ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชา และกรณีวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเหมาะสม โดยเน้นความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมเรียนท่านประธานว่า ข้อห่วงใยของท่านนายกรัฐมนตรีที่บอกว่าพูดแล้วจะกระทบสัมพันธภาพ กระทบไมตรี สมาชิกพรรคของท่านได้ดําเนินการไปเรียบร้อยแล้วไปอุปมาอุปไมย กัมพูชาเป็นนักเรียน ป. ๒ เมืองไทยเป็น ป. ๖ คนนั้นเก่งกว่าคนนี้ไม่เก่งกว่า นั่นแหละท่านประธานก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสัมพันธไมตรี แต่พวกกระผมไม่มีทางดําเนินการเด็ดขาดในสิ่งที่จะกระทบ สัมพันธไมตรี พวกเราต้องการสร้างสรรค์ แต่ไม่ใช่มาสมานฉันท์กับรัฐบาล เรารู้ครับว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องอย่างนี้ มันไม่เป็นผลดีทั้ง ๒ ฝ่าย ถามว่าสงครามครูเสด รบกันมา ๕๐๐ ปี สุดท้ายเป็นอย่างไรครับ สุดท้ายก็ต้องจบด้วยการเจรจา พุทธ คริสต์ พราหมณ์ อิสลาม ฮินดู เราอยู่ด้วยกันได้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านลองทบทวนตัวเองสักนิดเถอะครับ ผมไม่กล้าสอนท่าน แต่อยากจะเรียนท่านประธาน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ว่าเวลาท่านบริหารราชการบ้านเมืองท่านบริหารราชการแผ่นดิน บางทีท่านไม่ซิง อะ ซอง (Sing a song) กันระหว่างท่านกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เหตุปล้นปืนปักษ์ใต้ นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์แท็ด ๆ คาดการณ์ไว้แล้ว คาดคะเน ไว้แล้วว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ผมฟังดูท่านมีอินไซด์ (Inside) ท่านมีข้อมูลเชิงลึกเชิงลับ แต่ว่าอีกวันหนึ่งต่อมาท่านรองนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงให้สัมภาษณ์เรื่องเดียวกันครับ บอกว่าฝ่ายคนร้ายมันเสียมวลชน รัฐบาล ได้มวลชน มันเลยต้องกําเริบเสิบสาน ต้องแสดงศักยภาพเพื่อให้ได้มวลชน อยู่ด้วยกันครับ หัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค นายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไม่เหมือนกันครับ ผมเรียนท่านประธานว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่โทษใครหรอกครับ รัฐบาลก็ไม่อยากให้เกิด ฝ่ายค้านก็ไม่อยากให้เกิด แต่คนได้รับผลกระทบคือคนในพื้นที่ โดยเฉพาะพี่น้องจังหวัดศรีสะเกษ แล้วท่านประธานรู้ไหมฝ่ายรัฐบาลเอาเปรียบ เอางบภาษีอากร พี่น้องประชาชนไปแจก แต่ปรากฏว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่แจกหรอกครับ ก็อ้ายว่าที่ผู้สมัคร พรรคการเมืองบางพรรคเอางบประมาณของหลวงไปแจกครับ ออกโทรทัศน์ยิ้มแย้มแจ่มใส ชาวบ้านไม่รู้นึกว่าอ้ายนี่ใจป้ํา ไม่หรอกครับ มันไม่ใช่เงินคุณอภิสิทธิ์ ไม่ใช่เงินคุณสุเทพ ไม่ใช่ เงินคุณกษิต ไม่ใช่เงินผม แต่เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนเขารู้ สิครับว่านี่ภาษีอากรของเขา และรัฐบาลแจกเมื่อยามเขามีความเดือดร้อน เขามีปัญหา ผมจะอภิปรายปัญหามันเกิดขึ้นจาก ๔ เรื่อง ๔ ประเด็น
