สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

บรรพต ต้นธีรวงศ์ พูดถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเน้นย้ำว่าการเจรจาแบบสันติวิธีเป็นวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยอ้างอิงจากกรณีศึกษาปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเปรูและปารากวัย และเสนอให้พื้นที่ทับซ้อนระหว่างทั้งสองประเทศถูกจัดเป็นพื้นที่ร่วมกัน โดยมีการพัฒนาพื้นที่นี้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ความเครียดในแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และการปักปันเขตแดนกัมพูชา

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การปะทะตามแนวชายแดน หากว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ข้อกฎหมายระหว่างประเทศได้ หรือจะหาบุคคลที่สามมาตัดสินได้ ซึ่งก็เป็นการที่ไม่ค่อยจะมีศักดิ์ศรีนักสําหรับประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งกัน วิธีการที่ดี ที่สุด ที่เป็นธรรมที่สุดที่เป็นทางออกก็คือเรื่องของการใช้การเจรจาในแนวของสันติวิธี ท่านประธานครับ ผมเองศรัทธาในเรื่องของวิธีการเจรจาโดยใช้แนวสันติวิธีมาโดยตลอด หากว่าไม่จําเป็นต้องไปใช้วิธีการตัดสินโดยบุคคลที่สาม เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าเราจะต้องยึดหลักในเรื่องการเจรจาแบบ ทวิภาคี เพราะอันนั้นคือศักดิ์ศรีหน้าตาทั้งของประเทศกัมพูชาและของประเทศไทย ท่านประธานครับ ญัตติเรื่องนี้พูดถึงว่าอยากจะหาประเด็นต้นตอสาเหตุของความขัดแย้ง จนทําให้เกิดมีเหตุปะทะกันตามแนวชายแดน หลายคนพูดถึงว่าอาจเป็นเพราะว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้เป็นต้นเหตุอันหนึ่งหรือเปล่า กระผมคงไม่อยากจะยกประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มาพูดเพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พูดไปมากพอสมควรแล้วนะครับ แต่ผมอยากจะ ตั้งประเด็นคําถามว่าเรื่องเอ็มโอยู ๔๓ นี้ครับ จริงอยู่ครับ เกิดในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้ต่อมาก็ได้รับการยอมรับเรื่อยมา ในรัฐบาลอื่น ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ รัฐบาลของท่านทักษิณ ชินวัตร จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๑ สมัยรัฐบาลท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นอกจากนี้นะครับ เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ก็ได้ใช้เป็นกรอบ สําคัญในการบริหารจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามาโดยตลอด แม้ในรัฐบาลของท่าน ทักษิณเองก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมกันที่เรียกว่า เจบีซี ถึง ๓ ครั้งด้วยกัน และในช่วงที่เกิดข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร กระทรวงการต่างประเทศก็ใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เป็นเอกสารอ้างอิงในการประท้วงทุกครั้งไป นอกจากนั้นครับท่านประธาน เกี่ยวข้องกับรัฐสภาแห่งนี้โดยตรงกับเรื่องของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ แล้วก็เรื่องของเจบีซี หรือคณะกรรมาธิการพิจารณาในการที่จะเสนอเรื่องของการปักปันเขตแดนร่วมกัน คือ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาไทยก็ได้ให้ความเห็นชอบ ในกรอบเจรจาด้านการสํารวจและการจัดทําหลักเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาทางบกตลอดแนว ท่านประธานครับ ในขณะนั้นมติของสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบด้วยคะแนน ๔๐๖ เสียง ต่อ ๘ เสียง หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภา ในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ นั้นมีฉันทามติ เกือบจะเรียกว่าเป็นเอกฉันท์ครับ ให้ใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ และ เจบีซี เป็นกรอบกระบวนการในการที่จะใช้ในการเจรจาหาข้อยุติการปักปัน เขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ซึ่งเราก็มีเอกสารซึ่งได้มีการจัด ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี ๑๙๐๔ และปี ๑๙๐๗ มาแล้ว ซึ่งเราก็มีเอกสารซึ่งได้มีการจัดทําในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี ๑๙๐๔ และปี ๑๙๐๗ มาแล้ว เป็นข้อตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างสยามกับประเทศฝรั่งเศส และสยามกับประธานาธิบดี แห่งประเทศฝรั่งเศสในสมัยนั้น ก็นํามาเป็นปัจจัยนําเข้าในการพิจารณาปักปันเขตแดน อันนี้คือความสําคัญของเอ็มโอยูซึ่งได้รับการยอมรับมา พูดง่าย ๆ ว่าอย่างน้อย ๆ ก็ ๓-๔ รัฐบาลที่ผ่านมา ประเด็นสําคัญก็คือว่าถ้าคิดว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นเหตุที่ทําให้ เกิดการปะทะกันตามแนวชายแดน ลองจิตนาการนึกดูนะครับว่าถ้าไม่มีเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ อะไรจะเกิดขึ้นครับ ถ้าไม่มีเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ก็ไม่สามารถที่จะสร้างความชัดเจน ในเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศได้ มีผลทําให้ประเด็นเขตแดนเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งต่อไป เพราะว่าไม่มีกรอบกระบวนการเจรจาร่วมกัน

ประเด็นที่ ๒ ครับ ถ้าไม่มี เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ฝ่ายประเทศกัมพูชาก็จะใช้ แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางเทือกเขาพนมดงรักเป็นเอกสารแนบในการยื่นต่อ คณะกรรมการมรดกโลก เพื่อเสนอแผนบริหารจัดการตัวปราสาทพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ของประเทศกัมพูชา เพราะฉะนั้นเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ จึงทําให้คณะกรรมการมรดกโลกเข้าใจ ในข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยและประเทศกัมพูชานั้นกําลังเจรจาเรื่องการสํารวจและ การจัดทําหลักเขตร่วมกันอยู่ ซึ่งมีผลทําให้ประเทศไทยสามารถยับยั้งการเสนอแผนบริหาร จัดการดังกล่าวได้

ประเด็นสุดท้ายครับ ถ้าไม่มีเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ประเทศกัมพูชาก็จะอ้างพื้นที่ ที่ชุมชนกัมพูชา ชาวกัมพูชาครอบครองอยู่เป็นระยะเวลาหลายสิบปีในหลายจุดว่าเป็นของ ประเทศกัมพูชา คล้าย ๆ กับเป็นเรื่องของการครอบครองปรปักษ์ในกฎหมายแพ่งของเรา นี่นะครับ นอกจากนี้นะครับ การมีเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ หรือเอ็มโอยูอะไรก็ตาม ก็เป็นเพียง กรอบกระบวนการเจรจา ส่วนผลของกระบวนการสํารวจจัดทําหลักเขตตามเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ก็จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเห็นพ้องต้องกันของทุกประเด็นและทุกฝ่าย หากฝ่ายไทยไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายประเทศกัมพูชาไม่เห็นด้วย แม้จะเป็นเพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพียงฝ่ายเดียว มันก็ไม่สามารถจะตกลงอะไรกันได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นมันจะต้องขึ้นอยู่ ความเห็นพ้องต้องกันครับ ถึงจะนํากรอบกระบวนการของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ และมีผลของ การเจรจานั้นมาสู่เรื่องที่จะหาข้อยุติร่วมกันได้ นอกจากนั้นผมก็เชื่อว่าสมมุติว่ามีการเจรจา จนได้ข้อตกลงในการปักปันเขตแดนร่วมกันแล้ว ผมก็เชื่อนะครับ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม ก็ต้องเอาผลนั้นมาผ่านกระบวนการของรัฐสภาแห่งนี้เสียก่อนว่าเห็นชอบด้วยหรือไม่ ดังนั้นมันไม่ใช่อยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารหรือว่ารัฐบาล จะต้องตัดสินใจร่วมกัน ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอันนี้ก็อยากจะเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอดให้เข้าใจตรงกันตรงนี้ด้วย มีเหตุผลเพิ่มเติมอีก ๒ ประเด็นสําคัญครับ คณะกรรมาธิการที่ไปทําหน้าที่เจรจาปักปันเขตแดนทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายไทยครับ ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายการเมืองเท่านั้นครับ ของเรานั้นประกอบด้วย ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทหาร เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเขาเป็นข้าราชการประจําครับ ฝ่ายการเมืองไม่สามารถที่จะไปชี้นําอะไรเขาได้ เพราะ ทุกคนก็มีความรักชาติเท่ากัน คงไม่มีใครยอมเสียพื้นที่แม้แต่ตารางนิ้วเดียวให้โดยที่ไม่มีเหตุ มีผลอย่างแน่นอน แล้วก็ยังมีคณะอนุกรรมาธิการด้านเทคนิคที่จะชี้ว่าถ้าจะตกลงในเรื่อง ของการแบ่งโดยใช้สันปันน้ํามันจะเป็นอย่างไร คณะกรรมการเทคนิคนี้ก็จะต้องให้ความเห็น จะต้องมีการทํางานร่วมกัน มีส่วนร่วมในการ ให้ข้อมูลประกอบในการตัดสินใจเบื้องต้น ผมขอเน้นเลยว่าตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้นในการ ที่จะมีข้อตกลงอะไรร่วมกัน และท้ายสุดรัฐบาลก็ต้องเสนอผ่านสภาให้ความเห็นชอบ อีกครั้งหนึ่งนะครับ

ในประเด็นต่อมาครับ ผมอยากจะให้พูดผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฏร ไปยังประชาชนชาวไทยทุกท่านนะครับว่าในขณะนี้ถ้าพูดถึงเรื่องของผู้ที่จะต้องไปกํากับการ เจรจาอยู่ในตัวแทนของประเทศไทย ผมหมายถึงว่าผู้นําของประเทศในการที่จะต้องไปกํากับ ดูแลในเรื่องกระบวนการเจรจา ซึ่งแน่นอนท่านไม่ได้เป็นคนไปเจรจาด้วยตัวของท่านเอง แต่ท่านต้องกํากับดูแล ประเด็นนี้เป็นที่ประจักษ์ว่าผู้นําของเราในขณะนี้ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ผู้นําประเทศในขณะนี้ไม่ได้มีข้อเคลือบแคลง สงสัยจากสังคมในประเทศหรือต่างประเทศแต่ประการใดในเรื่องของการมีผลประโยชน์ แอบแฝงส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องนี้แต่ประการใดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ น่าจะเป็นความเชื่อมั่นที่สําคัญนะครับว่าท่านคงไม่ยอมให้เสียประวัติของท่าน ท่านคงไม่ยอม ให้เสียเกียรติศักดิ์หรือเสียผลประโยชน์ของประเทศชาติของเราในเรื่องของการใช้ กระบวนการของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้นะครับ

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน ผมพยายามที่จะพูดเฉพาะประเด็น แล้วก็ สรุปไม่ให้ซ้ําซ้อนกับท่านสมาชิกท่านอื่นนะครับ จริง ๆ แล้วในกระบวนการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายยุคหลายสมัยของรัฐบาลที่ผ่านมา ผมคิดว่ามีกระบวนการที่ออกมาเป็นฉันทามติร่วมกัน เห็นพ้องต้องกันที่จะใช้กระบวนการ เจรจาในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขตแดนหรือในเรื่องของความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือการปะทะกันมาโดยตลอด ตรงกันครับไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นเล็ก ๆ สักตัวอย่างหนึ่งนะครับ ในรัฐสภาในยุคนี้ละครับ กลุ่มพวกเรามี ส.ส. ประมาณ ๑๖ ท่านจากเกือบทุกพรรคการเมือง เราได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่าไมตรีจิตขึ้นมา เห็นพ้องต้องกัน ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แล้วก็แถลงข่าวจัดตั้งกลุ่ม ไมตรีจิต เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่รัฐสภาแห่งนี้ครับ หลักการของเรามีอะไรครับ อันนี้ผมพยายามจะฉายภาพให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถ้าเป็นเรื่องสถานการณ์พิเศษ ถ้าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของประเทศชาติที่เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วเรารวมกันได้ หลักคิดของเราก็มีอย่างนี้นะครับว่าปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในสังคมมีได้ครับ แต่ว่าทําอย่างไรที่จะไม่นําไปสู่ความรุนแรง พูดง่าย ๆ ว่าตามสถานการณ์ขณะนี้คือไม่ให้เกิด การปะทะกันจนกลายเป็นสงคราม น่าจะเป็นบทบาทอันหนึ่งของ ส.