บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือปัญหาภัยน้ำในเขตเลือกตั้งที่ ๗ และชี้แจงความเป็นมาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาเรื่องน้ำ โดยเน้นย้ำความซับซ้อนของปัญหาน้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในอดีตที่ขาดเอกภาพ เนื่องจากหน่วยงานหลายกระทรวงและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ซ้อนทับกัน จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง พร้อมทั้งจัดกลุ่มภารกิจ 8 กลุ่ม และร่าง พ.ร.บ. นโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อสร้างองค์กรกลางในการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และเรียนท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญเรื่องนี้ คือท่านเสนาะ เทียนทอง ด้วยนะครับที่เป็นที่เคารพนับถือของบรรดา ส.ส. ผม นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ถึงแม้ว่าผมจะมีอาชีพเป็นหมอ แต่ว่าเมื่อต้องมามีภาระดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ ในฐานะที่เป็น ส.ส. สัดส่วน ซึ่งก็เป็นเขตพื้นที่ที่ ๗ ซึ่งในเขตพื้นที่ที่ ๗ นี้มีจังหวัดอยู่ทั้งหมด ๑๖ จังหวัดด้วยกันครับ ไล่ตั้งแต่จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด เพชรบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนครปฐม เรื่อยมาจนถึงจังหวัด พระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี รวม ๑๖ จังหวัดด้วยกัน ผมก็ได้ไปสัมผัสกับพี่น้องชาวนา ชาวไร่ที่เป็นเกษตรกร ปัญหาที่ผมรับทราบมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องน้ํา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําแล้งหรือว่าน้ําท่วมก็ตาม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าใครจะกล่าวอย่างไรก็ตามว่าผลงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นอย่างไร แต่ผมอ่านดูแล้วผมขอชื่นชมและมีข้อติติงเสนอแนะเป็นบางประเด็น เพราะว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องมีประวัติศาสตร์มายาวนาน เพราะท่าน ส.ส. บางท่านก็ยังบอกว่า ฟังตั้งแต่ยังไม่เป็น ส.ส. เป็นเด็ก ๆ อยู่ จนกระทั่งเข้ามาพูดในสภา ต้องมีหน้าที่มาพูดในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมก็เช่นเดียวกันครับ ก็ฟังมาตลอด แล้วผมคิดว่าเรามาจากพื้นที่ซึ่งมีแม่น้ําหลัก ๆ อย่างน้อยก็ ๗ สายนะครับ ถ้าผมไม่นับเรื่องจังหวัดชุมพร จังหวัดระนองและจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ แล้วไล่มาตั้งแต่แม่น้ําเพชรบุรี แม่น้ําแม่กลอง แม่น้ําท่าจีน แม่น้ําสุพรรณบุรี แม่น้ําป่าสัก แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําลพบุรี รวมทั้งแม่น้ําน้อยด้วย แม่น้ําเหล่านี้ก็เป็นวิถีชีวิต ของชาวนาชาวไร่เกษตรกรที่อาศัยอยู่ใน ๑๖ จังหวัด ในเขตพื้นที่ที่ ๗ นี้ ซึ่งแน่นอนนะครับ ปีไหนที่ไม่มีปัญหาเรื่องน้ําก็จะมีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะมีความสุขไม่เดือดร้อน แต่ถ้าตรงกันข้ามแน่นอนครับ ชาวบ้าน ประชาชนก็จะเดือดร้อน เพราะว่าเรื่องน้ําแล้งหรือ น้ําท่วมก็ตาม เพราะฉะนั้นผมก็จะค่อย ๆ ศึกษาดูว่ารายงานฉบับนี้มีความเป็นมาอย่างไร ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการชุดนี้เหมือนกัน ผมก็พบว่าอย่างนี้ ผมจะแบ่ง เรื่องความเป็นมามาสัก ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือว่าความเป็นมาที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของทางคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ แต่ว่าได้รับมอบหมายภารกิจมา ตั้งแต่เรื่องก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ ศึกษาปัญหาเรื่องน้ํานี้ ก็มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง ๑๑ คณะด้วยกัน ในการเสนอ ญัตติในเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องน้ําในพื้นที่ของท่านเหล่านั้น ๑๑ ญัตติด้วยกัน มีผลทําให้ มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา กาลต่อมาคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ไปตั้ง คณะอนุกรรมาธิการอีกประมาณ ๖ คณะด้วยกันศึกษาปัญหาเรื่องนี้ แล้วใช้เวลาก็ไม่น่าจะ มาก ก็คือใช้เวลาศึกษาทั้งหมด ๘ เดือนด้วยกัน ท่านก็ได้ผลเป็นหนังสือ ๒ เล่มนี้ออกมา แต่กาลต่อมาในการบรรจุเข้าวาระของสภาแห่งนี้หลายท่านก็พูดไปแล้วว่าใช้เวลาถึง ๒ ปี ๑๑ เดือน เกือบจะ ๓ ปี ถ้าเกิดว่านับถึงวันที่ ๑๒ มีนาคม เดือนหน้าก็จะครบ ๓ ปี เพราะฉะนั้นหลายท่านก็บอกว่าอาจจะล้าสมัยไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่ว่า ไม่ใช่เป็นความบกพร่องของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมจึงมีข้อสังเกตนะครับว่าทุกฝ่าย เห็นความสําคัญเรื่องปัญหาเรื่องน้ําว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของประเทศนี้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าปัญหาเรื่องน้ํานั้นมีความสลับซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ และยากต่อการที่จะมีข้อตกลงในการแก้ไขที่เป็นฉันทามติร่วมกัน อันนี้เป็นความยากครับ เพราะฉะนั้นนะครับ มันก็นําไปสู่เรื่องประเด็นความเป็นมา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ เหมือนกัน ก็คือในส่วนของการดําเนินการของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งอันนี้ ก็มีรายงานสรุปอยู่ในเอกสาร ๔ หน้า แต่เป็น ๔ หน้าที่มีคุณค่าครับ ถึงแม้ผมจะมีความรู้สึกว่า มันสั้นไปหน่อย แต่ท่านก็สรุปรายงานและข้อเสนอแนะตรงนี้ไว้ค่อนข้างที่จะชัดเจนถึงแม้ว่า มันจะสั้นไปหน่อยก็ตาม เพราะว่ารายงานถ้า ๒ เล่มนี้มารวมกันคงประมาณ ๔๐๐ กว่าหน้า แต่ว่าท่านสรุปสิ่งที่มีคุณค่าอยู่ในนั้นเพียง ๔ หน้าเท่านั้นเอง แต่เป็น ๔ หน้าที่มีคุณค่า เพราะฉะนั้นก็อดที่จะกล่าวของความเป็นมาในเรื่องของการรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ชุดต่าง ๆ ที่เคยผ่านมาของประเทศไทยเรา ในรายงานนี้กล่าวไว้อย่างนี้นะครับ
ประการที่ ๑ เกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการน้ํา มี ๓-๔ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องกฎหมายภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงาน ท่านบอก อย่างนี้นะครับว่าตั้งแต่ก่อนปฏิรูประบบราชการ คือก่อนปี ๒๕๔๕ ปัญหาบทบาท ภารกิจ ของหน่วยงาน กฎหมาย กฎ ระเบียบ สรุปได้ว่าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําอยู่ใน ความรับผิดชอบของหน่วยราชการหลายกระทรวง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีคณะกรรมการเกี่ยวข้องหลายคณะ การบริหารจัดการจึงขาดความต่อเนื่อง ขาดเอกภาพ นี่ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ กฎหมายที่มีอยู่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีเข้ามามีส่วนร่วม