไม่เห็นแสดงบทบาท อะไร เมื่อเช้านี้ผมฟังเพื่อนสมาชิกได้บอกไปแล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศท่านนี้พอเกิดเรื่อง ท่านไปเขมร ๒ ครั้ง ไปครั้งแรกเป็นอย่างไรครับ คนไทย ๒ คน ติดคุก ๖ ปี กับ ๘ ปี ไปครั้งที่ ๒ ไปเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศกัมพูชา ฮอร์ นัมฮง ในเจบีซีนี้ ข่าวบอกว่าพูดจากันอย่างชื่นมื่น พอคล้อยหลังขึ้นมาปะทะกันแล้ว อย่างนี้แปลว่าอะไร ก็แปลว่าทางฝ่ายโน้นไม่ได้เห็นความสําคัญของรัฐมนตรีต่างประเทศ ของเราเลย นี่ก็เป็นบทบาทอันหนึ่งที่ควรจะมีการทบทวนว่าท่านยังมีความสามารถที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องนี้ในเรื่องระหว่างประเทศได้หรือไม่ เป็นปัญหาที่ผมก็เคยพูดหลาย ๆ ครั้ง บอกว่า ทําไมจึงไม่พิจารณาตัวเองบ้าง ถ้าไปดูจากสื่อหลายครั้ง หลายสื่อก็บอกว่าตัวรัฐมนตรี ต่างประเทศของเราเป็นปัญหา ไม่รู้ว่าท่านจะรู้สึกตัวหรือเปล่าว่าตัวเองกําลังเป็นปัญหา เกิดขึ้น ก็ฝากไปถึงท่านประธานได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องนี้ควรจะมีการทบทวนกัน ไม่อย่างนั้นการดําเนินนโยบายต่างประเทศต่อไปก็จะมีแต่ความเสียหายขึ้นไปเรื่อย ๆ
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร ระยะสั้น คงไม่มีทางไหนดีกว่าที่จะต้องเปิดการเจรจากัน ๒ ฝ่ายให้เร็วที่สุด เรามีกลไกของ เจบีซีอยู่แล้ว ควรจะเร่งให้มีการเจรจาให้มากขึ้นไปกว่านี้ น่าเสียดายครับ รายงานของ เจบีซี บันทึกการประชุมของเจบีซีได้เสนอมาให้รัฐสภาขอความเห็นชอบ มีการชุมนุมของ พี่น้องส่วนหนึ่ง รัฐบาลก็ลังเลว่าจะให้ผ่าน ไม่ให้ผ่าน ทางโน้นบอกว่าถ้าผ่านขึ้นมา จะชุมนุม ใหญ่แน่ สุดท้ายเห็นไหมครับ ฝ่ายเสียงข้างมากก็มีการลงมติกันโหวตให้ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาไปศึกษาดูก่อน วันนี้ศึกษามานะครับ หมดเวลาแล้วก็ยังจบไม่ลง ต่ออีก ๙๐ วันก็ยังจบ ไม่ลง ไม่รู้จะจบอย่างไร ผมนั่งร่วมเป็นกรรมการในชุดนี้อยู่ ยังถกกันอยู่เลยเรื่องเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มันไม่รู้จะจบได้อย่างไร เห็นไหมครับ นี่คือท่าทีที่รัฐบาลมี ความลังเลอย่างมากก็เพราะฝั่งหนึ่งก็ต้องการจะเอาใจพวกตัวเองที่เคยอุ้มชูขึ้นมาเป็นรัฐบาล บัดนี้ไม่ถูกใจกันก็หาเรื่องจะทะเลาะกัน ก็พยายามจะเป็นอย่างนั้นมันก็เลยแก้ปัญหาอย่างนี้ พัวพันกันไปพัวพันกันมา ที่สุดก็หาทางออกให้กับประเทศไม่ได้ เป็นปัญหาที่มันเกิดขึ้น