ส. ที่จะช่วยกันแก้ปัญหา นี้ได้โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เอาผลประโยชน์ทางการเมืองมาเป็นที่ตั้ง ร่วมกันคิดหาทางออกให้กับประเทศไทยภายใต้สถานการณ์พิเศษนี้โดยใช้กระบวนการ สนทนาแนวสันติภาพ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษสักนิดครับ พีช ทอล์ค (Peace Talk) เพราะฉะนั้นทุกท่านในกลุ่มไมตรีจิตนี้ก็เห็นพ้องต้องกันว่าการพูดคุยกันเป็นทางออกที่ดีที่สุด ต่อการแก้ปัญหาที่สําคัญ ๆ นี้ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะสะท้อนอย่างน้อย ๆ ก็ยังไม่มีมรรคผล อะไรของกลุ่มไมตรีนี้นะครับ แต่อยากจะสะท้อนว่าเจตนารมณ์ของกลุ่มไมตรีจิตซึ่งมาจาก สมาชิกของเกือบทุกพรรคการเมืองในสภานี้ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มและมีเจตนารมณ์อย่างนี้ครับ

ประเด็นต่อมาครับ ประเด็นเรื่องของการอาจจะเป็นต้นเหตุของการเกิดการ ปะทะครับ ท่านประธานครับ ผมได้คุยกับนายทหารระดับสูงยศพลเอกท่านหนึ่งครับ ผมก็ตั้งคําถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร จุดเริ่มต้นของการปะทะนี่เป็นการออกคําสั่งของ นายทหารระดับสูงหรือเปล่า ท่านบอกว่าไม่ใช่ จุดเริ่มต้นนี่มันเป็นเรื่องธรรมดาเลยครับ ทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนเขาอยู่กันไม่ใช่วันสองวันครับ อยู่กันเป็นปี หลาย ๆ ปีครับ ถึงแม้จะมีการสลับปรับเปลี่ยนเวรกันออกไปตรงนี้ แต่ความเครียดมันมีครับ มีความเครียดครับ แล้วก็มีการลาดตระเวนเห็นกันอยู่แล้วทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาครับ ท่านก็บอกว่าสมมุติว่า มีทหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทําปืนลั่นนัดเดียว นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่มีการยิงกัน และถ้าไม่มีการกระบวนการที่จะมาระงับยับยั้งมันก็จะกลายเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ และครั้งที่ ๔ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ขณะนี้ดีแล้วครับที่มีการหยุดยิงแล้ว แล้วก็หันมาเจรจากัน ภายใต้ กรอบกระบวนการเจรจาในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้นะครับ และตรงนี้ผมก็อยากจะเสนอต่อไปว่า เรื่องความเครียดในฐานะที่เป็นแพทย์คนหนึ่ง ผมคิดว่ารัฐบาลเอง ผู้นําฝ่ายทหารของเราเอง ก็ต้องใส่ใจครับ ในการที่จะทําอย่างไรที่จะบริหารจัดการความเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ตามแนวหน้า เพราะว่าอารมณ์เครียดนั้นมันอาจจะทําอะไรเกิดขึ้นก็ได้ กลายเป็น น้ําผึ้งหยดเดียวครับ ความขัดแย้งอาจจะบานปลายไปสู่การเกิดสิ่งที่เราไม่ปรารถนาขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเสนอครับว่าต้องให้ความสนใจกับเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องจิตวิทยาของการ บริหารจัดการในด้านอารมณ์ของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน รัฐบาลมีองคาพยพ ที่จะทําเรื่องนี้เยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ต้องร่วมกันมีแผนตรงนี้ครับ ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดทางอารมณ์จนทําให้ เกิดเป็นน้ําผึ้งหยดเดียว นําไปสู่ในเรื่องความรุนแรง การปะทะ หรือว่าเป็นสงครามย่อย ๆ ได้ครับ