ต่อมาครับ อันนี้ก็ยังเป็นเรื่องประวัติศาสตร์อยู่ นะครับ เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการ ปี ๒๕๔๕ ก็มีการจัดตั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีการจัดตั้งกรมทรัพยากรน้ํา กรมทรัพยากรน้ําบาดาลแล้วก็ตาม ก็ยังมี ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ําที่ยังกระจายอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ทั้งในกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และมีส่วน ราชการ หน่วยราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและบริหาร จัดการน้ําอีกจํานวนมากมาย ในช่วงนั้นก็ยังมีปัญหาเรื่องการขาดกฎหมายและองค์กร ระดับนโยบายในการที่จะเชื่อมการประสานงาน การดําเนินการให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อจะ ลดความเสียหายให้ปัญหานั้นมีความมั่นคง และเป็นธรรม และยั่งยืน สุดท้ายท่านก็ได้ ทบทวน คล้าย ๆ วรรณกรรมนะครับ ท่านประธานครับ ขอเวลาอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ว่าหลายฝ่ายเห็นความสําคัญและความจําเป็นในการมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการบริหาร ทรัพยากรน้ํา ได้มีการพยายามยกร่างมาหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสําเร็จ เนื่องจากว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นจํานวนมาก ต้องอาศัยการรับฟังความคิดเห็น เพราะฉะนั้น ท่านก็มีข้อเสนอแนะทั้งหมด ๕ ข้อด้วยกันนะครับ ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าต้องจัดกลุ่มภารกิจ เป็น ๘ กลุ่มด้วยกัน ประเด็นที่ ๒ ต้องมีกฎหมายซึ่งท่านได้ให้ชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติ นโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ปี พ.ศ. .... แล้วควรมีองค์กรระดับนโยบาย เรียกว่าคณะกรรมการนโยบายทรัพยากรน้ําแห่งชาติ อันนี้ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน และดีมากเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยและมีองค์กร ที่เป็นองค์กรกลางในการบริหารจัดการน้ํา ถึงแม้จะดูเหมือนว่ามันจะเป็นการรวบอํานาจ แต่ถ้าเกิดว่ามีการบริหารจัดการที่ดี ใช้การมีส่วนร่วมผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ดี แทนที่จะให้ เป็นหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงต่าง ๆ ที่ไปบริหารจัดการกันเอง ผมยกตัวอย่างครับ น้ําท่วมคราวที่แล้ว ในพื้นที่ของผม ๑๖ จังหวัด ก็มีคนตั้งข้อสงสัยว่าทําไมจังหวัดสุพรรณบุรี น้ําไม่ท่วม บางคนก็บอกว่าเพราะว่ามันมีการปิดเขื่อน ๒ แห่งด้วยกันนะครับ คือ เขื่อนพลเทพ และเขื่อนท่าโบสถ์ ซึ่งตั้งอยู่ที่อําเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนชัยนาท ก็ทําให้ น้ําไม่เข้าแม่น้ําท่าจีน ซึ่งแน่นอนคือไปไหลไปที่จังหวัดสุพรรณบุรีเข้าแม่น้ําเจ้าพระยา อย่างเดียว ฉะนั้นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็ประสบปัญหาตรงนี้เยอะเรื่อยมาจนถึง จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ไม่ว่ากันครับ เพราะว่าอย่างไรมันก็อยู่ใน ๑๖ จังหวัดนี้ แต่ปัญหาก็คือว่ามันเกิดปัญหาคําถามขึ้นมาว่าเราจะบริหารจัดการตรงนี้ ให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ไหม ผมมีตัวอย่างครับ ถึงแม้รัฐบาลพยายามจะชดเชยในพื้นที่ราษฎร ที่ประสบภัยน้ําท่วมครั้งนี้ไร่ละ ๒,๐๙๘ บาท บ้านไหนที่มีน้ําท่วม เข้าหลักเกณฑ์ก็ได้บ้านอีก ๕,๐๐๐ บาท แล้วก็ได้รับการชดเชยเรื่องประกันรายได้ ถ้าขึ้นทะเบียนไว้แล้วก็ได้อีก ชาวบ้านเขาเรียกว่าได้ ๒ เด้ง คือได้ทั้งเรื่องของ ๒,๐๙๘ บาท และได้ส่วนต่างจากโครงการ ประกันรายได้ด้วย แล้วก็อีกเด้งหนึ่งก็คือได้พันธุ์พืชที่จะมาปลูกในฤดูการต่อไป ฟรีด้วย คือรัฐบาลก็แก้ได้ถูกจุดครับ แต่ว่าเป็นการถูกจุดที่ว่ามันเป็นการแก้ปัญหาตามปัญหา มันไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันปัญหา ผมมีตัวอย่างครับท่านประธาน ขอเวลาสักนิดหนึ่ง ไม่นานครับ ผมกําลังจะสรุป คือที่ประเทศแคนาดาเขาเล่ากันว่า แต่เป็นความจริงนะครับ มีชุมชนแห่งหนึ่งที่เขายินยอมให้รัฐบาลมาตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในชุมชนของเขา แต่เขามี การพูดจา เจรจากันครับ จนกระทั่งชุมชนนั้นพอใจครับ ชุมชนนั้นได้รับการชดเชยมากมาย จนกระทั่งเรียกว่าไม่คาดคิดว่าจะได้ ไม่ว่าจะเรื่องของชดเชยในระดับครอบครัว ในระดับ ชุมชน ไม่ว่าจะเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างในเรื่องของการศึกษา เรียนฟรีถึงมหาวิทยาลัย เรื่องของสาธารณสุขรักษาฟรีนะครับ เรื่องของการลดภาษีให้ สารพัดเลยครับ โครงสร้างของ เขาดี ถนนหนทางก็ดีขึ้นเยอะ ความเป็นอยู่ต่าง ๆ สะดวกสบายขึ้น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ เพียบพร้อม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ซึ่งไม่คาดคิดครับ ปรากฏว่าชุมชนอื่นพอเห็นชุมชนนี้ ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลมากมายขนาดนี้เดินขบวนประท้วงครับ ขอเอาบ้างครับ ขอเอาอย่างนี้บ้างครับ นี่เป็นตัวอย่างครับ ผมก็เลยนึกภาพว่าในลักษณะเช่นนี้ไม่ว่าต่อไป ประเทศนี้จะประสบภัยน้ําแล้งหรือน้ําท่วมเราตั้งโจทย์เลยได้ไหมครับ ชดเชยให้เขาเลย เขาต้องการอะไร เจรจากัน รัฐบาลชดเชยให้เขาเลยครับ แล้วปัญหาว่าจะผันน้ํา จะปิดเขื่อน ไม่ให้ลงท่าจีน จะให้มันลงเจ้าพระยาอย่างเดียว ดูเลยครับ ชาวบ้านจังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเดือดร้อนอะไร ชดเชยให้ครับ ชดเชยให้ เป็นการล่วงหน้าเลย เขาจะได้รู้ว่าน้ําจะท่วมบ้านเขาแล้วนะ เขาจะได้ไม่เพาะปลูก เขาจะได้รับ การชดเชยในส่วนนี้ เพราะเขาเสียสละแทนจังหวัดข้างเคียง รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย ผมว่าแนวคิดอย่างนี้ก็น่าจะมาปรับใช้อยู่เหมือนกัน ผมก็เลยอยากจะฝากท่านกรรมาธิการครับ ท่านช่วยบวกข้อเสนอของกระผมเข้าไปได้ไหมครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ดี แล้วในเรื่อง การที่มีกฎหมายฉบับนี้ผมก็คิดว่าน่าจะดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรกลางในการที่จะบริหาร จัดการน้ําในภาพรวมนะครับ เพราะมิฉะนั้นแล้วมันก็จะกลายเป็นอํานาจของกระทรวง ทบวง กรมใด กระทรวง ทบวง กรมหนึ่งไปจัดการ อย่างเช่นกรณีปิดเขื่อน ๒ แห่งที่ผมกล่าวถึงนี้ ก็เป็นอํานาจหน้าที่ของกรมชลประทาน ใครจะไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับเขาล่ะครับ เขาก็ทําตามภารกิจของเขา มีภาระพื้นที่ของเขา เขาไม่ได้คํานึงถึงภาพรวม เพราะฉะนั้น องค์กรกลางนโยบายนี้ผมคิดว่าดีแล้วครับที่จะต้องมีขึ้นมากฎหมายฉบับนี้ ผมก็ขอเสนอแนะ และขอชื่นชม และขอฝากให้บวกในเรื่องนี้เข้าไปในรายงานการประชุมของท่านด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน