สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องความไม่เข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้มีวุฒิภาวะในการแก้ไขปัญหาและไม่ให้สิ่งไม่เข้าใจสะสมขึ้น โดยแสดงความไม่พอใจกับการกล่าวหาเกี่ยวกับการขายชาติของรัฐบาลทักษิณ สมัคร และสมชาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมขอกราบเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่า หลังจากได้ฟังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่จังหวัด ศรีสะเกษ ฟัง ร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์เฉลิมได้อภิปรายความแล้วนั้น มันได้ตอบโจทย์อย่าง ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ใช้วิธีการแก้ไขปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเข้าใจ ผมเรียนกับท่านประธานเลยนะครับว่าทั้งที่นายกรัฐมนตรีนั้น ท่านลองสืบสาวราวเรื่องสิครับ หัวหน้าพรรคคนแรกก็เป็นคนจังหวัดพระตะบอง นายควง อภัยวงศ์ ประวัติศาสตร์ ลองไปดูหอสมุดแห่งชาติ เกิดที่จังหวัดพระตะบอง นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนแรก แต่สิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้นั้นก็คือว่าวุฒิภาวะการเป็น ผู้นําของนายกรัฐมนตรีนั้น นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ ๔ ครั้ง พี่น้องตําบลภูมิซรอล อําเภอกันทรลักษ์ มีความเดือดร้อนมากมายนั้น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้นไม่ได้ลง ไปดูในพื้นที่เกิดเหตุแม้แต่เพียงครั้งเดียว แล้วปัญหาทั้งหมดนั้นมันได้ตอบโจทย์เรื่องว่าภาวะ ของผู้นําจนนําไปสู่ปัญหา สถานการณ์แบบนี้ ท่านคงจะจําได้กรณีมีการเผาสถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญ พันตํารวจโท ทักษิณ เวลานั้นก็บัญชาการเอา ซี ๑๓๐ (C130) เอากําลังไป เอาคนไทยกลับมา มีวุฒิภาวะการนําประเทศ ผู้นําประเทศอย่างกัมพูชาเขาก็ไม่ได้มีการโกรธ อะไร แต่ทั้งหมดนั้นท่านประธานก็คงจะได้แลเห็นแล้วว่า การสั่งสมความไม่เข้าใจมานั้น นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้ตอนขณะที่ทําหน้าที่ฝ่ายค้าน แล้วตอนขณะ ไปชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรนั้น ท่านประธานลองดูสิครับ สิ่งที่ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อธิบายความว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดจาอย่างนั้น มีท่าน พูดจาวันเดียวที่เข้าท่า คือวันที่พันธมิตรตัดท่านออกจากพันธมิตร บอกว่าประเทศไทยต้องมี ความสุขุมคัมภีรภาพ ต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ นั่นเป็นการพูดวันเดียวของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ แต่ทั้งหมดมันได้อธิบายอะไรครับ ว่าท่วงทํานองต่าง ๆ มันมี วิวัฒนาการมามากมาย นายกษิต ภิรมย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธานคงจะจําความได้ว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกของรัฐบาลนี้ผมได้ยก กรณีกองกําลังสุรนารี ทําหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ ๙ ครั้งให้ประท้วงทางการ กัมพูชา ถ้าวันนั้นนายกษิตไม่ปล่อยปละละเลย และไม่ต้องไปปะเหลาะสมเด็จฮุนเซน เพราะตัวเองไปด่าเขาไว้มาก ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนท้ายที่สุดนะครับ ปัญหาที่เป็นชนวนวันนี้เรื่องถนน