แน่นอนครับในเรื่องของการปักปันเขตแดนเรามีปัญหากับประเทศกัมพูชา แต่หลายประเทศเราไม่มีนะครับ พื้นที่ที่มันเป็นปัญหาอยู่นี้ แน่นอนว่าสุดท้ายควรจะปักปัน กันอย่างไร จะแบ่งเขตกันอย่างไร เราจะบอกว่าเราไม่ยอมเสียเลยก็คงไม่ได้ มีทั้งได้บ้าง เสียบ้าง แต่ว่าหลักการเจรจานั้นจะดีที่สุด เพราะจะทําให้เราได้ผลประโยชน์ตรงกับ ความต้องการของเรามากที่สุด ผมไม่สนับสนุนที่จะให้ใช้มาตรการทางกฎหมาย เพราะได้พิสูจน์มาแล้วว่าเราสูญเสียปราสาทเขาพระวิหารไปก็เพราะข้อกฎหมายนี้ เนื่องจาก ความตกลงที่เราทําระหว่างประเทศทําเกิดขึ้น สมัยก่อนนั้นทําในลักษณะที่เราเอง ก็เสียเปรียบ เราจะยกเลิกฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ จะไม่เอาก็ไม่ได้ ถ้าใช้หลักกฎหมาย ในการตัดสินปัญหา สุดท้ายมันก็จะนําไปสู่ที่เราจะเสียเปรียบ ผมยังคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือ เปิดการเจรจากับเพื่อนบ้านของเรา แล้วก็ทําให้เร็วที่สุด ในระยะยาว ท่านประธานครับ คงไม่มีอะไรดีกว่าพวกเราเองทั้ง ๒ ประเทศจะต้องมาทําความเข้าใจกันมากขึ้น ให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหาเหล่านี้มากขึ้น เมื่อเช้าที่คณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ ท่านประธานครับ ก็มีเครือข่ายผู้นับถือศาสนาพุทธจากประเทศกัมพูชา มาพบคณะกรรมาธิการ เขาอยากจะเห็นรัฐบาล ๒ ประเทศนี้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างสันติ อยากจะเห็นความปรองดอง ความสามัคคีของพี่น้องของทั้ง ๒ ประเทศ ผมก็บอกเขาไป บอกว่าภาคประชาชนต้องเข้มแข็งครับ พวกเราต้องสมานสามัคคีกัน แล้วก็หาทางให้รัฐบาลซึ่งยังทะเลาะกันอยู่นี้หาทางตกลงกัน ให้ได้นะครับ นี่ก็คือภาคประชาชนซึ่งควรจะมีส่วนสําคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมคิดว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องไปทําสงครามกับประเทศกัมพูชา สงครามไม่ได้ก่อให้เกิด ประโยชน์อะไรเลยครับ ผมไม่เข้าใจว่าทําไมรัฐบาลไม่ใช้พลกําลังที่เรามีมากมายทางด้าน เศรษฐกิจและทางการทหารเพื่อประโยชน์ในทางการทูต แต่ไม่ใช่เพื่อรบ ประเทศกัมพูชาเอง คงต้องพึ่งประเทศไทยอีกหลายเรื่อง เมื่อครั้งที่ยังมีทหารเวียดนามอยู่ผมเคยพา ส.ส. ไปที่ ประเทศกัมพูชาครับ ก็ทราบว่าจริง ๆ เขาไม่ต้องการจะเอาตัวเองไปขึ้น ไปพึ่งพาเวียดนาม มากกว่า เพราะเขาก็รู้ว่าถ้าไปพึ่งประเทศเวียดนามมากมันก็จะเกิดปัญหาสําหรับประเทศ เขาเอง เขาอยากจะพึ่งเราดูเหมือนว่าวิธีการที่เราทําอยู่ในขณะนี้เรากําลังจะผลักดันให้ ประเทศกัมพูชาเพื่อนของเราหันหน้าไปพึ่งประเทศเวียดนามมากขึ้น แล้วก็จะก่อให้เกิด อันตรายกับประเทศไทยอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็เสนอว่าขอให้ มีการเจรจากันให้เร็ว เปิดเจรจากันให้มากขึ้น อย่าทําสงครามเลยครับ ถ้ามันเกิดสงคราม เกิดขึ้นก็เท่ากับว่าความล้มเหลวเราเป็นความล้มเหลวทางการทูต และเป็นความล้มเหลว ที่ถือว่าเป็นความล้มเหลวที่ร้ายแรงที่สุดครับ ดังนั้นฝากเรื่องนี้ไปถึงรัฐบาลครับ เร่งรีบ การเจรจาให้เร็วที่สุด ขอบพระคุณครับ