เรื่องที่ ๑ ปัญหาเกิดจากตัวท่านนายกรัฐมนตรี แล้วกรณีประเทศกัมพูชา ตั้ง พันตํารวจโท ทักษิณเป็นที่ปรึกษา มันเรื่องอะไรของรัฐบาลไทย มันเป็นเรื่องของประเทศ กัมพูชาเขาจะตั้งใครก็ได้เป็นที่ปรึกษา แสดงความเห็น สมเด็จฮุนเซน มาประชุมที่หัวหิน ก็ให้สัมภาษณ์นักข่าว รัฐบาลไทยออกไป ทําอย่างนี้ไม่ได้ต้องขอเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ไปพูด ทําไมเขาจะตั้งใครที่ปรึกษา นั่นคือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ปัญหาเกิดจากตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านล่ะ คือปัญหา และโอกาสจะแก้ไข ยาก ถ้านายกษิต ภิรมย์ ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยไม่มีวันพัฒนาไปสู่ สิ่งที่ดีขึ้น
เรื่องที่ ๓ กรณีที่ตั้งของวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ผมเรียนเบื้องต้นว่า วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ สร้างปี ๒๕๔๑ ใครเป็นรัฐบาล ฝ่ายทหารบอกให้ประท้วง กระทรวง การต่างประเทศไม่ประท้วง พอเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ วัดเขาสร้างเสร็จแล้ว ปัญหามันจึงเกิด
เรื่องที่ ๔ กรณี ๗ คนไทยเข้าไปในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ผมฟันธงไม่ได้ ว่าที่ตรงนั้นเป็นเขตแดนของใคร แต่ผมรู้มาว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าทหาร ตํารวจ เขาบอกอย่าเข้าไปตรงนี้มีปัญหา ตรงนี้เป็นพื้นที่ประเทศกัมพูชา เข้ามาเดี๋ยวถูกจับ ก็ปรากฏว่าเข้าไป ๗ คน ปัญหามันน่าสนใจ ๑ ใน ๗ คน เป็น ส.ส. พรรคใครครับ นายกรัฐมนตรีรู้ไหมผมไม่ทราบ แต่ผมดูคลิปเห็นชัด ท่านผู้แทนราษฎรบอก โทรมา ให้รายงานนายกรัฐมนตรี อย่าไปบอกใคร เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีรู้คนเดียว แล้วประเทศ กัมพูชาเขาคิดอย่างไร ท่านจะมีอะไรในใจนึกอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ที่ผมเรียงลําดับ ๔ ประเด็น ผมจะเรียนกับท่านประธานว่านี่คือความผิดพลาดที่รัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เป็นคนก่อให้เกิดปัญหาทั้งหมด ผมเคยเป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี สมัย พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมไม่ได้สอนท่านนายกรัฐมนตรี แต่ผมอยากจะมาเล่า ให้บรรดาเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนคนไทย หรือคนเทศที่ฟังภาษาไทยรู้ และฟังวิทยุ ขณะนี้ว่าประเทศกัมพูชานั้นเขาอยู่ภายใต้การดูแลของเมืองไทยมาโดยตลอด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ยังรับราชการอยู่กระทรวงการต่างประเทศ ในสถานการณ์นั้น ผมเป็นรัฐมนตรีสํานักนายก ประชุมทุกวันอังคาร มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านหนึ่งไปประชุมชิน ๑ ชิน ๒ ชิน ๓ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศ อินโดนีเซีย แล้วก็กลับมารายงาน ครม. ว่าชิน ๑ ว่าอย่างนี้ ชิน ๒ ว่าอย่างนี้ ชิน ๓ ว่าอย่าง นี้ สุดท้าย พลเอก ชาติชายเรียกผมไปคุยเป็นการส่วนตัว แล้วท่านก็ปรารภว่า ๑๕ ปี ที่ไทยรับรองเขมร ๓ ฝ่าย รับรองเขมรแดง รับรองเขมรเสรี และกลุ่มของเจ้าสีหนุ แต่ ๓ ฝ่ายไม่ได้บริหารราชการบ้านเมือง คนบริหารราชการบ้านเมืองคือกลุ่มสมเด็จฮุนเซน ประเทศไทยรับรองว่าไม่ รับรองใครครับ รับรอง ๓ ฝ่าย ไม่มีอํานาจเลยในประเทศกัมพูชา แต่ฝ่ายที่ ๔ มีอํานาจ ประเทศไทยไม่รับรอง ไทยไม่รับรองแล้วเป็นอย่างไรครับ สหรัฐอเมริกา จีน พี่เบิ้มไม่รับรอง พลเอก ชาติชายบอก เหลิม เราไปรับรองคนไม่มีอํานาจ เดี๋ยวอาจะทําเซอร์ไพรส์ (Surprise) ก็มีการจัดตั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่โรงแรมโอเรียลเต็ล ไปแถลงข่าวต่อนักข่าวต่างประเทศ พลเอก ชาติชาย ได้ใช้คําพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า ไอ อินไวท์ ฮุนเซน อิน ไทยแลนด์ ทู แบงคอก (I invite Hun Sen in Thailand to Bangkok) หมายความว่าจะเชิญฮุนเซนมาประเทศไทย เท่านั้นแหละครับ บ่อนแตก เป็นโรคตกอกตกใจ มาหานายกรัฐมนตรีชาติชาย นายกรัฐมนตรีชาติชายกระซิบผม อาต้องเล่นการเมืองแบบ หกเหิน พลิกโผ ปัญหาตามมาต่อว่า กระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธเขมร จีน สหรัฐ ปฏิเสธกัมพูชา ซึ่งฮุนเซนบริหารราชการบ้านเมืองเป็นฝ่ายที่ ๔ ที่ไทยไม่รับรอง แล้วจะเชิญ ได้อย่างไร ที่ผมพูดอย่างนี้ผมไม่ต้องการให้คุณอภิสิทธิ์จะต้องขอร้องใคร ให้บอกใคร แต่ถ้าท่านคิดว่าเห็นแก่บ้านเมือง นําความสงบเรียบร้อยให้ ๒ ประเทศค้าขายได้ เราขายเขา ปีละ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราซื้อเขา ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราได้เปรียบ เวียดนาม พม่า ลาว เขมร ก่อนนี้เขาให้ไทยเป็นพี่เบิ้ม วันนี้ต้องมาทะเลาะกัน ถามว่าเพราะอะไร เพราะ ปัญหามาจากพวกท่าน จากเหตุนํามาสู่ผล พลเอก ชาติชายบอกว่า กระทรวงการต่างประเทศ คุณทําไม่ได้ไม่เป็นไร ไปขอร้องกองทัพ ผมจะบอกท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรี อีก ๑๐๐ ชาติ พวกท่านก็ไม่มีศักยภาพถ้าเอากองทัพในการเจรจากับประเทศกัมพูชา ทหารเขาอยู่กันมานาน เขามีความผูกพัน เขามีไมตรี แต่ถึงเวลาเขาต้องรบ ก็ต้องรบกัน พลเอก ชาติชาย บอก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านถามว่า เหลิม เหมาะไหม ผมบอกว่าเหมาะ เพราะ พลเอก ชวลิตไปทํางานในกัมพูชาตั้งแต่ยศ พันเอก ตอนนั้น พลเอก ชวลิต เป็นผู้บัญชาการทหารบก ติดต่อประสานไปยังเตียบัน พลเอก เตียบัน เป็นเพื่อนกับ พลเอก วิชิต ยาทิพย์ ประธานบอร์ดการประปานครหลวง ก็แฟนคุณสุเทพนั่นแหละ พวกคุณสุเทพ นักเรียนโรงเรียนแถว ๆ ฝั่งธนบุรีด้วยกัน ผมจําชื่อไม่ได้ เขามีประโยชน์ เขาเจรจากับเตียบัน เตียบัน บอกฮุนเซน พลเอก ชวลิต บอกฮุนเซนให้ไปแวะลาวแล้วมาเมืองไทย ฮุนเซนมาไทย ผมเป็นรัฐมนตรีสํานักนายกรัฐมนตรี คุมสื่อสารมวลชนตอนนั้น นายกรัฐมนตรีชาติชายบอกว่า ปล่อยเสียงหมด ปล่อยภาพหมด ๆ มาดามฮุนเซนไปพักที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเราเอาชนะเขา ด้วยสติปัญญา เอาชนะเขาด้วยศักยภาพเอาชนะด้วยสติความรู้ความพร้อมของประเทศไทย สุดท้ายเขมรหรือกัมพูชาก็ยอมรับประเทศไทยเป็นพี่เบิ้ม เราได้แหลมอินโดจีน นั่นคือในอดีต เขาทํากันมาอย่างนั้น ฮุนเซนสนิทกับท่าน พลเอก ชวลิต พวกท่านก็กระแนะกระแหนก็เขา สนิทกันมาหลายสิบปี เตียบันตั้งแต่ยศน้อย ๆ เตียบันเป็นคนจังหวัดตากรอยตะเข็บเกาะกง เตียบันเป็นพี่เตียวิน เตียวินเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ทําไมท่านไม่บอกกับคนที่เขา มีสัมพันธไมตรีอันดี พลเอก ชวลิตเขาโทรฮุนเซน บอง บอง บอง บองแปลว่าพี่ เขาคุย แป๊บเดียวเรียบร้อย ไม่ต้องส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยิ่งคุณกษิตไป พัง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกตัวอย่างว่าในอดีตเขาทําการทูตกันอย่างนี้ ไปด่าทําไมครับว่ากุ๊ย ไปด่าทําไมครับเฮงซวย เพราะตอนนั้นไม่คิดเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซัดเขาไว้เต็มแม็ก ยิงไม่หยุด เปิดออโต้ (Auto) ก็ไม่นึกจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ใส่เขาไว้อย่างนี้ ด่าเขาไว้อย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี หัวใจคนทําด้วยเนื้อ เขาต้องเจ็บปวด ไปดูหมิ่นดูแคลน ขึ้นชื่อเรียกเขาว่าอ้ายฮุนเซน อ้ายกุ๊ย ตอนหลังมาแปล ไลออน ฮาร์ด แปลว่าหัวใจสิงห์ ท่านทําได้อย่างไร นี่ผมพูดจากใจ ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีผมไม่ได้อิจฉา ท่านเห็นผมเล่น การเมืองไหม ผมอยู่ในกรอบมาตลอด ด่าท่านรุนแรงผมก็ไม่เห็นด้วย กระบวนล้อเลียน ไปเรียกนายอภิสิทธิ์เป็นนางอย่างนี้ อย่างนี้ก็เกินเหตุ ผมไม่เอาด้วยและผมยังยืนยันว่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ดี ผมไม่ว่า วันหนึ่งพวกผมนั่งตรงนี้อาจจะไปนั่ง มุมนั้น แต่ระหว่างท่านบริหารราชการบ้านเมืองท่านมีปัญหาหมด ท่านไปสอนเรื่องอองซาน ในพม่า เขาก็ด่ากลับมาคุณไม่ได้เสียงข้างมาก แล้วคุณมาจัดตั้งรัฐบาล ผมบอกแล้ว นายกรัฐมนตรีมาถูกต้องแต่ไม่ชอบธรรม เพราะท่านแพ้เลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ เดี๋ยวตอบเสียหน่อยสิว่าเลือกตั้งรอบหน้าถ้าไม่ชนะพรรคเพื่อไทยไม่แย่งจัดตั้งรัฐบาล เลียนแบบพี่ชวนผมสิ แพ้ พลเอก ชวลิตคะแนนเดียวไม่ตั้ง ผมเรียนท่านต่อนะครับว่าที่ผม บอกว่าในประเด็นที่หนึ่งปัญหาเกิดจากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านสร้างเงื่อนไขไว้สูงจริง ๆ สมัยท่านเป็นฝ่ายค้าน ท่านสร้างมาตรฐาน ไว้แข็งแกร่ง แต่เป็นรัฐบาล ทําไมทําตัวเป็นสํารวยลืมคํา ท่านลืมง่าย ท่านบอกเอาไว้ว่า เมื่อครั้งอภิปรายท่านสมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ ความตอนหนึ่งผมสรุป สั้น ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเขตแดนของเราต้องนับสันปันน้ํา มีข้อยกเว้นแต่เพียงว่า ปราสาทเป็นของกัมพูชา ผมไม่ใช่นักการต่างประเทศ ผมอ่านหนังสือรู้ ผมดูกฎหมายเป็น ถ้าสันปันน้ําก็ไม่ใช่แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ๑ : ๕๐๐,๐๐๐ ที่ผมพูดนี้ผมไม่เคยคิดว่า พวกท่านจะยกแผ่นดินให้กัมพูชา ท่านไม่เลวระยําอย่างนั้นหรอก ผมเข้าใจ ใครจะไปชั่วได้ ถึงขนาดนั้น ที่ยกแผ่นดินให้กับเขา ๑ ตารางนิ้วก็ไม่ได้ โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงอดีตกํานันเก่า เลือดรักชาติทะลักอก ท่านไม่ยอมหรอกผมรู้ แต่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อภิปรายท่านสมัครว่าเขตแดนของเราก็ต้องนับสันปันน้ํา มีข้อยกเว้นแต่เพียงว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา ในการอภิปรายครั้งนั้น ด้วยท่วงทํานอง นักเรียนนอก จังหวะจะโคนในการนําเสนอ ท่านปลุกกระแสข้ามชาติ เรียกร้องให้รัฐบาล ทวงคืนเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน ตลอดจนเรียกร้องให้กัมพูชารื้อถอนปราสาท เขาวิหารออกไปจากเขตแดนไทย ผมเรียนว่าบทสรุป เนื้อหาใกล้เคียงไม่ใช่เวิร์ด บาย เวิร์ด (Word by Word) ท่านนายกรัฐมนตรี นี่เนื้อหาสาระ คนฟังแล้วเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีให้ยึดหลักสันปันน้ํา เหมือนกับที่ท่าน อภิปรายว่าเสียง ๑ เสียงก็ต้องรับฟัง เสียง ๑,๐๐๐ เสียงก็ต้องรับฟัง ยกตัวอย่าง ประท้วง เนื้อวัวที่ประเทศเกาหลี เกาหลีเขาตั้งรัฐบาลมาสั้น เขายังลาออก ยุลุงสมัครลาออกทุกวัน ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดว่าให้ทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร ผมถอนคําอภิปรายตรงนี้ อาจจะเป็นความเข้าใจของผม ผมถอนข้อความตรงนี้ ผมแฟร์ (Fair) ผมไม่ซ้ําเติมท่านในเรื่อง ไม่เป็นจริง แต่ผมยืนยันว่าท่านบอกเลยว่าเขตแดนของเราก็ต้องนับสันปันน้ํา วันนี้ทําไมท่าน มายืนเรื่องเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ผมก็ไม่ได้ว่าท่านผิด เพราะเมื่อทําเอ็มโอยูไปแล้วมันเลิก ง่าย ๆ ไม่ได้ มันต้องมีที่มาที่ไป เราพูดกันต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่พูดเอาใจ ไม่ใช่พูดตามใจ นึกว่าเป็นฝ่ายค้านจะด่ารัฐบาล ไม่ใช่ ผมมีเหตุผลของผม ท่านนายกรัฐมนตรีท่านดูสิครับ หลังจากท่านอภิปรายในตอนเป็นผู้นําฝ่ายค้าน เหตุการณ์ลุกลามจนเป็นปัญหาความสัมพันธ์ ระหว่าง ๒ ประเทศ ถามว่าเกิดจากท่านไหม ท่านเป็นคนจุดกระแส อาจจะไม่ได้เกิดจาก ท่าน จังหวะมันเป็นลูกควบ ท่านดูบอลท่านอาจจะรู้ ผมไม่ใช่นักดูบอล มันเกิดปัญหากระทบ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๑ จนถึงปัจจุบันประมาณเกือบ ๓ ปีมาแล้ว ทําให้ชาวศรีสะเกษ เสียหายปีละ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท ผมเรียนท่านประธานต่อไปว่า จุดแตกหักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย เมื่อกัมพูชาตั้ง พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษา รัฐบาลไทยได้ตอบโต้ค่อนข้างรุนแรง รัฐบาล ปฏิบัติการ ๓ เหตุผล ซึ่งทางการทูตถือว่าใช้ไม่ได้ รัฐบาลปฏิบัติการเรื่องที่ ๑ ท่านอาจคิด ไม่เหมือนผมคิด ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วคุณอภิสิทธิ์ต้องหนีรอนแรมอยู่ต่างประเทศ มีปัญหาเมืองไทยแล้วไปต่างประเทศ วันหนึ่งฮุนเซนตั้งคุณอภิสิทธิ์เป็นที่ปรึกษา ผมจะ ไม่พูดเลย ไม่ใช่เรื่องของผม แต่รัฐบาลไทยพอเห็น พันตํารวจโท ทักษิณ เป็นที่ปรึกษา ได้ดําเนินการทางการทูต เขาถือว่ารุนแรง ทําทําไม เรื่องแรก ท่านเรียกเอกอัครราชทูตไทย จากกรุงพนมเปญกลับประเทศไทย ทําทําไม เรื่องที่ ๒ ท่านทบทวนพันธกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ท่านทําทําไม เรื่องที่ ๓ ท่านทบทวนความร่วมมือ ต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยกําลังดําเนินการกับกัมพูชา โดยเน้นหนักในการงดการให้ความช่วยเหลือ ใครเป็นคนคิด เอาอวัยวะส่วนไหนมาคิด ตรงนี้ละครับคือที่มาของความกินแหนงแคลงใจ เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มาทําหน้าที่นายกรัฐมนตรี ข้อวิจารณ์ของผมอาจจะผิด อาจจะ ไม่ถูก แต่นี่เป็นมุมมองของผมในฐานะประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย ถ้าเห็นว่าวิจารณ์ไม่ดี นายกรัฐมนตรีก็อย่าเอาไปใช้ ท่านก็ยืนตะแบงอย่างนี้ไป เอาไปเลย ผมไม่ต้องวิจารณ์อะไร กันมากแล้ว เพราะนั่งดูพันธมิตรเขาจับท่านแก้ผ้าเรียบร้อย เขาจัดการดําเนินการเสร็จ ผมไม่ต้องวิจารณ์อะไรมากมาย แต่ว่าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นมุมมองของผม ท่านเรียกทูตไทย กลับจากกรุงพนมเปญ ทบทวนพันธกรณี ทบทวนความร่วมมือ ท่านตัดงบประมาณที่จะ ช่วยเขา ท่านทําทําไม เขาเรียกใช้อารมณ์ ขาดสติ ไม่มีเหตุผล นั่นคือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ คุณกษิต ภิรมย์ กับผมไม่เคยรู้จักกันมาจริง ๆ แต่ในระหว่างดู ขึ้นเวทีพันธมิตรผมก็นึกในใจอ้ายหมอนี่บู๊ลิ้มโว๊ย บู๊ลิ้มคือนักเลง จริงจัง เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด ชูกําปั้น อัดรัฐบาลกัมพูชาด่าฮุนเซน ผมมองว่าหน่วยก้านดีอายุอานามก็ใกล้ ๆ กัน แต่ไปเล่น เขาไว้แรงไปด่าเขากุ๊ย ด่าเขาเฮงซวย ด่าเขาโคตรทุจริตหรือทุจริตอย่างมาก เขาดูโทรทัศน์ เขาเห็น เขาก็จดจําไว้ พอท่านนายกรัฐมนตรีตั้งกษิตเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศปัญหามันขึ้นมาเลยท่านไปสังเกตเถอะครับ ไปปรึกษากับนายฮอร นัมฮง นั่นน่ะ ส่งสุเทพไปดีกว่าเอาคนด่าเจ้านายเขาไปคุยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วใครเขาจะคุยด้วย เดินออกมามีคนติดตามออกมาเดินให้สัมภาษณ์ เดี๋ยวยังไม่ให้ สัมภาษณ์เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงให้สัมภาษณ์ เดี๋ยวจะขึ้นเครื่องให้สัมภาษณ์ ยังไม่ทันไรครับ กระสุนตูม ๆ มาเมืองไทย แหมกัมพูชาต้อนรับดี กัมพูชาให้เกียรติ นั่นมันเป็นพิธีทางการทูต ผมจะบอกท่านประธานให้ คุณกษิตไปกัมพูชาทีไรบ้านเมืองไทยเดือดร้อน นายกรัฐมนตรี ใช้ ผบ.