ประการสุดท้ายครับ ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมอย่างนี้นะครับ ทางออก ในขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ที่มีสมาชิกบางท่านบอกว่า อันนี้คือแนวพนมดงรัก ซึ่งเราประท้วง เราไม่เห็นด้วยในเรื่องของคณะกรรมการมรดกโลก แล้วเราก็ประท้วงเช่นนี้มาตลอด ประเทศกัมพูชาก็ไม่เห็น คือต่างฝ่ายต่างก็จะคิดว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรเป็นของประเทศของตนเอง ผมเสนอครับ ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง เลียนแบบเขา แต่ว่าเสนอครับ ถ้าเกิดมันไม่มีทางออกจริง ๆ มันเป็นไปได้หรือไม่ มันเคยมี ประวัติศาสตร์มาแล้วใน ๒ ประเทศในอเมริกาใต้ครับ ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ประเทศเปรูกับ ประเทศปารากวัย เขามีพื้นที่ติดต่อกันครับ แล้วก็มีปัญหากระทบกระทั่งกันจนกลายเป็น สงครามย่อย ๆ เพื่อจะแย่งชิงพื้นที่ ๕๐๐ ตารางกิโลเมตรอยู่บนเทือกเขาซึ่งกั้นพรหมแดนของ ระหว่าง ๒ ประเทศนี้ไว้ด้วยกัน มีการเจรจากัน มีการอะไรต่าง ๆ เยอะแยะหลายครั้งครับ มีการสู้รบกันทหารล้มตายทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นเวลาไม่ต่ํากว่า ๕ ปี แต่ในที่สุดเขาอาศัยการเจรจาโดยมีคนกลางคนหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับ เป็นที่ยอมรับนะครับ ทั้ง ๒ ฝ่าย มาเป็นคนกลางในการที่จะทําให้เกิดข้อตกลง เพราะเป็นข้อตกลงที่สร้างสรรค์ ท่านประธานครับ ผมก็นึกภาพว่าเขาตกลงกันอย่างนี้ครับ พื้นที่ ๕๐๐ ตารางกิโลเมตรนี้ เขาตกลงกันว่าขอให้เป็นลักษณะของไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของทั้ง ๒ ประเทศร่วมกัน แล้วก็ทําประโยชน์พัฒนาพื้นที่นี้ให้เกิดรายได้ ไม่ว่าจะเรื่องการท่องเที่ยว หรือว่าในเรื่องของประวัติศาสตร์ ช่วยกันกู้เก็บกับระเบิด สร้างอนุสาวรีย์ ปรับปรุงภูมิทัศน์ อะไรต่าง ๆ อากาศก็ดีอยู่แล้ว ทิวทัศน์ก็ดีอยู่แล้ว แล้วประเทศที่สามก็สร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา ขึ้นไปบนยอดเขานี้ โดยทั้ง ๒ ประเทศนี้ไม่จําเป็นต้องออกงบประมาณอะไรเลย แล้วยังมีมาตรการสนับสนุนอะไรอีกเยอะแยะ ประเทศอื่น ๆ ที่เขารักความสงบ เขาก็อยากจะให้ ๒ ประเทศนี้สงบครับ ตกลงกันได้ อยู่กันด้วยความสุข แล้วก็มีผลประโยชน์ ร่วมกันในทั้ง ๒ ประเทศนี้ โดยไม่จําเป็นที่ว่าจะต้องให้ใครเป็นฝ่ายครอบครอง ผมก็ไม่ทราบ นะครับว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนี้ถ้าไม่มีทางออกอย่างอื่น ถ้าไม่สามารถตกลง ร่วมกันได้ แนวทางอย่างนี้สามารถที่จะมาใช้ได้หรือไม่ ท้ายสุดครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าขณะนี้รัฐบาลนี้ภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้สร้าง ผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ปัญหาสังคมน้อยลง ปัญหาความไม่เป็นธรรมก็น้อยลง มีโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่จะไป แก้เรื่องความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมของสังคม ซึ่งประชาชนเรียกร้องมาตลอด และปัญหาความไม่เป็นธรรม อันนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในเฉพาะรัฐบาลที่นี้เท่านั้น มันเกิดขึ้นมา โดยตลอด ไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดนี้ มันเป็นผลต่อเนื่องมาตลอด เพราะมันเป็นปัญหา เรื่องโครงสร้าง โอกาส รายได้ การกระจายรายได้ ที่ทํากิน อะไรต่าง ๆ ปัญหามันหมักหมม มานานเป็นระยะเวลาอันยาวนาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะมาแก้ให้ ความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมมันลดน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการประกันรายได้ เรียนฟรี ๑๕ ปี และอื่น ๆ อีกมากมาย แล้วก็ยังจะมีกฎหมายซึ่งจะเข้าสภาวาระที่สาม ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่ากฎหมายเรื่องของการยกเว้นในการที่ใช้ ประโยชน์ที่ดินสงวนหวงห้ามก็ดี หรือว่าเรื่องของบํานาญประชาชนก็ดี เหล่านี้ทั้งหลาย เป็นการลดช่องว่างของความไม่เป็นธรรม คนไทยทุกคนก็จะมีบํานาญ บํานาญประชาชน อย่างนี้นะครับ ผมตั้งความหวังว่า