ที่เอารถแบคโฮเข้าไปจนเขาคิดว่าจะไปรื้อวัดแก้วนั้น ปัญหาวันนี้จะไม่เกิดเลยครับท่านประธานที่เคารพ กองกําลังสุรนารีทําหนังสือมา ๙ ครั้ง กระทรวงการต่างประเทศเก็บเรื่องเงียบ เพราะต้องการให้รัฐมนตรีไปเคลียร์ความในใจกับ สมเด็จฮุนเซน ต้องการเอาเขามาประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนที่หัวหิน แล้วท้ายที่สุดเขาก็ ตัดถนนเสร็จ แล้วเวลานี้ท่านประธานที่เคารพ พอชนวนมันสะสม ๆ ปัญหาเข้า ท่านประธาน ลองดูเถอะครับว่านับตั้งแต่วันนั้นท่านให้เลขานุการลงไปดู ผมนี่ร้องไปยังคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ เพราะว่าหลังจากนั้นเราก็เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศไปทําแผน ในการที่จะจัดการกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา แล้วแผนมันก็เห็นกันทั่ว เขาก็เลยรู้ว่า ทัศนะประเทศไทยนั้นคิดอย่างไรกับเขา เรื่องเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ท่านประธานที่เคารพ เวลานี้สภาพของรัฐบาลชุดนี้เหมือนเรื่องกระต่ายสามขา คือมันต้องการที่จะอธิบายว่า สิ่งที่ตัวเองทํานั้นถูก ท่านประธานลองไปถามสิครับ ดูรายงานการบันทึกของคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ ผมได้เล่าให้ในสภานี้ฟังว่าทหารที่เป็นรองแม่ทัพ ตัวแทนแม่ทัพ ภาคที่ ๒ เขาออกมาบอกเลยว่า วันที่พรรคประชาธิปัตย์ไปทําเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นไม่ได้ถามกองทัพ สักคําหนึ่ง ไปปักปันเขตแดนแบบนี้มันไม่ได้ผูกพันเฉพาะกัมพูชา แต่จะไปผูกพันกับ ประเทศลาวด้วยในการปักปันเขตแดน ท่านประธานทราบไหมครับว่าทหารเขามา รําพึงรําพัน บอกว่าแม่น้ําโขงบางจุดยาวเป็นกิโลเมตร มุกดาหารกว้าง ๑,๓๐๐ เมตร แปลว่า ๑ กิโลเมตรกับ ๓๐๐ เมตร บางจุดความกว้างแม่น้ําโขงเป็นกิโลเมตร ประเทศไทย ออกจากฝั่ง ๒๐ เมตร ทหารมาบอกในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศว่าเป็นของประเทศ ลาว เกาะแก่งในแม่น้ําโขงทั้งหมดเป็นของประเทศลาวแล้ว เพราะฉะนั้นทางเจบีซี ทางผู้ที่ ทําหน้าที่ในการปักปันเขตแดนเขาก็ต้องแก้ไขปัญหาตามความโง่ที่ไปลงนามในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ใช้วิธีอย่างไรครับ เขาบอกว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน ประเทศไทยกับประเทศ เพื่อนบ้านเราค่อยปักปันเขตแดนกันไป โดยให้ยึดว่าความเจริญที่เท่าเทียมกัน แปลว่าไทย กับกัมพูชาเจริญเท่าเทียมกัน ในแต่ละจุดจึงปักปันเขตแดนแล้วค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ท่านประธานที่เคารพ หลักการนี้ไปใช้กับประเทศพม่า ไปใช้ประเทศมาเลเซีย ไปใช้กับ ประเทศลาว แต่ถ้าปักปันเขตแดนตามแนวเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ไปยึดแผนที่ของเจ้าอาณานิคม อย่างฝรั่งเศสซึ่งเป็นเหตุให้ไทยเสียปราสาทพระวิหารนั้น แล้วประเทศไทยก็ยังเดินตามรอย อยู่ในเวลานี้ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ผมเป็นคนไทยไม่ต้องการให้แผ่นดินนี้ เสียแม้แต่เพียงตารางนิ้วเดียว แต่ผมไม่มีความประสงค์ที่จะกระหายสงคราม เรื่องนี้จะไม่รบกันเลย เราทําสัมพันธ์ทางการทูตได้ ไปอธิบายกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ตกลงกันไม่ได้แปะเอาไว้ก่อน ตรงไหนตกลงได้ปักปันเขตแดน ร่วมทําการค้า ประเทศไทย บางปีได้เปรียบเขา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาซื้อของเรา เราซื้อของเขา ๕,๐๐๐ ล้านบาท บางปีเขาซื้อของเรา ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เราซื้อของเขา ๗,๐๐๐ ล้านบาท เราได้เปรียบ ประเทศกัมพูชามา ๑๐ เท่า ผมเคยถามคนกัมพูชาว่าทําไมคุณไม่ไปซื้อสินค้าเวียดนามล่ะ เขาบอกว่าเขาผูกพันกับประเทศไทย ทีวีก็ดูทีวีไทย ประเพณีต่าง ๆ ก็เหมือนประเทศไทย มีลอยกระทง มีสงกรานต์ แล้วก็ทุกอย่างเป็นวัฒนธรรมไทย ทั้งที่ทางการทหารความสัมพันธ์ ก็มีความใกล้ชิดกับทางประเทศเวียดนาม แต่ประเทศไทยเขามีความรู้สึกว่าเหมือนเป็นพวกที่ มีชาติพันธุ์ที่มีความใกล้เคียงกัน ผมเรียนกับท่านประธานเลยนะครับว่าเราผิดพลาดในการ แก้ไขปัญหามาแต่ละเรื่อง ท่วงทํานองความอวดดีอวดเก่งของรัฐมนตรีต่างประเทศ เหมือนวันหนึ่งเรามีความเชื่อเราเอาทนายที่มือเก่งที่สุด ได้เรียนที่ ๑ ของอ๊อกฟอร์ด มีวันเฉพาะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เป็นคนเก่ง รัฐบาลก็มี ๓ จอมพล ๑. จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ๒. จอมพล ถนอม กิตติขจร ๓. จอมพล ประภาส จารุเสถียร ไปที่ไหนแข็งแรง แข็งแกร่ง ทหารเต็มพรึ่บ แต่ท้ายที่สุดพอขึ้นไปศาลโลกแล้วเป็นอย่างไร ที่ปากเก่งทั้งหลาย ประกาศดุดันทั้งหลาย พอเจอกฎหมายปิดปาก เอาภาพเดียวนี่ครับ ภาพ ที่กรมพระยาดํารงราชานุภาพขึ้นไปปราสาทพระวิหาร มีธงชาติปักกองกําลังเกียรติยศของ ฝรั่งเศสต้อนรับท้ายที่สุดกลายเป็นกฎหมายปิดปาก แล้วถามท่านประธาน ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าแล้วกรณี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปแสดงความไม่เข้าท่าว่าขณะนี้ข้ามมายังกัมพูชาแล้ว ช่วยโทรไปบอกสมเกียรติ เลขาธิการ นายกรัฐมนตรี หน่อย อย่าให้ใครรู้นะ รู้กับนายกรัฐมนตรีเพียง ๒ คน แล้วต่อมา นายกรัฐมนตรีตอบชนิดที่ตกใจกันทั้งบ้านทั้งเมือง บอกว่ารู้กัน ๒ คนจริง บอกว่า ไปปราจีนบุรี ถามจริงหรือครับ ชายไทยไปปราจีนบุรี เหมือนผมนั่งอยู่กับ พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ ผมบอกว่าเดี๋ยวผมจะไปโคราช รู้กัน ๒ คนนะ อย่างนี้ภรรยาผมสงสัย นะครับ มันไม่มีเหตุผลในการอธิบายเลย แต่เราดูว่าภาพนิ่ง ๑ ภาพ เสียปราสาทพระวิหาร กฎหมายปิดปาก นี่ถ่ายบันทึกอย่างรายการโชว์ (Show) ท่านประธานที่เคารพ มันยิ่งกว่า กฎหมายปิดปาก แล้วทันทีที่ถูกจับกุม ท่านประธานลองดูคลิปวิดีโอ (Clip Video) สิครับ ทหารกัมพูชาเขาก็เห็นแว็บ ๆ เขาก็ยังไม่จับ เขารอจนกระทั่งเข้าไปเขตเขา แล้วท่านประธาน ลองดูเถอะครับ พอจับนะครับ เจ้ากรมแผนที่ทหารมารายงานต่อคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศบอกว่ารุกล้ําไป ๕๕ เมตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวง การต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นายกรัฐมนตรีบอกว่าล้ําแดนไปทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ท้ายที่สุดพอศาลกัมพูชาปล่อย ๕ คน นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นี่ละครับบอกว่าไม่ได้ล้ําแดน เป็นเขตพิพาท แปลว่าพนิชปลอดภัยแล้ว นายวีระ สมความคิด นางราตรีนี้ช่างหัวมันใช่ไหม เพราะว่าวิธีการอธิบายแบบนั้นนะครับ ตอนที่ถูกขังบอกว่า ล้ําแดน แต่ว่าพอปล่อยมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เข้าเมืองไทยเรียบร้อย บอกว่าเป็นพื้นที่ พิพาท แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้ในเวทีของโลกล่ะท่านประธานที่เคารพ ผมจึงเรียนกับ ท่านประธานว่าวิธีการดําเนินการทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเป็นพี่ใหญ่นะครับ ท่านประธานบอกผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศลาว ประเทศ กัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า เดิมเขายกให้ไทยเป็นพี่ใหญ่ แต่พวกท่านมานี่ครับ จากสภาพพี่ใหญ่กลายเป็นเด็กแว๊นไปแล้วครับเวลานี้ สภาพเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมเรียน กับท่านประธานเลยนะครับ แล้วสิ่งที่มันไม่ควรจะเกิดสงครามก็คือว่าเวลานี้มาปลุกกระแส เพลงชาติ พวกผมจําในสิ่งที่ท่านทําได้อย่างดีเลย เพลงชาติเขาร้องฟรี พวกท่านรองจ่ายเงิน ๑๓ ล้านบาท รักสงบ รบไม่ขลาด เราก็บอกว่าเวลานี้ต้องตระหนัก ถ้าประเทศไทยใช้วิธีอย่างนี้กับประเทศกัมพูชา ประเทศพม่าเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ประเทศลาวเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ประเทศมาเลเซียจะรู้สึกอย่างไร ออกมาคุยบอกว่า ไม่มีปัญหาทําสงคราม ประเทศกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศ เวทีปลุกระดม พวกท่านกษิตนี่ละครับ คึกคักใหญ่ อย่างมากก็มีแค่เรือหาปลากรอบ ไม่มีกองทัพเรือ แต่ไม่นึกเลยว่าวิธีการคิดแบบนี้ ก็เหมือนซัดดัม ฮุสเซน คิดว่าคูเวตเป็นประเทศที่เล็กกว่า เคยเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศ อิรัก แล้วก็เอากําลังไปยึด ท้ายที่สุดก็ยึดได้ ผลเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ สหรัฐอเมริกาก็เข้ามา ยูเอ็นก็เข้ามาจัดการอิรักในคูเวต และตามไปยึดอิรักในอิรัก และ ท้ายที่สุดเวลานี้ประเทศอิรักมีสภาพอย่างไร เต็มไปด้วยเสียงระเบิดใช่ไหม เต็มไปด้วยทหาร อเมริกา และทหารจากนานาชาติเข้าไป มันเหลือสภาพความเป็นชาติหรือเปล่า วันนี้เรายัง คิดทฤษฎีบอกว่าเรายัง ๖๓ ล้านคน ๖๔ ล้านคน กัมพูชา ๑๓ ล้านคน สู้ไทยไม่ได้ คิดว่าเขาจะรบกัน ๑ : ๑ หรือครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลองตอบผ่าน ท่านประธานมาสิครับว่า ประเทศเวียดนามเขาจะเข้าข้างใคร ประเทศลาวเขาจะเข้าข้างใคร ประเทศพม่าเขาจะเข้าข้างใคร ประเทศมาเลเซียเขาจะเข้าข้างใคร และท่านประธานลอง ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าทราบหรือไม่ว่ากองกําลังของประเทศ อินโดนีเซียเขาเข้าไปฝึกกําลังให้ประเทศกัมพูชา แปลว่าเขาก็ประเทศอินโดนีเซียเข้ามาเป็น พวกเขาอีกประเทศหนึ่งในกลุ่มอาเซียน แล้วที่สําคัญ ท่านประธานที่เคารพ นี่ผมไม่ต้องการ พูดความเสียหายทางยุทธศาสตร์ แต่การจัดกําลังในประเทศไทยอย่าไปจัดในที่ชุมชน เหมือนกับการปะทะ ๔ รอบ ผมรู้ว่าท่านรู้ว่าผมพูดถึงอะไร แต่ผมจะไม่อธิบายความ เพราะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จังหวัดศรีสะเกษ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ปวีณ ส.ส. ธเนศ ส.