เหล่าทัพเขาครับ นั่นเขาสนิทกันเขาผูกพันกันแล้วเขาไม่เคยด่าว่ากันรุนแรงไม่ใช่ ผมจะบอกนายกรัฐมนตรีว่าต้องเจรจาอย่างเดียวไม่ใช้กําลังทหาร มันต้องแยกกันทํา ผมไม่กล้าสอนหรอกครับ ท่านประธานที่เคารพ นโยบายทางการทูต ประเทศที่พูดกัน ได้ยินแล้วทุบตีกันไม่ถึงทะเลาะอย่างไรได้หมด แต่ประเทศที่รอยตะเข็บติดต่อทะเลาะ ไม่ได้เลยครับ ลาว พม่า เขมร กัมพูชา มาเลเซีย ทะเลาะไม่ได้เลยครับ ต้องนับหนึ่งถึงร้อย นับร้อยถึงพัน นับพันถึงหมื่น นับหมื่นถึงแสนไม่ได้ ภาษาวงการทูตเขาบอกว่าพูดกันได้ยิน แต่เตะกันไม่ถึงได้ ขัดแย้งได้ ท่านดําเนินนโยบายต่างประเทศผิดพลาดหมด ท่านขึ้นมาเป็น นายกรัฐมนตรีแทนที่จะไปเยี่ยมจีนก่อนท่านไปญี่ปุ่นก่อน ไปเยี่ยมประเทศสําคัญ ๆ โน่น ท่านไปลอนดอน ผิดไหม ไม่ผิด แต่ประเทศเพื่อนฝูงเขาบอกอะไรวะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมญี่ปุ่นก่อนไปจีน ผมปรารภไว้เท่านั้นแหละครับ และสิ่งสําคัญที่สุด คุณกษิตได้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรเมื่อ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่หน้าทําเนียบรัฐบาล คุณกษิตย้ําว่านายกฮุนเซนเป็นกุ๊ย เป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ คนเฮงซวย มีคอร์รัปชัน (Corruption) สูง และเมื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านพยายามแปลความหมายของคําว่า กุ๊ยคือผู้มีใจนักเลง นั่นทําได้ถึงขนาดนั้น เดิมผมนึกว่าเป็นบู๊ลิ้ม พอเป็นอย่างนี้บอกอะไรนะ ตอนหลังบอกเป็นภาษาอังกฤษอีกไลออน ฮาร์ท หัวใจสิงห์ ดูอย่างไรก็ไม่เจือสม ท่านนายกรัฐมนตรีท่านรับภาระก็เป็นเรื่องของท่านแต่ผมบอกว่าการทวงคืนเขาพระวิหาร ต้องใช้หลักการทูต ต้องใช้หลักการเจรจา เพราะศาลโลกตัดสินแล้วตัวปราสาทเป็นของเขมร พื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรถ้ายึดตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นําฝ่ายค้าน ได้อภิปรายใช้สันปันน้ําก็เป็นของไทย ถ้า ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ผมไม่โทษใครทําเอ็มโอยู เพราะมองต่างมอง มองคนละมุม มองคนละแนว แต่เมื่อปัญหาเกิดมาวันนี้มันเกิดจาก รัฐบาลของท่านมีการไล่กรรมการร่วมเขตชายแดนไทย-กัมพูชากลับประเทศ ยุติการประชุม เจบีซี ท่านกษิตมีท่าทีแข็งกร้าว อาจจะเป็นนิสัยของท่าน คนมาเล่าให้ผมฟังเยอะ เป็นทูตมาสเตอร์โก เป็นอย่างไรเป็นอะไรผมไม่พูดทีนี้เพราะเขาเล่า ให้ฟังแต่ดูบนเวทีท่านนี่เป็นดาวไฮปาร์ก (Hi-park) เฉียบขาดเด็ดขาด แล้วตอนนั้นเป็น ลูกน้องม็อบ (Mob) พันธมิตร วันนี้ผมจะอภิปรายลึกกว่านี้ผมก็สงสารนะ สงสารทั้ง ท่านนายกรัฐมนตรี สงสารทั้งคุณกษิต พันธมิตรเขาทุบตีคุณรุนแรงเหลือเกิน เขาด่าจนกระทั่ง ผมเห็นใจนะ ทั้ง ๆ เกลียดคุณกษิตผมเห็นมันทุบตีไกลแรงเหลือเกิน ต่อไปผมเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่า เมื่อนายกษิตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดจา กลับไปกลับมาผมเรียนด้วยความเคารพ ท่านมีภาวะผู้นําต่างประเทศต่ํามาก ต่ําจนวัดเป็น เซนติเมตรไม่ได้ ต่ําจริง ๆ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใช้กองทัพเอาสุเทพไปยังเข้าท่ากว่า เพราะฮุนเซนก็เติบโตมาได้จากนักรบ คุณสุเทพพูดไทยเป็นไทยเอากันง่าย ๆ