ส. วิวัฒน์ชัย และอีกหลายคนอธิบาย เพราะว่าการไปตั้งแบบนั้นมันเท่ากับเป็นการลาก ความตายความเสียหายมาให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ผมเรียนกับท่านประธานว่า ในสภานี้ ไม่ใช่มาอธิบายว่านี่ไม่ใช่สงคราม นี่เป็นการปะทะ มันฟังไปถึงประเทศกัมพูชาแล้วครับ ไม่ต้องมาสอนกันในสภา แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าเวลานี้เราจะหยุดสงครามกันอย่างไร ประเทศไทยจะหยุดความเสียหายกันได้อย่างไร ตอบว่าอยู่ที่การเจรจา และการเจรจามันจะ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็ตอบว่าใครเจรจากันได้ เรื่องนี้ลากไปที่ยูเอ็น ถ้าไม่เลิกพิพาทเขาก็ลาก ไปศาลโลก มีมนุษย์หน้าไหนในรัฐบาลชุดนี้จะกล้าเอาชีวิต เอาคอ เป็นประกันกับสภา กับคนไทยทั้งชาติได้ว่า ถ้าเขาสู่กระบวนการศาลโลกเราจะไม่เสียดินแดนเหมือนกับกรณี ปราสาทพระวิหารในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ อีก ผมเรียนกับท่านประธานว่า จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุเสถียร ๑ นายกรัฐมนตรี ๑ รองนายกรัฐมนตรี ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย ดุเกือบตาย ถึงที่สุด ยกปราสาทพระวิหารคืนกัมพูชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่ร้อยตรี อภิสิทธิ์ กํานันสุเทพ เทือกสุบรรณ กษิต ภิรมย์ ท่านลองดูหน้าตาคนรุ่นนั้นกับคนรุ่นนี้ที่เสียไปแล้ว แล้ววันนี้ สมมุติว่ากรณีนี้ลากไปสู่ศาลโลก และท่านบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แล้ววันหนึ่งมันเป็นไปได้ล่ะ สิ่งที่ผมสงสัยก็คือว่า เรื่องใครยิงก่อน ไม่ยิงก่อน ก็ไปว่ากัน แต่ใครต้องการจุดชนวนสงคราม ในวันนั้น ใครเป็นคนสั่งให้รถแบคโฮกับรถแทรกเตอร์ไปในวันนั้น อันเป็นชนวนที่สําคัญ ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมต้องการให้รัฐบาลชุดนี้จะอยู่หรือจะไปให้ไปเป็นไปตาม กระบวนการประชาธิปไตย ความจริงแล้วผมควรจะอยู่บนภูดูพวกท่านฟาดกันเอง อดีตลูกพรรคพวกท่านทั้งนั้น ไม่ว่าประพันธ์ คูณมี หรือใครก็แล้วแต่ที่ลากไส้ท่านเวลานี้ เพื่อนของท่านอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างมหาจําลอง ศรีเมือง ที่ลากไส้ของท่านเวลานี้ พวกของท่าน เพื่อนของท่านทั้งสิ้น เราจึงรู้หมดตาแจ้ง หูสว่างกันหมด ร่วมสมคบยึดกัน วางแผนยึดทําเนียบรัฐบาล ไปทําอะไรสารพัดที่พวกเรานึกไม่ถึง แต่วันนี้สิ่งที่ผมในฐานะ เป็นคนไทยนั้นมีความห่วงใยที่สุด ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดสงครามได้ เวลานี้ทั่วโลกเขาเรียกร้องหาสันติภาพ แต่เวลานี้ถ้าเราไม่หยุดสงคราม ขยายสงคราม มันเป็นน้ําผึ้งหยดเดียวกันแล้ว ถ้าท่านประธานจําความกับผมได้ว่าการจัดกําลังระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ผมเคยออกมาทักเลยว่าอันนี้จะเกิดสงคราม คอยดูก็แล้วกัน เพราะเตรียมความพร้อม เหมือนกับมีคนจังก้าปืน มีคนเอาประทัดไปจุดนัดเดียว ปัง ยิงกันทันที สภาพมันเวลานี้ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องกรณีเป็นความลับซับซ้อน ผมไม่ต้องการมาขยายความให้ เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ แต่ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย วิธีการจัดการของท่านในเวลานี้ ท่านต้องรู้ว่าทางการทหารจะนําไปสู่ศาลโลก และท้ายที่สุดจะนําพาไปสู่การเสียดินแดน การเจรจาทางการทูตท่านจะว่าอย่างไร การจํากัดพื้นที่สงครามเราพูดฝ่ายเดียว แล้วอีกฝ่ายหนึ่ง เขาจะจํากัดพื้นที่สงครามหรือไม่ หรือถ้าประเทศอื่น ๆ มันลุกลามกลายเป็นสงครามขึ้นมา ความรับผิดชอบต่าง ๆ จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ผมเรียนประเด็นสุดท้ายกับท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เวลานี้ท่านอาจจะดวงตาเห็นธรรม ผมดูการสัมภาษณ์ท่านมาทุกครั้ง และครั้งสุดท้ายนั่นละครับ ถ้าท่านปฏิบัติตนอย่างที่ท่านสัมภาษณ์ในครั้งสุดท้าย เรื่องที่ ประเทศไทยต้องใช้ความสุขุมคัมภีรภาพ ความเป็นผู้ใหญ่ในการแก้ไขปัญหาของอาเซียนหรือ ของประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าท่านทําอย่างนี้ตั้งแต่วันแรก บัดนี้สงคราม การปะทะ เหตุการณ์ที่ ภูมะเขือ เหตุการณ์ที่บ้านภูมิซรอล อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จะไม่เกิดขึ้นเลย แต่ท่านรู้จักตัวเองเมื่อสายไปแล้ว ถ้าท่านทําอย่างนี้ตั้งแต่วันแรก ไม่มีกรณีที่ท่านขึ้นไปประกาศ ไปกล่าวหาผู้นําประเทศเพื่อนบ้าน และบทเวลาจะไปยอมเขานะครับ ประจบจนน่าเกลียด คุยแปลว่าหัวใจราชสีห์ครับ ฯพณฯ นี่เป็นคํายกย่องของประเทศไทย อายเขาตาย นี่พรรคพวก ชวนไปกินข้าวต้มบอกว่าชวนไปกินข้าวหัวใจราชสีห์หน่อยไหม ไปกินข้าวหัวใจสิงห์ หน่อยไหม มันใจนักเลงดี มันอธิบายอะไรไม่ได้เลย แต่ว่าถ้าเรายืนหยัด วันที่ท่านพบสัจธรรม นั่นละ แต่วันนี้ท่านประธานที่เคารพ หน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้หยุดสงครามได้อย่างไร ตัวนายกรัฐมนตรีควรจะลงไปดูความทุกข์ร้อนของพี่น้องภูมิซรอลว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร เพราะคนที่นอนอยู่ในหลุมหลบภัยจะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง มีความรู้สึกแตกต่างกับคนอยู่ ในกรุงเทพมหานคร มันเป็นการตอบโจทย์เลยว่าทําไมเมื่อคนบางพวกไปที่บ้านภูมิซรอล ไปอําเภอกันทรลักษ์ ทําไมชาวบ้านภูมิซรอล อําเภอกันทรลักษ์ จึงออกมาป้องกันไม่ให้บุกไป ชายแดนเขมร ทําไมบุกไปที่จังหวัดสระแก้ว ทําไมคนสระแก้ว คนอรัญประเทศ คนตาพระยา จึงออกมากันว่าอย่าไป เพราะเขารู้ว่าเวลาเกิดเหตุพวกที่ไปก่อเรื่องมันจะกลับกรุงเทพมหานคร และพวกเขาจะรอรับกระสุนตก ที่เรียกว่าหมู่บ้านกระสุนตก นี่เป็นโชคชะตากรรม ผมจึงเรียนวันนี้ท่านประธานที่เคารพ ๑. ต้องไปดูแลพี่น้องภูมิซรอลและอย่าขยายสงครามอีก เพราะถ้าขยายสงครามจังหวัดสุรินทร์ก็มีปัญหา ลามไปจนถึงจังหวัดตราด จันทบุรีนะครับ ทุกช่องมีปัญหาหมด และผมไม่แน่ใจว่าเฉพาะชายแดนกัมพูชาหรือไม่ เพราะประเทศไทยเรา เก่งนี่ครับ กับประเทศพม่าเราก็อบรมสั่งสอนเขาจนกระทั่งเขาแทบมองหน้าไม่ติด ไอ้นี่หรือ ไปสอนถึงประเทศอียิปต์ มันเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องประเทศไทย ผมเรียนกับท่านประธานว่า ในฐานะที่เราเป็นคนไทยด้วยกัน รัฐบาลก็เป็นรัฐบาลไทย ผมก็เป็นพรรคฝ่ายค้านไทย ผมก็มีความรู้สึกเจ็บปวดเวลาที่พวกท่านไม่ว่าในนามกลุ่มพันธมิตรหรือในนามตัวท่าน บอกรัฐบาลทักษิณ บอกรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชายขายชาติ จนกระทั่งพวกเดียวกับท่าน วันนี้มาชี้ว่าพวกท่านนั่นล่ะขายชาติเอง แสดงว่าพวกผมขายไม่ได้ จึงเหลือมาให้พวกท่านขาย ท่านมีความรู้สึกอย่างไรบ้างว่าคนไทยที่ถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ที่ท่านไปกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณขายชาติ นายสมัครขายชาติ นายสมชายขายชาติ จนกระทั่งคําว่า อภิสิทธิ์ขายชาติ โดยจากคนที่เป็นกลุ่มพวกท่านที่ร่วมเคยกล่าวหา ๓ นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ผมเรียนกับท่านประธานเลยว่าอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ และผมเห็นเลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะกอดเอ็มโอยูไปจนตาย